เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ Codex Alimentarius, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ กล่องสรุปในบทความเป็นการย่อสาระของข้อ 13.5 ด้วยถ้อยคำของเรา ส่วนตารางหลักฐานและแบบฟอร์มเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับของ Codex เอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
ไม่มีระบบสุขลักษณะใดที่ไม่เคยล้มเหลว เครื่องตรวจโลหะเสียโดยไม่มีใครทราบมาหนึ่งกะ วัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้ถูกหยิบผิดถัง อุณหภูมิห้องเย็นตกทั้งคืนในวันหยุด หรือผู้บริโภครายหนึ่งโทรเข้ามาแจ้งว่าพบสิ่งแปลกปลอมในผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไป คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าโรงงานจะเกิดเหตุหรือไม่ แต่คือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว โรงงานจะรู้ตัวเร็วเพียงใด จะประเมินได้หรือไม่ว่าปัญหากว้างเพียงใด และจะนำผลิตภัณฑ์ที่อาจเป็นอันตรายออกจากตลาดได้ทันเวลาหรือไม่ Codex จึงกำหนดข้อ 13.5 ไว้เป็นข้อสุดท้ายของหมวดการควบคุมการปฏิบัติงาน
ในโรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางของไทย สิ่งที่พบบ่อยคือมีเอกสารชื่อขั้นตอนการเรียกคืนอยู่ในแฟ้ม แต่ไม่มีใครเคยใช้และไม่มีใครทราบว่าตนเองมีหน้าที่อะไร รายชื่อผู้ติดต่อในเอกสารเป็นของพนักงานที่ลาออกไปแล้วสองปี หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าปลายทางเป็นเบอร์สำนักงานที่ไม่มีคนรับนอกเวลาทำการ โรงงานทราบว่าขายผลิตภัณฑ์ให้ผู้แทนจำหน่ายกี่ราย แต่ไม่ทราบว่ารุ่นผลิตใดไปอยู่ที่รายใดบ้าง และเมื่อเกิดปัญหาจริง การตัดสินใจว่าจะเรียกคืนหรือไม่กลับใช้เวลาหลายวันเพราะไม่มีใครกล้าตัดสินใจแทนเจ้าของกิจการที่ติดต่อไม่ได้
ตอนนี้จะอธิบายว่าข้อ 13.5 คาดหวังอะไร แล้วแปลงเป็นหลักฐานชุดเล็กที่เน้นความสามารถในการตัดสินใจและติดต่อได้จริงภายในไม่กี่ชั่วโมง มากกว่าความหนาของเอกสาร พร้อมขั้นตอนลงมือทำและตัวอย่างแบบฟอร์ม
1. ข้อ 13.5 กล่าวถึงอะไร
ข้อ 13.5 ขั้นตอนการเรียกคืน — การนำอาหารที่ไม่ปลอดภัยออกจากตลาด วางข้อกำหนดไว้หลายเรื่อง
- ต้องมีขั้นตอนที่มีประสิทธิผลสำหรับตอบสนองต่อความล้มเหลวของระบบสุขลักษณะอาหาร และสิ่งที่เบี่ยงเบนไปจากที่กำหนดต้องได้รับการประเมินผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความเหมาะสมของอาหาร
- ขั้นตอนต้องทำให้สามารถชี้บ่งและนำอาหารที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อสาธารณสุขออกจากตลาดได้อย่างครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิผล โดยผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้นำออกจากตลาด และ/หรือโดยผู้บริโภคเป็นผู้ส่งคืนแก่ผู้ประกอบการ
- เมื่อเรียกคืนผลิตภัณฑ์เพราะมีแนวโน้มว่ามีอันตรายที่เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพในทันที ต้องประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตภายใต้สภาวะที่คล้ายกัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสาธารณสุขด้วย และอาจต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วย
