เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ Codex Alimentarius, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ กล่องสรุปในบทความเป็นการย่อสาระของข้อ 10.1–10.2 ด้วยถ้อยคำของเรา ส่วนตารางหลักฐานและแบบฟอร์มเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับของ Codex เอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
มาตรการควบคุมทุกข้อในระบบสุขลักษณะอาหารทำงานผ่านคน ไม่ใช่ผ่านเอกสาร ขั้นตอนที่เขียนไว้ดีเพียงใดก็ไม่ป้องกันอันตรายได้ หากพนักงานที่ปฏิบัติจริงไม่ทราบว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น และไม่ทราบว่าเมื่อพบสิ่งผิดปกติต้องทำอย่างไร พนักงานที่ไม่ทราบว่าวัตถุดิบตัวใดมีสารก่อภูมิแพ้ย่อมนำอุปกรณ์ตักไปใช้ปนกันได้โดยไม่รู้ตัว และพนักงานที่ผสมน้ำยาทำความสะอาดโดยไม่เคยได้รับการสอนวิธีใช้ อาจทำให้สารเคมีตกค้างบนพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร Codex จึงจัดให้หมวดที่ 10 ว่าด้วยการฝึกอบรมและความสามารถเป็นหมวดเต็มหมวดหนึ่ง โดยเริ่มจากข้อ 10.1 ว่าด้วยความตระหนักและความรับผิดชอบ และข้อ 10.2 ว่าด้วยโปรแกรมฝึกอบรม
สภาพที่พบบ่อยในโรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางของไทยคือ การอบรมที่จัดขึ้นเพราะต้องมีเอกสารประกอบการตรวจ ไม่ใช่เพราะโรงงานประเมินแล้วว่าพนักงานยังขาดความรู้เรื่องใด หัวข้อที่ใช้จึงเป็นหัวข้อทั่วไปเหมือนกันทุกปีและเหมือนกันทุกตำแหน่ง ทั้งที่พนักงานคัดแยกวัตถุดิบ พนักงานบรรจุ ช่างซ่อมบำรุง และผู้ทำความสะอาด มีความเสี่ยงที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง พนักงานเข้าใหม่ระหว่างปีเริ่มทำงานทันทีโดยยังไม่ได้รับการชี้แจง และผู้ที่ใช้สารเคมีทำความสะอาดเรียนรู้จากการดูคนเดิมทำ โดยไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้จะย่อสาระของข้อ 10.1 และข้อ 10.2 ด้วยถ้อยคำของเรา แล้วแปลงเป็นหลักฐานชุดเล็กที่โรงงานขนาดเล็กทำได้จริง โดยเน้นการเชื่อมโยงจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ไปสู่หัวข้อที่ต้องสอน และจากหัวข้อไปสู่ตำแหน่งที่ต้องเรียน พร้อมขั้นตอนลงมือทำและตัวอย่างแบบฟอร์ม
1. ข้อ 10.1–10.2 กล่าวถึงอะไร
วัตถุประสงค์ของหมวดที่ 10 ระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านอาหารซึ่งสัมผัสอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ควรมีความเข้าใจด้านสุขลักษณะอาหารเพียงพอที่จะมีความสามารถเหมาะสมกับงานที่ตนต้องปฏิบัติ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกอบรมมีความสำคัญพื้นฐานต่อระบบสุขลักษณะอาหารและต่อความสามารถของบุคลากร และการฝึกอบรม การสอนงาน และการกำกับดูแลที่เพียงพอมีส่วนทำให้อาหารปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค
ข้อ 10.1 ความตระหนักและความรับผิดชอบ ระบุว่าการฝึกอบรมด้านสุขลักษณะอาหารมีความสำคัญพื้นฐานต่อธุรกิจอาหาร พนักงานทุกคนควรทราบว่าหน้าที่ของตนมีส่วนป้องกันไม่ให้อาหารปนเปื้อนหรือเสื่อมสภาพอย่างไร และควรมีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการจัดการอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ ทั้งนี้ ผู้ที่จัดการสารเคมีทำความสะอาดหรือสารเคมีอันตรายอื่น ควรได้รับการสอนวิธีการใช้ที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของอาหาร
