เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ Codex Alimentarius, FAO, WHO หรือ มกอช. และไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ กล่องสรุปในบทความเป็นการย่อสาระด้วยถ้อยคำของเรา ส่วนตารางหลักฐานและแบบฟอร์มเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับ เอกสารต้นฉบับเปิดอ่านได้จากเว็บไซต์ FAO/WHO และ มกอช.
เมื่อทีมตั้งเสร็จและขอบข่ายลงตัวแล้ว งานถัดไปมักเริ่มด้วยคำถามที่ฟังดูง่ายที่สุดในทั้งซีรีส์ คือผลิตภัณฑ์ของโรงงานคืออะไร คำตอบที่ได้ในห้องประชุมส่วนใหญ่คือชื่อสินค้ากับขนาดบรรจุ ซึ่งเป็นคำตอบที่ยังใช้วิเคราะห์อันตรายไม่ได้
เหตุผลอยู่ที่ปลายทางของงาน ในขั้นที่ 6 ท่านจะต้องตอบให้ได้ว่าเชื้อชนิดใดเติบโตในผลิตภัณฑ์นี้ได้บ้าง คำตอบนั้นไม่ได้มาจากชื่อสินค้า แต่มาจากค่าความเป็นกรดด่าง ค่าวอเตอร์แอกทิวิตี ปริมาณเกลือ อุณหภูมิที่เก็บ และอายุการเก็บรักษา ถ้าข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์อันตรายในภายหลังจะกลายเป็นการเดา และเมื่อผู้ตรวจถามว่าเหตุใดจึงสรุปว่าเชื้อชนิดนี้ไม่เติบโต ทีมจะตอบไม่ได้
ขั้นที่ 2 จึงไม่ใช่การเขียนใบแนะนำสินค้าให้ลูกค้าอ่าน แต่คือการรวบรวมข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ให้ครบพอที่ทีมจะใช้ตัดสินใจได้ในขั้นถัดไป
- ใบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ตอบครบทั้งเก้าหัวข้อ สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มที่อยู่ในขอบข่ายตาม HA-01-03
- ทะเบียนวัตถุดิบ ส่วนผสม วัตถุเจือปนอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร พร้อมที่มาของแต่ละรายการ
- ทะเบียนสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ และที่มีอยู่ในโรงงานแต่ไม่ได้อยู่ในผลิตภัณฑ์นี้
- หลักฐานประกอบที่อ้างถึง เช่น ผลวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดด่าง เอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ส่งมอบ
เก้าหัวข้อที่ต้องตอบให้ได้
โครงเก้าหัวข้อนี้เป็นโครงเดียวกับที่โรงงานไทยใช้กันมานาน และครอบคลุมสิ่งที่ Codex CXC 1-1969 บทที่สอง กับ มกษ. 9024-2564 คาดหวังไว้ในขั้นตอนนี้ ท่านเติมหัวข้อเพิ่มได้ แต่ไม่ควรตัดออก เพราะแต่ละหัวข้อจะถูกเรียกใช้ในขั้นถัดไป
| หัวข้อ | ต้องเขียนอะไรลงไป | จะถูกใช้ต่อในขั้นใด |
|---|---|---|
| ต้องมี1. ชื่อผลิตภัณฑ์ | ชื่อที่ใช้จริงบนฉลาก รหัสสินค้า และชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใบนี้ครอบคลุม | ใช้ผูกกับขอบข่ายใน HA-01-03 ให้ตรงกัน |
| ต้องมี2. คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป | ค่าความเป็นกรดด่าง ค่าวอเตอร์แอกทิวิตี ปริมาณเกลือหรือน้ำตาล วัตถุกันเสียที่ใช้ ลักษณะทางกายภาพ และเกณฑ์ทางจุลชีววิทยาที่ยอมรับได้ | เป็นข้อมูลตั้งต้นของการระบุอันตรายในขั้นที่ 6 และการกำหนดค่าจำกัดวิกฤตในขั้นที่ 8 |
| ต้องมี3. ลักษณะการใช้ผลิตภัณฑ์ | ผู้บริโภคต้องนำไปให้ความร้อนก่อนหรือรับประทานได้ทันที ต้องละลายก่อนหรือไม่ | ขั้นที่ 3 จะขยายหัวข้อนี้เต็มรูปแบบ |
| ต้องมี4. ภาชนะบรรจุ | ชนิดวัสดุ ขนาดบรรจุ วิธีปิดผนึก และสภาวะบรรจุ เช่น บรรจุสุญญากาศหรือปรับบรรยากาศ | ใช้ประเมินอันตรายจากบรรจุภัณฑ์ในขั้นที่ 6 และผูกกับขั้นตอนบรรจุในแผนภูมิของขั้นที่ 4 |
| ต้องมี5. อายุการเก็บรักษา | อายุที่กำหนด พร้อมสภาวะที่ใช้ประกอบ เช่น เก็บที่อุณหภูมิเท่าใด และระบุว่าอ้างอิงจากอะไร | ขั้นที่ 11 จะขอหลักฐานว่าอายุที่กำหนดนั้นพิสูจน์มาแล้วอย่างไร |