- ต้องมีการรายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง และควรพิจารณาการแจ้งเตือนต่อสาธารณะ เมื่อผลิตภัณฑ์อาจถึงมือผู้บริโภคแล้ว และเมื่อการส่งคืนหรือการนำออกจากตลาดเป็นสิ่งที่เหมาะสม
- ขั้นตอนการเรียกคืนต้องจัดทำเป็นเอกสาร ต้องคงไว้ และต้องปรับปรุงเมื่อจำเป็นตามผลของการทดสอบระบบตามรอบ
- ผลิตภัณฑ์ที่นำออกหรือรับคืนต้องเก็บไว้ภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้ จนกว่าจะถูกทำลาย นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่การบริโภคของมนุษย์ พิจารณาแล้วว่าปลอดภัยต่อการบริโภค หรือนำไปแปรรูปซ้ำในลักษณะที่ลดอันตรายลงสู่ระดับที่ยอมรับได้ เท่าที่หน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาต
- สาเหตุและขอบเขตของการเรียกคืน พร้อมการดำเนินการแก้ไขที่ทำไป ต้องเก็บไว้เป็นข้อมูลที่จัดทำเป็นเอกสาร
ถ้อยคำเต็มให้อ่านจากเอกสารต้นฉบับ ซึ่งเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
สิ่งที่ควรสังเกตคือ ข้อ 13.5 เขียนถึงสิ่งที่ต้องทำได้ มากกว่าเอกสารที่ต้องมี คำสำคัญของข้อนี้คือครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิผล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พิสูจน์ได้ด้วยการทดสอบเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการอ่านเอกสาร และเป็นหนึ่งในไม่กี่ข้อของหมวด GHPs ที่ระบุถึงการทดสอบระบบตามรอบไว้โดยตรง โดยกำหนดให้นำผลของการทดสอบมาปรับปรุงขั้นตอนเมื่อจำเป็น อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือข้อนี้ไม่ได้จบที่การนำสินค้าออกจากตลาด แต่ยังกำหนดให้ประเมินผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตภายใต้สภาวะที่คล้ายกันด้วย ผู้ตรวจจึงมักไม่อ่านเอกสารทั้งฉบับ แต่สมมติสถานการณ์ขึ้นมาหนึ่งเรื่อง แล้วถามว่าใครตัดสินใจ ใครโทรหาใคร และจะทราบได้อย่างไรว่ารุ่นนั้นไปอยู่ที่ใดแล้วบ้าง
2. โรงงานต้องมีหลักฐานอะไร
ข้อ 13.5 เป็นข้อในระดับ GHPs โรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่เริ่มทำระบบมักมีเจ้าของกิจการเป็นผู้ตัดสินใจเพียงคนเดียว และมีผู้ดูแลระบบ GHPs หนึ่งถึงสองคน หลักฐานของข้อนี้จึงควรเป็นเอกสารสั้นที่บอกได้ว่าใครตัดสินใจ ใครติดต่อใคร และของถูกกักไว้ที่ใด ร่วมกับผลการทดสอบระบบอย่างน้อยปีละครั้ง ป้าย ควรมี คือหลักฐานพื้นฐานที่ผู้ตรวจ GHPs ขอดูเป็นประจำ ส่วนป้าย เมื่อระบบโตขึ้น คือสิ่งที่มาตรฐานระดับ HACCP หรือมาตรฐานสากลจะคาดหวังเพิ่มในภายหลัง โดยมีสิ่งที่ใช้แทนได้ในวันเริ่มต้น
| เรื่องที่ข้อ 13.5 กล่าวถึง | หลักฐานที่ควรมี | ผู้ตรวจมักดูอะไร |
|---|---|---|
| ขั้นตอนที่มีประสิทธิผลสำหรับตอบสนองต่อความล้มเหลวของระบบ · การนำผลิตภัณฑ์ออกจากตลาดอย่างครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิผล | ควรมี ขั้นตอนการเรียกคืนหนึ่งถึงสองหน้าพร้อมรายชื่อทีมและช่องทางติดต่อ ระบุผู้มีอำนาจสั่งเรียกคืนและผู้ทำหน้าที่แทน หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้นอกเวลาทำการ ลำดับสิ่งที่ต้องทำในยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก และรายชื่อผู้รับสินค้าทุกรายพร้อมผู้ติดต่อ | สุ่มโทรตามหมายเลขในเอกสารเพื่อดูว่ายังใช้ได้หรือไม่ · ถามผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าหากตนติดต่อไม่ได้ใครทำหน้าที่แทน · รายชื่อผู้รับสินค้าเป็นปัจจุบันหรือไม่ |