ข้อ 10.2 โปรแกรมฝึกอบรม ระบุปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดขอบเขตของการฝึกอบรมที่จำเป็น ได้แก่
- ลักษณะของอันตรายที่เกี่ยวข้องกับอาหารนั้น เช่น ความสามารถของอาหารในการเป็นแหล่งเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรคหรือจุลินทรีย์ที่ทำให้เสื่อมเสีย การมีสิ่งปนเปื้อนทางกายภาพที่อาจเกิดขึ้น และสารก่อภูมิแพ้ที่ทราบ
- วิธีการผลิต แปรรูป จัดการ และบรรจุอาหาร รวมถึงโอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อน
- ขอบเขตและลักษณะของการแปรรูปหรือการเตรียมเพิ่มเติมก่อนการบริโภค
- สภาพที่อาหารจะถูกเก็บรักษา
- ระยะเวลาที่คาดว่าจะผ่านไปก่อนการบริโภคอาหาร
- การใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร
และระบุว่าโปรแกรมฝึกอบรมควรคำนึงถึงระดับความรู้และทักษะเดิมของผู้เข้ารับการอบรมด้วย
ส่วนหัวข้อที่ควรพิจารณาบรรจุในโปรแกรมฝึกอบรม ตามความเหมาะสมกับหน้าที่ของแต่ละคน ได้แก่ หลักการสุขลักษณะอาหารที่ใช้กับธุรกิจนั้น มาตรการที่ใช้ป้องกันสิ่งปนเปื้อนในอาหาร ความสำคัญของสุขลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการล้างมืออย่างถูกต้องและการสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น GHPs ที่ใช้กับธุรกิจนั้น และการดำเนินการที่เหมาะสมเมื่อพบปัญหาด้านสุขลักษณะอาหาร
นอกจากนี้ สำหรับการค้าปลีกและการบริการอาหาร การที่บุคลากรมีการติดต่อกับลูกค้าโดยตรงหรือไม่ เป็นปัจจัยหนึ่งของการฝึกอบรมด้วย เนื่องจากอาจจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น สารก่อภูมิแพ้ ให้ลูกค้าทราบ
ถ้อยคำเต็มให้อ่านจากเอกสารต้นฉบับ ซึ่งเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
สิ่งที่ควรสังเกตคือ ข้อ 10.1 และข้อ 10.2 ไม่ได้ระบุจำนวนชั่วโมงอบรมต่อปี ไม่ได้ระบุว่าต้องอบรมกี่ครั้ง และไม่ได้ระบุว่าวิทยากรต้องมีคุณสมบัติใด สิ่งที่ระบุไว้คือปัจจัยที่ต้องใช้กำหนดขอบเขตของการฝึกอบรม และหัวข้อที่ควรพิจารณาตามหน้าที่ของแต่ละคน ผู้ตรวจที่อ่านข้อนี้อย่างเข้าใจจึงไม่ได้นับจำนวนใบรับรอง แต่จะถามว่าท่านทราบได้อย่างไรว่าพนักงานตำแหน่งนี้ต้องเรียนเรื่องนี้ คำตอบที่มีน้ำหนักคือคำตอบที่ย้อนกลับไปถึงอันตรายของผลิตภัณฑ์และลักษณะงานจริง ไม่ใช่คำตอบว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ใช้กันทั่วไป
2. โรงงานต้องมีหลักฐานอะไร
ข้อ 10.1 และข้อ 10.2 เป็นข้อในระดับ GHPs โรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่เริ่มทำระบบมีพนักงานไม่กี่สิบคน มีผู้ดูแลระบบ GHPs หนึ่งถึงสองคน และมักไม่มีฝ่ายบุคคลแยกต่างหาก หลักฐานของสองข้อนี้จึงควรเป็นตารางหนึ่งแผ่นที่เชื่อมตำแหน่งงานกับหัวข้อที่ต้องเรียน และแผนอบรมประจำปีหนึ่งหน้า ป้าย ควรมี คือหลักฐานพื้นฐานที่ผู้ตรวจ GHPs ขอดูเป็นประจำ ส่วนป้าย เมื่อระบบโตขึ้น คือสิ่งที่มาตรฐานระดับ HACCP หรือมาตรฐานสากลจะคาดหวังเพิ่มในภายหลัง โดยมีสิ่งที่ใช้แทนได้ในวันเริ่มต้น
