เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ Codex Alimentarius, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ กล่องสรุปในบทความเป็นการย่อสาระของข้อ 13.3 ด้วยถ้อยคำของเรา ส่วนตารางหลักฐานและแบบฟอร์มเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับของ Codex เอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
น้ำเป็นวัตถุดิบที่โรงงานอาหารใช้มากที่สุดและตรวจสอบน้อยที่สุด น้ำเข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์โดยตรง ใช้ล้างวัตถุดิบ ใช้ล้างเครื่องมือที่สัมผัสอาหาร กลายเป็นน้ำแข็งที่แช่อาหารสด และกลายเป็นไอน้ำที่สัมผัสอาหารในกระบวนการให้ความร้อน เมื่อน้ำปนเปื้อน สิ่งที่ปนเปื้อนจะกระจายไปทั่วโรงงานพร้อมกันทุกจุดที่ใช้น้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบการปนเปื้อนที่ควบคุมได้ยากที่สุดรูปแบบหนึ่ง Codex จึงกำหนดข้อ 13.3 ไว้เป็นข้อเฉพาะ แยกจากข้ออื่นในหมวดการควบคุมการปฏิบัติงาน
ในโรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางของไทย สิ่งที่พบบ่อยคือโรงงานทราบว่าน้ำมาจากแหล่งใด แต่ไม่ทราบว่าน้ำเดินทางผ่านอะไรบ้างก่อนถึงจุดใช้งาน ถังเก็บน้ำบนดาดฟ้าที่ไม่มีใครเปิดฝาดูมาหลายปี ระบบกรองที่ไม่มีบันทึกการเปลี่ยนไส้กรอง สายยางล้างพื้นที่จุ่มค้างอยู่ในบ่อพัก ท่อน้ำสำหรับดับเพลิงที่ต่อพ่วงกับท่อน้ำใช้ในการผลิตเพราะเคยซ่อมแล้วต่อไว้ชั่วคราว น้ำแข็งที่ซื้อจากผู้ขายรายเดิมมาสิบปีโดยไม่เคยขอผลตรวจ และผลวิเคราะห์น้ำที่ส่งตรวจปีละครั้งแต่เก็บไว้ในแฟ้มโดยไม่มีใครอ่านว่าค่าใดเกินเกณฑ์
ตอนนี้จะอธิบายว่าข้อ 13.3 คาดหวังอะไร แล้วแปลงเป็นหลักฐานชุดเล็กที่เน้นการรู้เส้นทางของน้ำและการแยกระบบ มากกว่าการเพิ่มจำนวนผลวิเคราะห์ พร้อมขั้นตอนลงมือทำและตัวอย่างแบบฟอร์ม
1. ข้อ 13.3 กล่าวถึงอะไร
ข้อ 13.3 น้ำ วางข้อกำหนดไว้สี่เรื่อง
- ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน — น้ำ รวมทั้งน้ำแข็งและไอน้ำที่ทำจากน้ำ ต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ โดยพิจารณาบนพื้นฐานของความเสี่ยง และต้องไม่ทำให้อาหารปนเปื้อน
- การเก็บและการจัดการ — น้ำและน้ำแข็งต้องถูกเก็บและจัดการในลักษณะที่ไม่ทำให้ตัวน้ำและน้ำแข็งเองปนเปื้อน และการผลิตไอน้ำที่จะสัมผัสอาหารต้องไม่ทำให้อาหารปนเปื้อน
- การแยกระบบน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหาร — น้ำที่ไม่เหมาะสำหรับการใช้สัมผัสอาหาร เช่น น้ำบางส่วนที่ใช้ดับเพลิงและน้ำสำหรับผลิตไอน้ำที่จะไม่สัมผัสอาหารโดยตรง ต้องมีระบบแยกต่างหากที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบน้ำที่จะสัมผัสอาหาร และต้องไม่เปิดโอกาสให้ไหลย้อนเข้าสู่ระบบนั้น