| การประเมินสิ่งเบี่ยงเบนต่อผลกระทบด้านความปลอดภัยหรือความเหมาะสม · การประเมินผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตภายใต้สภาวะที่คล้ายกัน | ควรมี แบบประเมินสิ่งเบี่ยงเบนและการตัดสินใจ ที่ใช้ทุกครั้งที่พบความผิดปกติ ระบุรุ่นผลิตที่กระทบ ปริมาณที่ส่งออกไปแล้ว ผลการประเมินอันตราย การพิจารณาผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตในสภาวะคล้ายกัน และผลการตัดสินใจว่าจะเรียกคืน กัก หรือปล่อย พร้อมผู้ลงนาม | เลือกความผิดปกติที่พบในบันทึกการผลิตแล้วถามว่าประเมินอย่างไร · โรงงานเคยพิจารณาหรือไม่ว่ารุ่นอื่นที่ผลิตในวันเดียวกันได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ |
| ผลิตภัณฑ์ที่นำออกหรือรับคืนต้องเก็บไว้ภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้จนกว่าจะมีการตัดสินใจจัดการ | ควรมี จุดกักผลิตภัณฑ์ที่ชี้บ่งชัดเจนพร้อมบันทึกการกักและการจัดการ ระบุตำแหน่งที่กัก วิธีป้องกันการนำไปใช้โดยไม่ตั้งใจ ผู้มีอำนาจปล่อย และผลการตัดสินใจสุดท้าย ได้แก่ ทำลาย ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่การบริโภคของมนุษย์ แปรรูปซ้ำ หรือปล่อยเมื่อพิจารณาแล้วว่าปลอดภัย | เดินไปดูจุดกักจริงว่ามีป้ายและแยกจากสินค้าปกติหรือไม่ · ของที่กักไว้ครั้งก่อนจัดการไปอย่างไรและมีบันทึกหรือไม่ |
| ขั้นตอนต้องคงไว้และปรับปรุงตามผลของการทดสอบระบบตามรอบ · การเก็บสาเหตุ ขอบเขต และการแก้ไขเป็นเอกสาร | ควรมี บันทึกการทดสอบระบบเรียกคืนอย่างน้อยปีละครั้ง ที่ใช้รุ่นผลิตจริง ระบุเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้น ปริมาณที่ติดตามได้เทียบกับปริมาณที่ผลิต สิ่งที่ทำไม่ได้ตามแผน และการแก้ไขขั้นตอนที่ตามมา | ผลการทดสอบครั้งล่าสุดมีสิ่งที่ทำไม่ได้ตามแผนหรือไม่ · การทดสอบที่รายงานว่าสมบูรณ์ทุกข้อมักถูกตั้งคำถาม · ขั้นตอนถูกแก้ไขตามผลหรือไม่ |
| การรายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจและการพิจารณาแจ้งเตือนสาธารณะ | เมื่อระบบโตขึ้น แผนการสื่อสารในภาวะวิกฤตพร้อมร่างข้อความสำหรับแต่ละกลุ่มผู้รับ ในวันเริ่มต้นให้ระบุไว้ในขั้นตอนว่าใครเป็นผู้รายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ ใครเป็นผู้เดียวที่ให้ข้อมูลต่อภายนอก และเก็บช่องทางติดต่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ในหน้าเดียวกัน | โรงงานทราบหรือไม่ว่าต้องรายงานต่อใครและด้วยช่องทางใด · มีผู้ใดบ้างที่ให้ข้อมูลต่อภายนอกได้ |
| ความรวดเร็วและความครอบคลุมของการติดตามสินค้า | เมื่อระบบโตขึ้น การทดสอบระบบปีละสองครั้งโดยครอบคลุมทั้งการติดตามย้อนกลับไปยังวัตถุดิบและการติดตามไปข้างหน้าถึงผู้รับสินค้า พร้อมเกณฑ์เวลาที่กำหนดไว้ ในวันเริ่มต้นให้ทดสอบปีละครั้งด้วยรุ่นผลิตจริงและบันทึกเวลาที่ใช้ไว้เพื่อใช้เป็นฐานเปรียบเทียบครั้งถัดไป | เวลาที่ใช้ในการทดสอบครั้งล่าสุดเทียบกับครั้งก่อนดีขึ้นหรือไม่ |
| การเชื่อมโยงเหตุการณ์กับการแก้ไขที่ต้นเหตุ | เมื่อระบบโตขึ้น การวิเคราะห์สาเหตุรากอย่างเป็นระบบและการติดตามประสิทธิผลของการแก้ไข ในวันเริ่มต้นให้สรุปสาเหตุ ขอบเขต และการแก้ไขของทุกเหตุการณ์ไว้ในหน้าเดียว แล้วนำเข้าการทบทวนประจำปีโดยผู้บริหาร | ปัญหาเดิมเกิดซ้ำหรือไม่ · สิ่งที่ตกลงว่าจะแก้ไขหลังเหตุการณ์ครั้งก่อนทำแล้วหรือยัง |