| ต้องมี6. ลักษณะการจำหน่าย | ช่องทางที่สินค้าไปถึงผู้บริโภค เช่น ขายส่ง ร้านค้าปลีก บริการอาหาร หรือส่งออก | ใช้ประกอบการกำหนดกลุ่มผู้บริโภคในขั้นที่ 3 |
| ต้องมี7. รายละเอียดที่กำกับบนฉลาก | ข้อความที่ปรากฏจริงบนฉลาก โดยเฉพาะคำเตือน คำแนะนำการเก็บ วิธีเตรียม และการแจ้งสารก่อภูมิแพ้ | ขั้นที่ 3 จะตรวจว่าฉลากสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้หรือไม่ |
| ต้องมี8. การควบคุมพิเศษขณะขนส่ง | อุณหภูมิที่ต้องรักษา ข้อห้ามในการวางร่วมกับสินค้าอื่น และการควบคุมที่ต้องขอจากผู้ขนส่ง | ใช้กำหนดจุดสิ้นสุดของแผนภูมิในขั้นที่ 4 และการควบคุมหลังส่งมอบ |
| ต้องมี9. วัตถุประสงค์การใช้และกลุ่มผู้บริโภค | ในใบนี้เขียนสรุปสั้น ๆ พอให้อ่านต่อเนื่องกันได้ แล้วอ้างไปที่ HA-03-01 ซึ่งเป็นฉบับเต็ม | ขั้นที่ 3 ทั้งขั้น |
หัวข้อที่ 2 คือหัวข้อที่เขียนยากที่สุด
ในทางปฏิบัติ โรงงานที่เพิ่งเริ่มทำระบบมักติดที่หัวข้อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เพราะไม่เคยส่งวิเคราะห์ และไม่มีเครื่องมือวัดของตนเอง สิ่งที่พบบ่อยคือทีมไปคัดลอกค่าจากเอกสารของโรงงานอื่นที่ทำสินค้าคล้ายกัน ซึ่งเป็นทางลัดที่อันตราย เพราะค่าเหล่านั้นจะถูกใช้ตัดสินว่าเชื้อชนิดใดเติบโตได้หรือไม่ในขั้นที่ 6
แนวทางที่ใช้ได้จริงคือแยกให้ออกระหว่างค่าที่ต้องวัดกับค่าที่อธิบายได้ ค่าที่กำหนดความปลอดภัยโดยตรง เช่น ค่าความเป็นกรดด่างของอาหารกรดต่ำที่บรรจุปิดสนิท หรือค่าวอเตอร์แอกทิวิตีของอาหารแห้ง ควรมีผลวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ตนเองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ส่วนค่าที่เป็นข้อมูลประกอบ เช่น ลักษณะสี กลิ่น เนื้อสัมผัส เขียนจากการสังเกตจริงได้ และไม่ต้องส่งวิเคราะห์
หากยังไม่มีผลวิเคราะห์ในวันที่เขียนเอกสาร ให้เขียนตามความจริงว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ พร้อมระบุวันที่จะส่งตัวอย่าง บันทึกแบบนี้แสดงว่าทีมรู้ว่าตนเองขาดอะไร ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าการใส่ตัวเลขที่ไม่มีที่มา
วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ต้องอธิบายด้วย ไม่ใช่เฉพาะสินค้าสำเร็จรูป
ในขั้นที่ 6 ท่านจะวิเคราะห์อันตรายทั้งรายขั้นตอนและรายวัตถุดิบ อันตรายจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นในโรงงาน แต่ติดมากับของที่รับเข้ามา เช่น สารพิษจากเชื้อราในธัญพืช ยาสัตว์ตกค้างในเนื้อสัตว์ ฮีสตามีนในปลาบางชนิด หรือสารเคมีที่ตกค้างจากบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตสำหรับสัมผัสอาหาร
ทะเบียนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์จึงเป็นเอกสารคู่กับใบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ สิ่งที่ควรมีในทะเบียนคือชื่อรายการ หน้าที่ในสูตร ผู้ส่งมอบ เอกสารที่ผู้ส่งมอบให้มา สภาวะการเก็บ และช่องหมายเหตุว่ารายการนั้นเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือไม่ โรงงานที่ทำทะเบียนนี้ไว้ตั้งแต่ต้น จะทำขั้นที่ 6 ได้เร็วกว่ามาก เพราะมีรายการตั้งต้นให้ไล่ทีละบรรทัด
สารก่อภูมิแพ้ ข้อที่โรงงานเล็กมองข้ามบ่อยที่สุด
สารก่อภูมิแพ้เป็นอันตรายทางเคมีกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมด้วยความร้อนไม่ได้ และเป็นสาเหตุของการเรียกคืนสินค้าจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้โรงงานเล็กพลาดคือการมองเฉพาะสิ่งที่อยู่ในสูตร ทั้งที่ความเสี่ยงจริงมักมาจากสองทางที่ไม่ได้อยู่ในสูตร