- น้ำที่หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำและน้ำที่นำกลับคืนมา เช่น น้ำที่ได้จากการระเหยหรือการกรองในกระบวนการผลิตอาหาร ต้องได้รับการบำบัดเมื่อจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำนั้นไม่ทำให้ความปลอดภัยและความเหมาะสมของอาหารเสียไป
ข้อนี้อ้างอิงเอกสารทางวิชาการขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยความปลอดภัยและคุณภาพของน้ำที่ใช้ในการผลิตและการแปรรูปอาหารไว้เป็นเชิงอรรถ ถ้อยคำเต็มให้อ่านจากเอกสารต้นฉบับ ซึ่งเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
สิ่งที่ควรสังเกตคือ ข้อ 13.3 ไม่ได้ระบุค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำ ไม่ได้ระบุปริมาณคลอรีนคงเหลือ และไม่ได้ระบุความถี่ในการส่งตรวจวิเคราะห์ ค่าเหล่านั้นมาจากกฎหมายที่ใช้บังคับและจากแนวทางขององค์การอนามัยโลกซึ่งข้อนี้อ้างถึง ไม่ใช่ตัวเลขที่ Codex กำหนดไว้ในเอกสารฉบับนี้ สิ่งที่ข้อนี้เรียกร้องคือแนวคิดบนพื้นฐานความเสี่ยง กล่าวคือน้ำที่จะสัมผัสอาหารโดยตรงกับน้ำที่ใช้ล้างพื้นหรือระบายความร้อน ไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพเท่ากัน แต่โรงงานต้องแยกให้ออกและอธิบายเหตุผลได้ ผู้ตรวจจึงมักไม่เริ่มจากผลวิเคราะห์ แต่เริ่มจากคำถามว่าน้ำที่ใช้ที่จุดนี้มาจากไหน ผ่านอะไรมาบ้าง และแยกจากน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารอย่างไร
2. โรงงานต้องมีหลักฐานอะไร
ข้อ 13.3 เป็นข้อในระดับ GHPs โรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่เริ่มทำระบบมักใช้น้ำจากแหล่งเดียวหรือสองแหล่ง และมีผู้ดูแลระบบ GHPs หนึ่งถึงสองคนที่ดูแลเรื่องนี้ร่วมกับช่างซ่อมบำรุง หลักฐานของข้อนี้จึงควรเป็นผังระบบน้ำหนึ่งแผ่นที่เดินตามได้จริง ร่วมกับบันทึกการเฝ้าระวังและการดูแลระบบตามรอบ ป้าย ควรมี คือหลักฐานพื้นฐานที่ผู้ตรวจ GHPs ขอดูเป็นประจำ ส่วนป้าย เมื่อระบบโตขึ้น คือสิ่งที่มาตรฐานระดับ HACCP หรือมาตรฐานสากลจะคาดหวังเพิ่มในภายหลัง โดยมีสิ่งที่ใช้แทนได้ในวันเริ่มต้น
| เรื่องที่ข้อ 13.3 กล่าวถึง | หลักฐานที่ควรมี | ผู้ตรวจมักดูอะไร |
|---|---|---|
| น้ำเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ใช้บนพื้นฐานความเสี่ยง · การแยกระบบน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหาร | ควรมี ผังระบบน้ำและทะเบียนจุดใช้น้ำหนึ่งแผ่น ระบุแหล่งน้ำ ถังเก็บ ระบบปรับปรุงคุณภาพ เส้นทางท่อ และจุดใช้น้ำทุกจุด พร้อมระบุว่าจุดใดเป็นน้ำที่สัมผัสอาหารและจุดใดไม่ใช่ รวมถึงระบบน้ำดับเพลิงและน้ำสำหรับหม้อไอน้ำ | ยืนที่จุดใช้น้ำหนึ่งจุดแล้วถามว่าน้ำนี้มาจากไหนและผ่านอะไรมาบ้าง · เดินตามท่อไปดูว่าตรงกับผังหรือไม่ · ท่อน้ำสองระบบมีจุดต่อพ่วงกันหรือไม่ |