| การรับและจัดการข้อร้องเรียนที่อาจนำไปสู่การเรียกคืน | เมื่อระบบโตขึ้น ระบบจัดการข้อร้องเรียนพร้อมการวิเคราะห์แนวโน้มและการจัดระดับความรุนแรง ในวันเริ่มต้นให้บันทึกข้อร้องเรียนทุกเรื่องในสมุดเล่มเดียว และกำหนดว่าข้อร้องเรียนประเภทใดต้องแจ้งผู้มีอำนาจตัดสินใจทันที เช่น เรื่องสิ่งแปลกปลอมแข็ง สารก่อภูมิแพ้ และการเจ็บป่วย | ข้อร้องเรียนที่รับมาถูกส่งถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจภายในเวลาใด · มีข้อร้องเรียนที่ควรนำไปสู่การประเมินแต่ไม่ได้ประเมินหรือไม่ |
3. ทำด้วยตนเองทีละขั้น
- ตั้งทีมและระบุผู้มีอำนาจสั่งเรียกคืนพร้อมผู้ทำหน้าที่แทน ให้เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการโรงงานเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และระบุผู้ทำหน้าที่แทนอย่างน้อยหนึ่งคนที่มีอำนาจสั่งได้จริงเมื่อติดต่อผู้ตัดสินใจหลักไม่ได้ พร้อมกำหนดหน้าที่ของแต่ละคน ได้แก่ ผู้ประสานลูกค้า ผู้ค้นบันทึก ผู้ดูแลของที่กัก และผู้รายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ
- รวบรวมช่องทางติดต่อที่ใช้ได้นอกเวลาทำการ ทั้งของทีมภายใน ของผู้รับสินค้าทุกราย และของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วตรวจสอบความถูกต้องด้วยการโทรจริงปีละครั้ง เพราะรายชื่อที่ล้าสมัยคือสาเหตุที่ทำให้การเรียกคืนล่าช้ามากที่สุด
- เขียนขั้นตอนการเรียกคืนให้จบในหนึ่งถึงสองหน้า โดยเรียงตามเวลา ได้แก่ รับแจ้ง แจ้งผู้มีอำนาจตัดสินใจ ประเมินสิ่งเบี่ยงเบน ระบุรุ่นผลิตและปริมาณที่กระทบ ตัดสินใจ แจ้งผู้รับสินค้า รายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ กักของที่รับคืน และสรุปเหตุการณ์ พร้อมระบุเวลาที่คาดหวังของแต่ละขั้น
- กำหนดวิธีประเมินสิ่งเบี่ยงเบนเป็นแบบฟอร์มเดียว ให้ใช้ทุกครั้งที่พบความผิดปกติ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โดยต้องมีช่องให้พิจารณาผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตภายใต้สภาวะคล้ายกัน เช่น รุ่นที่ผลิตด้วยเครื่องเดียวกันในวันเดียวกัน หรือรุ่นที่ใช้วัตถุดิบล็อตเดียวกัน
- จัดจุดกักผลิตภัณฑ์ให้ชี้บ่งชัดเจน โดยแยกจากสินค้าปกติ ติดป้ายที่มองเห็นได้จากระยะไกล และกำหนดว่าใครเท่านั้นที่มีอำนาจปล่อยของออกจากจุดนั้น สำหรับโรงงานที่มีพื้นที่จำกัด ให้ใช้การพันฟิล์มพร้อมติดป้ายและบันทึกจำนวนไว้แทนการกั้นห้องแยก
- ทดสอบระบบด้วยรุ่นผลิตจริงอย่างน้อยปีละครั้ง โดยสุ่มเลือกรุ่นที่ส่งออกไปแล้ว แล้วติดตามว่าใช้วัตถุดิบล็อตใด ผลิตวันใด ส่งให้ผู้รับสินค้ารายใดบ้าง ปริมาณเท่าใด และคงเหลือในคลังเท่าใด จับเวลาทุกขั้นและบันทึกสิ่งที่ทำไม่ได้ตามแผน
- เปรียบเทียบปริมาณที่ติดตามได้กับปริมาณที่ผลิต หากยอดไม่ตรงกัน ให้หาสาเหตุ เช่น การชี้บ่งรุ่นผลิตไม่ครบ หรือบันทึกการจัดส่งไม่ระบุรุ่น แล้วแก้ที่ต้นเหตุก่อนการทดสอบครั้งถัดไป
- ปรับปรุงขั้นตอนตามผลการทดสอบ แล้วบันทึกว่าแก้ไขเรื่องใดและเหตุใด เพราะข้อ 13.5 ระบุให้ปรับปรุงขั้นตอนเมื่อจำเป็นตามผลของการทดสอบตามรอบ การทดสอบที่ไม่นำไปสู่การแก้ไขใดจึงยังไม่ครบตามเจตนาของข้อนี้