| เรื่องที่ข้อ 10.1–10.2 กล่าวถึง | หลักฐานที่ควรมี | ผู้ตรวจมักดูอะไร |
|---|---|---|
| ข้อ 10.1 ความตระหนักในบทบาทและความรับผิดชอบในการปกป้องอาหาร · ความรู้และทักษะที่จำเป็น | ควรมี ตารางความรู้และทักษะที่จำเป็นตามตำแหน่งหนึ่งแผ่น ระบุแต่ละตำแหน่งว่าปกป้องอาหารจากอะไร ต้องรู้เรื่องใด และต้องทำอะไรเมื่อพบสิ่งผิดปกติ พร้อมบันทึกการชี้แจงให้พนักงานทราบ | สุ่มถามพนักงานหน้างานว่างานของตนป้องกันอันตรายอะไร และหากพบสิ่งผิดปกติจะแจ้งใคร คำตอบต้องตรงกับตาราง |
| ข้อ 10.1 การสอนวิธีใช้ที่ถูกต้องแก่ผู้ที่จัดการสารเคมีทำความสะอาดและสารเคมีอันตราย | ควรมี บันทึกการสอนงานการใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี ระบุรายชื่อผู้ที่จัดการสารเคมีทุกคน สารเคมีที่ผู้นั้นใช้ อัตราการผสมและวิธีใช้ที่สอน วิธีล้างออกจากพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร และผู้สอน | สุ่มถามผู้ที่ผสมน้ำยาว่าผสมอย่างไรและล้างออกอย่างไร · รายชื่อในบันทึกครอบคลุมแม่บ้านและผู้รับเหมาหรือไม่ |
| ข้อ 10.2 การกำหนดขอบเขตการฝึกอบรมจากลักษณะของอันตราย วิธีผลิต การเก็บรักษา และการใช้อุปกรณ์ | ควรมี แบบประเมินความจำเป็นในการฝึกอบรมหนึ่งแผ่น ที่ไล่ตามปัจจัยในข้อ 10.2 แล้วสรุปออกมาเป็นหัวข้อที่โรงงานต้องสอน โดยระบุสารก่อภูมิแพ้และสิ่งปนเปื้อนทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของตนอย่างเจาะจง | หัวข้ออบรมเชื่อมโยงกับอันตรายจริงของผลิตภัณฑ์หรือเป็นหัวข้อทั่วไป · โรงงานอธิบายที่มาของหัวข้อได้หรือไม่ |
| ข้อ 10.2 หัวข้อที่ควรมีในโปรแกรมฝึกอบรมตามความเหมาะสมกับหน้าที่ · การคำนึงถึงความรู้เดิมของผู้เรียน | ควรมี แผนการฝึกอบรมประจำปีหนึ่งหน้า ระบุหัวข้อ กลุ่มผู้เรียนแยกตามหน้าที่ ผู้สอน ช่วงเวลา และวิธีที่จะใช้กับพนักงานเข้าใหม่ระหว่างปี พร้อมระบุว่าหัวข้อใดมาจากปัจจัยข้อใดในการประเมิน | แผนแยกกลุ่มผู้เรียนตามหน้าที่หรือใช้หัวข้อเดียวกันทุกคน · พนักงานเข้าใหม่ระหว่างปีได้รับการชี้แจงก่อนเริ่มงานหรือไม่ |
| การประเมินความสามารถของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ | เมื่อระบบโตขึ้น การประเมินความสามารถรายบุคคลก่อนและหลังการอบรมพร้อมเกณฑ์ผ่าน และการเชื่อมกับการมอบหมายงาน ในวันเริ่มต้นให้ใช้การสอบถามหน้างานหลังอบรมภายในสองสัปดาห์ แล้วบันทึกผลไว้ท้ายบันทึกการอบรม | โรงงานทราบหรือไม่ว่าพนักงานคนใดยังไม่เข้าใจเรื่องใด · ผู้ที่ยังไม่ผ่านได้รับการสอนซ้ำหรือไม่ |
| คุณสมบัติของผู้สอนและคุณภาพของเนื้อหา | เมื่อระบบโตขึ้น ทะเบียนผู้สอนพร้อมคุณสมบัติและการอนุมัติเนื้อหาหลักสูตร ในวันเริ่มต้นให้ระบุชื่อผู้สอนและเหตุผลที่ผู้นั้นสอนหัวข้อดังกล่าวไว้ในแผนอบรม เช่น เป็นผู้รับผิดชอบงานนั้นโดยตรง | ผู้สอนมีความรู้ในหัวข้อที่สอนจริงหรือไม่ · เอกสารที่ใช้สอนตรงกับวิธีทำงานจริงของโรงงานหรือไม่ |