| น้ำต้องไม่ทำให้อาหารปนเปื้อน · ความเหมาะสมของน้ำที่ใช้จริง | ควรมี แผนการตรวจสอบคุณภาพน้ำและบันทึกผล ระบุจุดเก็บตัวอย่าง รายการที่ตรวจ ความถี่ และเกณฑ์ที่ใช้พร้อมที่มาของเกณฑ์ ครอบคลุมทั้งการตรวจที่โรงงานทำเองตามรอบและผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ พร้อมบันทึกการดำเนินการเมื่อผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์ | ผลวิเคราะห์ครั้งล่าสุดมีผู้อ่านและลงนามหรือไม่ · จุดเก็บตัวอย่างเป็นจุดใช้งานจริงหรือเก็บที่ก๊อกเดิมทุกครั้ง · เมื่อผลเคยไม่ผ่าน โรงงานทำอะไร |
| น้ำต้องถูกเก็บและจัดการในลักษณะที่ไม่ทำให้ปนเปื้อน | ควรมี บันทึกการทำความสะอาดถังเก็บน้ำและการดูแลระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ ครอบคลุมการล้างถังตามรอบที่กำหนด สภาพฝาถังและช่องระบายอากาศ การเปลี่ยนไส้กรอง และการดูแลอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ พร้อมผู้รับผิดชอบและวันที่ | เปิดฝาถังเก็บน้ำดูสภาพจริง · ฝาปิดสนิทและมีตะแกรงกันแมลงหรือไม่ · ไส้กรองเปลี่ยนครั้งล่าสุดเมื่อใดและมีบันทึกหรือไม่ |
| น้ำแข็งและไอน้ำที่ทำจากน้ำ · น้ำที่หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ | ควรมี บันทึกการควบคุมน้ำแข็ง ไอน้ำ และน้ำที่นำกลับมาใช้ซ้ำ ระบุแหล่งที่มาของน้ำที่ใช้ทำน้ำแข็ง วิธีเก็บและขนย้ายน้ำแข็ง สารเคมีที่เติมในหม้อไอน้ำกรณีไอน้ำสัมผัสอาหาร และการบำบัดน้ำที่นำกลับมาใช้ซ้ำ หากไม่มีการใช้ให้ระบุว่าไม่มี | ภาชนะและพลั่วตักน้ำแข็งวางที่ใด · น้ำแข็งที่ซื้อจากภายนอกมีผลตรวจจากผู้ขายหรือไม่ · สารเคมีที่เติมในหม้อไอน้ำเหมาะกับไอน้ำที่สัมผัสอาหารหรือไม่ |
| การป้องกันการไหลย้อนเข้าสู่ระบบน้ำที่สัมผัสอาหาร | เมื่อระบบโตขึ้น ทะเบียนอุปกรณ์ป้องกันการไหลย้อนพร้อมการตรวจสอบตามรอบ ในวันเริ่มต้นให้สำรวจทุกจุดที่ปลายสายยางอาจจุ่มลงในถัง บ่อ หรืออ่าง แล้วกำหนดที่แขวนสายยางให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำ พร้อมบันทึกผลการสำรวจไว้ท้ายผังระบบน้ำ | ปลายสายยางจุ่มค้างอยู่ในถังหรือบ่อหรือไม่ · จุดต่อน้ำที่อาจดูดกลับเข้าระบบ |
| การแยกระบบน้ำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจตรงกัน (ข้อ 13.3 ไม่ได้กล่าวถึงการชี้บ่งท่อ เป็นข้อแนะนำของเรา) | เมื่อระบบโตขึ้น การทำสัญลักษณ์สีและป้ายชี้บ่งท่อทุกเส้นตามระบบมาตรฐาน ในวันเริ่มต้นให้ติดป้ายที่จุดจ่ายน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารทุกจุดว่าห้ามใช้กับอาหาร ซึ่งเป็นจุดที่เกิดความสับสนได้มากที่สุด | ก๊อกน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารมีป้ายกำกับหรือไม่ · สุ่มถามพนักงานว่าก๊อกนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง |
| การพิสูจน์ยืนยันความเพียงพอของระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ | เมื่อระบบโตขึ้น การพิสูจน์ยืนยันประสิทธิผลของระบบกรองหรือระบบฆ่าเชื้อพร้อมเอกสารสนับสนุน ในวันเริ่มต้นให้เก็บเอกสารของผู้ติดตั้งและคู่มือของอุปกรณ์ไว้ พร้อมบันทึกว่าโรงงานเลือกใช้ระบบนี้ด้วยเหตุผลใด | โรงงานอธิบายได้หรือไม่ว่าระบบที่ติดตั้งจัดการอันตรายใดของแหล่งน้ำที่ใช้ |
| การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำที่ความถี่สูงขึ้น | เมื่อระบบโตขึ้น การเฝ้าระวังประจำวันที่จุดใช้งานพร้อมแนวโน้มย้อนหลังและการทวนสอบโดยห้องปฏิบัติการภายนอกตามแผนที่กำหนด ในวันเริ่มต้นให้ตรวจตามรอบที่โรงงานกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอและบันทึกในสมุดเล่มเดียวกับบันทึกการดูแลระบบน้ำ | บันทึกมีช่วงที่ขาดหายไปหลายเดือนหรือไม่ · ผลที่เกินเกณฑ์มีการดำเนินการต่อหรือไม่ |
3. ทำด้วยตนเองทีละขั้น
- เดินตามน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางแล้วเขียนผังหนึ่งแผ่น ให้ผู้ดูแลระบบ GHPs เดินร่วมกับช่างซ่อมบำรุง เริ่มจากจุดที่น้ำเข้าโรงงาน ผ่านถังเก็บ ปั๊ม ระบบกรองและระบบฆ่าเชื้อ ไปจนถึงก๊อกทุกจุด แล้ววาดเป็นผังอย่างง่ายพร้อมให้รหัสจุดใช้น้ำทุกจุด
- แยกจุดใช้น้ำออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่น้ำสัมผัสอาหารหรือพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร เช่น น้ำที่เป็นส่วนผสม น้ำล้างวัตถุดิบ น้ำล้างเครื่องมือ น้ำล้างมือ และน้ำทำน้ำแข็ง กับกลุ่มที่ไม่สัมผัสอาหาร เช่น น้ำดับเพลิง น้ำระบายความร้อน และน้ำล้างพื้นภายนอก แล้วบันทึกเหตุผลของการจัดกลุ่มไว้
- ตรวจสอบว่าทั้งสองระบบไม่เชื่อมต่อกัน โดยเดินตามท่อจริงและสอบถามช่างว่าเคยมีการต่อพ่วงชั่วคราวไว้ที่ใดหรือไม่ หากพบจุดเชื่อม ให้ตัดออกและบันทึกการแก้ไข พร้อมสำรวจจุดที่ปลายสายยางอาจจุ่มค้างในถังหรือบ่อ แล้วจัดที่แขวนสายให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำ
- ติดป้ายที่จุดจ่ายน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารทุกจุด ด้วยข้อความที่พนักงานเข้าใจตรงกันว่าห้ามใช้กับอาหารหรือกับพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร แล้วชี้แจงในการประชุมพนักงานพร้อมบันทึกวันที่
- จัดทำแผนการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ระบุจุดเก็บตัวอย่างโดยให้ครอบคลุมจุดใช้งานปลายทาง ไม่ใช่เฉพาะจุดที่น้ำเข้าโรงงาน ระบุรายการที่ตรวจ ความถี่ และเกณฑ์ที่ใช้พร้อมที่มา โดยอ้างกฎหมายที่ใช้บังคับกับผลิตภัณฑ์ของโรงงานเป็นหลัก
- กำหนดการดูแลถังเก็บน้ำและระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำตามรอบ ทั้งการล้างถัง การตรวจสภาพฝาและช่องระบายอากาศ การเปลี่ยนไส้กรอง และการดูแลอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ โดยระบุความถี่ตามคู่มือของอุปกรณ์และสภาพการใช้งานจริง แล้วบันทึกทุกครั้งพร้อมชื่อผู้ปฏิบัติ