- สารก่อภูมิแพ้ที่ติดมากับวัตถุดิบ เช่น เครื่องปรุงที่มีถั่วเหลืองหรือข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบย่อย ซึ่งเห็นได้จากเอกสารของผู้ส่งมอบเท่านั้น
- สารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในโรงงานแต่ไม่ได้อยู่ในสูตรนี้ เช่น ผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้งาหรือนม แล้วใช้สายการผลิตหรืออุปกรณ์ร่วมกัน กรณีนี้ต้องประเมินการปนเปื้อนข้าม
ทะเบียนสารก่อภูมิแพ้จึงควรมีสองคอลัมน์คู่กันเสมอ คือมีในผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่ และมีอยู่ในโรงงานหรือไม่ เมื่อถึงขั้นที่ 6 ช่องที่สองจะเป็นตัวชี้ว่าต้องวิเคราะห์การปนเปื้อนข้ามที่ขั้นตอนใดบ้าง
สิ่งที่มักทำผิดในขั้นนี้
- เขียนใบรายละเอียดผลิตภัณฑ์เป็นใบขายสินค้า มีคำบรรยายรสชาติและจุดเด่นครบ แต่ไม่มีค่าที่ใช้วิเคราะห์อันตรายได้แม้แต่ค่าเดียว
- ใช้ค่าจากเอกสารของโรงงานอื่น เมื่อผู้ตรวจถามที่มาของตัวเลข ทีมตอบไม่ได้ และเอกสารทั้งชุดถูกตั้งคำถามตามไปด้วย
- ไม่ทบทวนเมื่อเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนผู้ส่งมอบ ใบรายละเอียดยังเป็นฉบับปีก่อน ขณะที่สูตรจริงเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งผู้ตรวจพบได้จากการเทียบกับใบสั่งผลิตล่าสุด
- ระบุอายุการเก็บรักษาโดยไม่มีที่มา เขียนว่าหกเดือนเพราะคู่แข่งเขียนเช่นนั้น โดยไม่มีข้อมูลรองรับ ซึ่งจะเป็นปัญหาอีกครั้งในขั้นที่ 11
- ไม่ระบุกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับขอบข่าย ขอบข่ายใน HA-01-03 ครอบคลุมสามกลุ่ม แต่มีใบรายละเอียดเพียงกลุ่มเดียว
เอกสารที่ควรมีเมื่อจบขั้นที่ 2
| เอกสาร | ใครลงนาม | ผู้ตรวจมักดูอะไร |
|---|---|---|
| ต้องมีใบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ครบทุกกลุ่มในขอบข่าย | หัวหน้าทีม HACCP เสนอผู้จัดการอนุมัติ | เทียบจำนวนใบกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ใน HA-01-03 และดูที่มาของค่าคุณสมบัติ |
| ต้องมีทะเบียนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ | ผู้ดูแลคุณภาพ ร่วมกับฝ่ายจัดซื้อ | สุ่มหยิบวัตถุดิบในคลังหนึ่งรายการ แล้วหาในทะเบียน |
| ต้องมีทะเบียนสารก่อภูมิแพ้ | ผู้ดูแลคุณภาพ | เทียบกับฉลากสินค้าจริง และถามเรื่องผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้ไลน์ร่วมกัน |
| ต้องมีหลักฐานประกอบค่าคุณสมบัติ | ผู้ดูแลคุณภาพ | ผลวิเคราะห์มีชื่อผลิตภัณฑ์ตรงกับใบรายละเอียดหรือไม่ และเป็นฉบับล่าสุดหรือไม่ |
| เมื่อระบบโตขึ้นเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ส่งมอบครบทุกรายการ | ฝ่ายจัดซื้อ | รายการที่เป็นสารก่อภูมิแพ้มีเอกสารรองรับหรือไม่ |
แบบฟอร์มที่ตอนนี้ต้องส่งมอบ
งานของขั้นตอนนี้ส่งมอบเป็นแบบฟอร์ม 3 ฉบับ ตามตารางด้านล่าง ใช้เป็นรายการตรวจว่าโรงงานของท่านมีหลักฐานครบแล้วหรือยัง
| รหัส | แบบฟอร์ม | ใช้เป็นหลักฐานเรื่อง |
|---|---|---|
| HA-02-01 | ใบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ 9 หัวข้อ | ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ครบพอจะใช้วิเคราะห์อันตรายในขั้นที่ 6 |
| HA-02-02 | ทะเบียนวัตถุดิบ ส่วนผสม และบรรจุภัณฑ์ | รายการของที่รับเข้าโรงงานและที่มาของแต่ละรายการ |