| การฝึกอบรมสำหรับผู้รับเหมา พนักงานชั่วคราว และผู้ที่สัมผัสอาหารทางอ้อม | เมื่อระบบโตขึ้น หลักสูตรและการประเมินแยกเฉพาะสำหรับผู้รับเหมาและพนักงานชั่วคราว ในวันเริ่มต้นให้ใช้การชี้แจงก่อนเข้าพื้นที่ตามหัวข้อที่กำหนดไว้ พร้อมลงชื่อรับทราบในสมุดเล่มเดียวกับผู้เยี่ยมชม | ช่างซ่อมบำรุงภายนอกและพนักงานทำความสะอาดที่จ้างเหมาได้รับการชี้แจงหรือไม่ |
| การสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้าสำหรับงานค้าปลีกและบริการอาหาร | เมื่อระบบโตขึ้น หลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้ที่ติดต่อลูกค้าโดยตรง เรื่องการให้ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้และข้อมูลผลิตภัณฑ์ ในวันเริ่มต้นให้จัดทำเอกสารสรุปข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการไว้ให้ผู้ติดต่อลูกค้าใช้อ้างอิง | ผู้ที่รับคำถามจากลูกค้าตอบเรื่องส่วนประกอบและสารก่อภูมิแพ้ได้ถูกต้องหรือไม่ |
3. ทำด้วยตนเองทีละขั้น
- เขียนรายชื่อตำแหน่งงานทั้งหมดที่สัมผัสอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ผู้ดูแลระบบ GHPs รวบรวมร่วมกับหัวหน้าฝ่ายผลิต โดยรวมถึงผู้ที่มักถูกลืม เช่น ผู้ทำความสะอาด ช่างซ่อมบำรุง พนักงานคลัง พนักงานขับรถส่งสินค้า และพนักงานชั่วคราว
- ระบุให้แต่ละตำแหน่งว่าปกป้องอาหารจากอะไร เป็นประโยคสั้นที่พนักงานเข้าใจได้ เช่น พนักงานคัดแยกป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่สายการผลิต ผู้ทำความสะอาดป้องกันสารเคมีตกค้างบนพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร ข้อ 10.1 ระบุว่าบุคลากรทุกคนควรตระหนักถึงบทบาทของตนในการปกป้องอาหาร
- ประเมินความจำเป็นในการฝึกอบรมตามปัจจัยในข้อ 10.2 โดยไล่ทีละปัจจัย ได้แก่ อันตรายของอาหารที่ผลิต วิธีผลิตและบรรจุ การแปรรูปเพิ่มเติมก่อนบริโภค สภาพการเก็บรักษา ระยะเวลาก่อนบริโภค และการใช้กับการบำรุงรักษาอุปกรณ์ แล้วสรุปออกมาเป็นรายการหัวข้อที่ต้องสอน
- จับคู่หัวข้อกับตำแหน่งงาน ให้แต่ละตำแหน่งได้เรียนเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ของตน ตามที่ข้อ 10.2 ระบุว่าหัวข้อควรเหมาะสมกับหน้าที่ของแต่ละคน วิธีนี้ทำให้เวลาอบรมสั้นลงและพนักงานจดจำได้มากขึ้น
- จัดทำบันทึกการสอนงานการใช้สารเคมีให้ครบทุกคนที่จัดการสารเคมี ระบุสารเคมีที่ผู้นั้นใช้ อัตราการผสม วิธีใช้ วิธีล้างออกจากพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร อุปกรณ์ป้องกันที่ต้องสวม และสิ่งที่ต้องทำเมื่อหกหรือสัมผัสร่างกาย เพราะข้อ 10.1 ระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน
- สำรวจความรู้เดิมของพนักงานก่อนวางแผน ด้วยการสอบถามหน้างานหรือสังเกตการทำงานจริง เพื่อให้ทราบว่าเรื่องใดต้องเริ่มจากพื้นฐานและเรื่องใดเป็นเพียงการทบทวน ตามที่ข้อ 10.2 ระบุว่าโปรแกรมควรคำนึงถึงระดับความรู้และทักษะของผู้เข้ารับการอบรม
- เขียนแผนการฝึกอบรมประจำปีหนึ่งหน้า ระบุหัวข้อ กลุ่มผู้เรียน ผู้สอน ช่วงเวลา และรูปแบบ โดยใช้การชี้แจงสั้นก่อนเริ่มงานสำหรับหัวข้อที่ทบทวนบ่อย และใช้การอบรมเต็มรูปแบบเฉพาะหัวข้อที่จำเป็น ให้เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการโรงงานอนุมัติแผนและทรัพยากรที่ใช้