- ควบคุมน้ำแข็งเหมือนควบคุมวัตถุดิบ หากผลิตเอง ให้ระบุว่าใช้น้ำจากจุดใด และกำหนดวิธีเก็บ ขนย้าย และภาชนะที่ใช้ตัก หากซื้อจากภายนอก ให้ขอผลตรวจจากผู้ขายและเก็บไว้ในแฟ้มเดียวกับผลวิเคราะห์น้ำ
- ตรวจสอบไอน้ำที่สัมผัสอาหาร หากโรงงานใช้ไอน้ำสัมผัสอาหารโดยตรง ให้ตรวจสอบว่าสารเคมีที่เติมในหม้อไอน้ำเหมาะสมกับการใช้งานลักษณะนั้นหรือไม่ โดยขอเอกสารจากผู้ขายสารเคมี และบันทึกชนิดกับอัตราการเติมไว้
- กำหนดสิ่งที่ต้องทำเมื่อผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ให้ระบุไว้ล่วงหน้าว่าใครตัดสินใจ ต้องหยุดใช้น้ำจุดใด ต้องประเมินผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในช่วงนั้นอย่างไร และต้องตรวจซ้ำเมื่อใด แล้วให้ผู้ดูแลระบบ GHPs ลงนามรับทราบผลทุกครั้งที่ได้รับผลวิเคราะห์
ท่อน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารต่อพ่วงกับระบบน้ำที่ใช้ในการผลิต — ข้อ 13.3 ระบุว่าน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารต้องมีระบบแยกที่ไม่เชื่อมต่อและไม่ไหลย้อนเข้าสู่ระบบน้ำที่จะสัมผัสอาหาร จุดที่พบบ่อยคือการต่อพ่วงชั่วคราวที่ทำไว้ตอนซ่อมแล้วไม่ได้ถอดออก
ปลายสายยางจุ่มค้างอยู่ในถังหรือบ่อพัก — เป็นช่องทางที่ทำให้น้ำไหลย้อนกลับเข้าระบบได้เมื่อแรงดันตก และเป็นสิ่งที่ผู้ตรวจมองเห็นได้ทันทีขณะเดินตรวจ
ส่งตรวจวิเคราะห์แล้วเก็บผลไว้โดยไม่มีผู้อ่าน — ผลที่ค่าใดเกินเกณฑ์แต่ไม่มีการดำเนินการ ทำให้เอกสารกลายเป็นหลักฐานว่าโรงงานทราบปัญหาแล้วไม่ได้แก้ไข
เก็บตัวอย่างที่ก๊อกเดิมทุกครั้งโดยไม่ครอบคลุมจุดใช้งานปลายทาง — ปัญหาของระบบน้ำส่วนใหญ่เกิดที่ถังเก็บและท่อภายใน จึงมักไม่ปรากฏในตัวอย่างที่เก็บจากจุดที่น้ำเข้าโรงงาน
น้ำแข็งที่ซื้อจากภายนอกโดยไม่เคยขอผลตรวจ — ข้อ 13.3 ระบุว่าน้ำแข็งที่ทำจากน้ำต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ใช้และต้องไม่ทำให้อาหารปนเปื้อน โดยไม่ได้แยกว่าผลิตเองหรือซื้อมา
สร้างเอกสารมากเกินขนาดโรงงานตั้งแต่วันแรก เช่น กำหนดให้ตรวจคุณภาพน้ำทุกจุดทุกวันและทำทะเบียนอุปกรณ์ป้องกันการไหลย้อนอย่างละเอียด ทั้งที่ยังไม่มีผังระบบน้ำและยังไม่ทราบว่าท่อสองระบบเชื่อมกันที่ใดหรือไม่ — ข้อนี้แก้ที่ท่อได้ผลกว่าการเพิ่มบันทึก
แบบฟอร์มที่ข้อนี้ต้องมี
หลักฐานที่ข้อนี้คาดหวังจัดเป็นแบบฟอร์ม 4 ฉบับ ตามตารางด้านล่าง ใช้เป็นรายการตรวจว่าโรงงานของท่านมีหลักฐานครบแล้วหรือยัง
| รหัส | แบบฟอร์ม | ใช้เป็นหลักฐานเรื่อง |
|---|---|---|
| GHP-13.3-01 | ผังระบบน้ำและทะเบียนจุดใช้น้ำ | การแยกระบบน้ำที่สัมผัสอาหารกับระบบที่ไม่สัมผัสอาหาร · การป้องกันการไหลย้อน |
| GHP-13.3-02 | แผนการตรวจสอบคุณภาพน้ำและบันทึกผล | น้ำเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ใช้และไม่ทำให้อาหารปนเปื้อน |