- สรุปทุกเหตุการณ์จริงเป็นเอกสารหนึ่งหน้า ระบุสาเหตุ ขอบเขตของการเรียกคืน และการดำเนินการแก้ไขที่ทำไป แล้วเก็บไว้ตามระยะเวลาที่กำหนดในทะเบียนบันทึก และนำเข้าการทบทวนประจำปีโดยผู้บริหาร
ขั้นตอนการเรียกคืนที่ไม่เคยถูกทดสอบ — ข้อ 13.5 ระบุให้ปรับปรุงขั้นตอนเมื่อจำเป็นตามผลของการทดสอบระบบตามรอบ เอกสารที่ไม่เคยถูกทดสอบจึงยังไม่มีหลักฐานว่ามีประสิทธิผล
รายชื่อผู้ติดต่อล้าสมัย ทั้งชื่อพนักงานที่ลาออกไปแล้วและหมายเลขที่ติดต่อไม่ได้นอกเวลาทำการ — เป็นสาเหตุที่ทำให้การเรียกคืนล่าช้าที่สุดในทางปฏิบัติ
ไม่มีผู้ทำหน้าที่แทนผู้มีอำนาจตัดสินใจ — เมื่อเจ้าของกิจการติดต่อไม่ได้ในวันหยุด การตัดสินใจจึงหยุดชะงักทั้งที่เวลามีค่าที่สุดในช่วงแรก
ประเมินเฉพาะรุ่นที่มีปัญหาโดยไม่พิจารณารุ่นอื่นที่ผลิตในสภาวะคล้ายกัน — ข้อ 13.5 ระบุไว้โดยตรงว่าเมื่อเรียกคืนเพราะอันตรายที่เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพในทันที ต้องประเมินผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตภายใต้สภาวะที่คล้ายกันด้วย
ปล่อยของที่กักไว้กลับเข้าสู่การจำหน่ายโดยไม่มีการตัดสินใจที่บันทึกไว้ — ข้อนี้กำหนดให้เก็บผลิตภัณฑ์ที่นำออกหรือรับคืนไว้ภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้จนกว่าจะมีการตัดสินใจจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง
สร้างเอกสารมากเกินขนาดโรงงานตั้งแต่วันแรก เช่น จัดทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤตหลายสิบหน้าพร้อมร่างข้อความสำหรับสื่อทุกประเภท ทั้งที่ยังไม่มีรายชื่อผู้รับสินค้าที่เป็นปัจจุบันและยังไม่เคยทดสอบระบบ — สิ่งที่ควรทำก่อนคือทดสอบด้วยรุ่นผลิตจริงหนึ่งครั้ง
แบบฟอร์มที่ข้อนี้ต้องมี
หลักฐานที่ข้อนี้คาดหวังจัดเป็นแบบฟอร์ม 4 ฉบับ ตามตารางด้านล่าง ใช้เป็นรายการตรวจว่าโรงงานของท่านมีหลักฐานครบแล้วหรือยัง
| รหัส | แบบฟอร์ม | ใช้เป็นหลักฐานเรื่อง |
|---|---|---|
| GHP-13.5-01 | ขั้นตอนการเรียกคืน รายชื่อทีม และช่องทางติดต่อ | ขั้นตอนที่มีประสิทธิผล · การนำผลิตภัณฑ์ออกจากตลาดอย่างครอบคลุมและรวดเร็ว |
| GHP-13.5-02 | แบบประเมินสิ่งเบี่ยงเบนและการตัดสินใจ | การประเมินผลกระทบของสิ่งเบี่ยงเบน · การประเมินผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตในสภาวะคล้ายกัน |
| GHP-13.5-03 | บันทึกการกักและการจัดการผลิตภัณฑ์ที่นำออกหรือรับคืน | ผลิตภัณฑ์ที่นำออกหรือรับคืนต้องเก็บภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้ |
| GHP-13.5-04 | บันทึกการทดสอบระบบเรียกคืนและสรุปเหตุการณ์จริง | การปรับปรุงขั้นตอนตามผลการทดสอบ · การเก็บสาเหตุ ขอบเขต และการแก้ไขเป็นเอกสาร |
ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายของผู้บริหารจนถึงการสอบกลับและเรียกคืน ใช้เวลา 3 นาที ดูว่าควรเริ่มแก้จากข้อไหน
ดาวน์โหลด PDF → ต้องการเอกสาร Word ครบทั้งระบบ คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ · ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022 ราคา 1,290 บาทแบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่เอกสารของ Codex และไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับ Codex ไม่ได้กำหนดรูปแบบบันทึกไว้ตายตัว แบบฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ให้ปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์และขนาดของโรงงาน และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์ของ Codex หรือของหน่วยรับรองใด และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทบทวนเอกสารของตนเอง
- ระบุผู้มีอำนาจสั่งเรียกคืนและผู้ทำหน้าที่แทนไว้ชัดเจน พร้อมหมายเลขที่ติดต่อได้นอกเวลาทำการ
- รายชื่อผู้รับสินค้าทุกรายเป็นปัจจุบัน และเคยโทรตรวจสอบภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา
- มีแบบประเมินสิ่งเบี่ยงเบนที่ใช้ทุกครั้งที่พบความผิดปกติ ไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์ใหญ่
- แบบประเมินมีช่องพิจารณาผลิตภัณฑ์อื่นที่ผลิตภายใต้สภาวะที่คล้ายกัน และเคยกรอกจริง
- มีจุดกักผลิตภัณฑ์ที่ชี้บ่งชัดเจนและแยกจากสินค้าปกติ พร้อมผู้มีอำนาจปล่อยของที่ระบุไว้
- เคยทดสอบระบบเรียกคืนด้วยรุ่นผลิตจริงภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา และบันทึกเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้น
- ผลการทดสอบครั้งล่าสุดนำไปสู่การแก้ไขขั้นตอนแล้ว หรือมีเหตุผลบันทึกไว้ว่าเหตุใดจึงไม่ต้องแก้ไข
ซีรีส์นี้ตั้งใจให้โรงงานทำระบบได้ด้วยตนเอง บทความทุกตอนเปิดให้อ่านได้ฟรี พร้อมรายการแบบฟอร์มที่แต่ละข้อต้องมี หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาลงหน้างาน ตรวจประเมินช่องว่างก่อนผู้ตรวจมา หรืออบรมพนักงานให้เข้าใจข้อกำหนดในภาษาเดียวกัน เราพร้อมช่วย
- สารบัญซีรีส์ GHPs ทั้ง 35 ตอนครบตั้งแต่ข้อ 5.1 ถึงข้อ 15 พร้อมรายการแบบฟอร์มทุกตอน
- ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ ไฟล์ Word แก้ไขได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ GHPs และ HACCPลงหน้างาน วางเอกสารกับกระบวนการจริง
- อบรมข้อกำหนด GHPsให้ทีมอ่านข้อกำหนดได้อย่างเข้าใจก่อนลงมือ
- อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน GHPs และ HACCPให้ทีมตรวจเอกสารของตนเองก่อนผู้ตรวจภายนอกมา
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดโรงงาน เราจะประเมินขอบเขตงานให้
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายข้อ 13.5 ของ Codex General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2022 (GHPs revised 2022) ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของ Codex, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตารางหลักฐาน ขั้นตอนลงมือทำ เช็กลิสต์ และแบบฟอร์มในบทความมาจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Codex ข้อกำหนดของกฎหมายไทย (เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหาร) ของมาตรฐานที่ขอการรับรอง และของลูกค้า อาจเข้มกว่าที่ Codex กำหนด การปฏิบัติจริงให้ยึดเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษ กฎหมายที่ใช้บังคับ และข้อกำหนดของหน่วยรับรองเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex Alimentarius — General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 (Rev. 2022) หน้าค้นหาข้อความ Codex ของ FAO/WHO
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