| HA-02-03 | ทะเบียนสารก่อภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์และในโรงงาน | การจัดการสารก่อภูมิแพ้ทั้งในสูตรและการปนเปื้อนข้าม |
ครอบคลุมตั้งแต่แผนภูมิกระบวนการจนถึงการทบทวนแผน ใช้เวลา 3 นาที ดูว่าควรเริ่มแก้จากขั้นไหน
ดาวน์โหลด PDF → ต้องการแบบฟอร์ม Word ครบทั้ง 57 ฉบับ · ชุดแบบฟอร์ม HACCP ฉบับเต็ม 1,290 บาทแบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่เอกสารของ Codex หรือ มกอช. และไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับ มาตรฐานไม่ได้กำหนดรูปแบบบันทึกไว้ตายตัว แบบฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ให้ปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์และกระบวนการจริง และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์ของ Codex, มกอช. หรือของหน่วยรับรองใด และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทบทวนงานของตนเอง
- มีใบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ครบทุกกลุ่มที่ระบุไว้ในขอบข่ายตาม HA-01-03
- ช่องคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมีค่าและมีที่มาของค่าครบทุกช่อง หรือระบุชัดว่าช่องใดอยู่ระหว่างดำเนินการ
- ทะเบียนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ครอบคลุมทุกรายการที่รับเข้าจริง สุ่มหยิบจากคลังแล้วหาเจอในทะเบียน
- ทะเบียนสารก่อภูมิแพ้แยกช่องที่อยู่ในสูตร กับที่มีในโรงงานแต่ไม่อยู่ในสูตรนี้ ครบทั้งสองช่อง
- ข้อความแจ้งสารก่อภูมิแพ้บนฉลากจริง ตรงกับทะเบียน HA-02-03
ซีรีส์นี้ตั้งใจให้โรงงานทำแผน HACCP ได้ด้วยตนเอง บทความทุกตอนเปิดให้อ่านได้ฟรี พร้อมรายการแบบฟอร์มที่แต่ละขั้นต้องมี หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาลงหน้างาน ทบทวนแผนที่ทำไว้แล้ว หรืออบรมทีมให้เข้าใจหลักการในภาษาเดียวกัน เราพร้อมช่วย
- สารบัญซีรีส์ HACCP ทั้ง 20 ตอนครบทั้ง 12 ขั้นตอน 7 หลักการ พร้อมรายการแบบฟอร์มทุกตอน
- ซีรีส์ GHPs revised 2022 ทั้ง 35 ตอนทำ GHPs ให้แน่นก่อน แล้ว HACCP จะทำงานได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ GHPs และ HACCPลงหน้างาน วางเอกสารกับกระบวนการจริง
- อบรม HACCP 2 วันลงมือทำแผนจริงในห้องอบรม
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดโรงงาน เราจะประเมินขอบเขตงานให้
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายขั้นที่ 2ของระบบ HACCP ด้วยถ้อยคำของเราเอง โดยอ้างอิงสาระจาก Codex General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2022 บทที่สอง และมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9024-2564 เรื่องหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหาร ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตารางหลักฐาน ขั้นตอนลงมือทำ เช็กลิสต์ และแบบฟอร์มในบทความมาจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของมาตรฐาน ข้อกำหนดของกฎหมายไทย ของมาตรฐานที่ขอการรับรอง และของลูกค้า อาจเข้มกว่าที่มาตรฐานกลางกำหนด การปฏิบัติจริงให้ยึดเอกสารต้นฉบับ กฎหมายที่ใช้บังคับ และข้อกำหนดของหน่วยรับรองเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex Alimentarius — General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 (Rev. 2022) บทที่สอง ระบบ HACCP หน้าค้นหาข้อความ Codex ของ FAO/WHO · สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