- กำหนดวิธีจัดการพนักงานเข้าใหม่ระหว่างปี โดยระบุหัวข้อขั้นต่ำที่ต้องชี้แจงก่อนเริ่มงานวันแรก และผู้รับผิดชอบชี้แจง เพื่อไม่ให้พนักงานเข้าใหม่ต้องรอรอบอบรมประจำปี
- ตรวจผลหลังอบรมภายในสองสัปดาห์ ด้วยการสุ่มถามหน้างานว่าพนักงานนำสิ่งที่เรียนไปใช้อย่างไร บันทึกสิ่งที่พบ และหากยังเข้าใจไม่ตรงกัน ให้ชี้แจงซ้ำในการประชุมพนักงานครั้งถัดไป
ใช้หัวข้ออบรมชุดเดียวกันทุกปีและทุกตำแหน่ง — ข้อ 10.2 ระบุให้กำหนดขอบเขตจากลักษณะของอันตรายและของงาน และให้หัวข้อเหมาะสมกับหน้าที่ของแต่ละคน หัวข้อทั่วไปที่ใช้กับทุกคนจึงไม่ตอบคำถามว่าเหตุใดจึงเลือกหัวข้อนี้
ไม่ได้รวมผู้ทำความสะอาด ช่างซ่อมบำรุง และผู้รับเหมาไว้ในแผน — วัตถุประสงค์ของหมวดที่ 10 ครอบคลุมผู้ที่สัมผัสอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม และผู้ที่ใช้สารเคมีเป็นกลุ่มที่ข้อ 10.1 ระบุไว้เป็นการเฉพาะ
สอนการใช้สารเคมีด้วยการให้ดูคนเดิมทำ โดยไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการและไม่มีบันทึก — ข้อ 10.1 ระบุว่าผู้ที่จัดการสารเคมีทำความสะอาดหรือสารเคมีอันตรายควรได้รับการสอนวิธีใช้ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของอาหาร
พนักงานเข้าใหม่เริ่มงานก่อนได้รับการชี้แจง เพราะรอรอบอบรมประจำปี — ช่วงแรกของการทำงานคือช่วงที่ความเสี่ยงสูงที่สุด และเป็นช่วงที่ผู้ตรวจมักสุ่มสัมภาษณ์
สร้างเอกสารมากเกินขนาดโรงงานตั้งแต่วันแรก เช่น จัดทำหลักสูตรแยกเล่มพร้อมแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนสำหรับทุกหัวข้อ ทั้งที่ยังไม่ได้ระบุว่าแต่ละตำแหน่งต้องรู้เรื่องใด — ควรเริ่มจากตารางหนึ่งแผ่นที่เชื่อมตำแหน่งกับหัวข้อก่อนเสมอ
แบบฟอร์มที่ข้อนี้ต้องมี
หลักฐานที่ข้อนี้คาดหวังจัดเป็นแบบฟอร์ม 4 ฉบับ ตามตารางด้านล่าง ใช้เป็นรายการตรวจว่าโรงงานของท่านมีหลักฐานครบแล้วหรือยัง
| รหัส | แบบฟอร์ม | ใช้เป็นหลักฐานเรื่อง |
|---|---|---|
| GHP-10.1-01 | ตารางความรู้และทักษะที่จำเป็นตามตำแหน่งและบันทึกการชี้แจงบทบาท | ข้อ 10.1 ความตระหนักในบทบาทและความรับผิดชอบในการปกป้องอาหาร |
| GHP-10.1-02 | บันทึกการสอนงานการใช้สารเคมีทำความสะอาดและสารเคมีอันตราย | ข้อ 10.1 การสอนวิธีใช้ที่ถูกต้องแก่ผู้ที่จัดการสารเคมี |
| GHP-10.1-03 | แบบประเมินความจำเป็นในการฝึกอบรมตามปัจจัยของข้อ 10.2 | ข้อ 10.2 การกำหนดขอบเขตของการฝึกอบรมจากอันตรายและลักษณะงาน |
| GHP-10.1-04 | แผนการฝึกอบรมประจำปีและการจัดหัวข้อตามหน้าที่ | ข้อ 10.2 หัวข้อที่เหมาะสมกับหน้าที่ · การคำนึงถึงความรู้เดิมของผู้เรียน |
ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายของผู้บริหารจนถึงการสอบกลับและเรียกคืน ใช้เวลา 3 นาที ดูว่าควรเริ่มแก้จากข้อไหน
ดาวน์โหลด PDF → ต้องการเอกสาร Word ครบทั้งระบบ คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ · ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022 ราคา 1,290 บาทแบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่เอกสารของ Codex และไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับ Codex ไม่ได้กำหนดรูปแบบบันทึกไว้ตายตัว แบบฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ให้ปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์และขนาดของโรงงาน และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์ของ Codex หรือของหน่วยรับรองใด และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทบทวนเอกสารของตนเอง
- มีตารางที่ระบุว่าแต่ละตำแหน่งปกป้องอาหารจากอะไรและต้องรู้เรื่องใด และได้ชี้แจงให้พนักงานทราบแล้ว
- สุ่มถามพนักงานสามคนแล้วตอบได้ว่างานของตนป้องกันอันตรายอะไร และหากพบสิ่งผิดปกติจะแจ้งใคร
- ผู้ที่จัดการสารเคมีทุกคนมีบันทึกการสอนงานการใช้ที่ถูกวิธี รวมถึงผู้ทำความสะอาดและผู้รับเหมา
- หัวข้ออบรมมาจากการประเมินอันตรายและลักษณะงานของโรงงานเอง ไม่ใช่หัวข้อสำเร็จรูปที่ใช้เหมือนกันทุกปี
- แผนอบรมประจำปีแยกกลุ่มผู้เรียนตามหน้าที่ และครอบคลุมผู้ที่สัมผัสอาหารทางอ้อม เช่น ช่างซ่อมบำรุงและพนักงานคลัง
- มีหัวข้อขั้นต่ำที่ต้องชี้แจงพนักงานเข้าใหม่ก่อนเริ่มงานวันแรก พร้อมผู้รับผิดชอบที่ระบุชื่อ
ซีรีส์นี้ตั้งใจให้โรงงานทำระบบได้ด้วยตนเอง บทความทุกตอนเปิดให้อ่านได้ฟรี พร้อมรายการแบบฟอร์มที่แต่ละข้อต้องมี หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาลงหน้างาน ตรวจประเมินช่องว่างก่อนผู้ตรวจมา หรืออบรมพนักงานให้เข้าใจข้อกำหนดในภาษาเดียวกัน เราพร้อมช่วย
- สารบัญซีรีส์ GHPs ทั้ง 35 ตอนครบตั้งแต่ข้อ 5.1 ถึงข้อ 15 พร้อมรายการแบบฟอร์มทุกตอน
- ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ ไฟล์ Word แก้ไขได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ GHPs และ HACCPลงหน้างาน วางเอกสารกับกระบวนการจริง
- อบรมข้อกำหนด GHPsให้ทีมอ่านข้อกำหนดได้อย่างเข้าใจก่อนลงมือ
- อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน GHPs และ HACCPให้ทีมตรวจเอกสารของตนเองก่อนผู้ตรวจภายนอกมา
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดโรงงาน เราจะประเมินขอบเขตงานให้
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายข้อ 10.1–10.2 ของ Codex General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2022 (GHPs revised 2022) ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของ Codex, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตารางหลักฐาน ขั้นตอนลงมือทำ เช็กลิสต์ และแบบฟอร์มในบทความมาจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Codex ข้อกำหนดของกฎหมายไทย (เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหาร) ของมาตรฐานที่ขอการรับรอง และของลูกค้า อาจเข้มกว่าที่ Codex กำหนด การปฏิบัติจริงให้ยึดเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษ กฎหมายที่ใช้บังคับ และข้อกำหนดของหน่วยรับรองเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex Alimentarius — General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 (Rev. 2022) หน้าค้นหาข้อความ Codex ของ FAO/WHO
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