| GHP-13.3-03 | บันทึกการดูแลถังเก็บน้ำและระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ | น้ำถูกเก็บและจัดการในลักษณะที่ไม่ทำให้ปนเปื้อน |
| GHP-13.3-04 | บันทึกการควบคุมน้ำแข็ง ไอน้ำ และน้ำที่นำกลับมาใช้ซ้ำ | น้ำแข็งและไอน้ำที่ทำจากน้ำ · การบำบัดน้ำที่หมุนเวียนกลับมาใช้ |
ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายของผู้บริหารจนถึงการสอบกลับและเรียกคืน ใช้เวลา 3 นาที ดูว่าควรเริ่มแก้จากข้อไหน
ดาวน์โหลด PDF → ต้องการเอกสาร Word ครบทั้งระบบ คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ · ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022 ราคา 1,290 บาทแบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่เอกสารของ Codex และไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับ Codex ไม่ได้กำหนดรูปแบบบันทึกไว้ตายตัว แบบฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ให้ปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์และขนาดของโรงงาน และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์ของ Codex หรือของหน่วยรับรองใด และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทบทวนเอกสารของตนเอง
- มีผังระบบน้ำที่เดินตามท่อจริงแล้ว ระบุแหล่งน้ำ ถังเก็บ ระบบปรับปรุงคุณภาพ และจุดใช้น้ำทุกจุดพร้อมรหัส
- แยกจุดใช้น้ำออกเป็นกลุ่มที่สัมผัสอาหารกับกลุ่มที่ไม่สัมผัสอาหารแล้ว พร้อมเหตุผลของการจัดกลุ่ม
- ยืนยันแล้วว่าระบบน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารไม่เชื่อมต่อกับระบบน้ำที่ใช้ในการผลิต และไม่มีการต่อพ่วงชั่วคราวค้างอยู่
- ไม่มีปลายสายยางจุ่มค้างอยู่ในถัง บ่อ หรืออ่าง และมีที่แขวนสายที่สูงกว่าระดับน้ำ
- ผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งล่าสุดมีผู้อ่านและลงนาม และเกณฑ์ที่ใช้ระบุที่มาไว้ชัดเจน
- น้ำแข็งที่ใช้ทราบแหล่งที่มาและมีวิธีเก็บกับอุปกรณ์ตักที่กำหนดไว้ หากซื้อจากภายนอกมีเอกสารจากผู้ขาย
ซีรีส์นี้ตั้งใจให้โรงงานทำระบบได้ด้วยตนเอง บทความทุกตอนเปิดให้อ่านได้ฟรี พร้อมรายการแบบฟอร์มที่แต่ละข้อต้องมี หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาลงหน้างาน ตรวจประเมินช่องว่างก่อนผู้ตรวจมา หรืออบรมพนักงานให้เข้าใจข้อกำหนดในภาษาเดียวกัน เราพร้อมช่วย
- สารบัญซีรีส์ GHPs ทั้ง 35 ตอนครบตั้งแต่ข้อ 5.1 ถึงข้อ 15 พร้อมรายการแบบฟอร์มทุกตอน
- ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ ไฟล์ Word แก้ไขได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ GHPs และ HACCPลงหน้างาน วางเอกสารกับกระบวนการจริง
- อบรมข้อกำหนด GHPsให้ทีมอ่านข้อกำหนดได้อย่างเข้าใจก่อนลงมือ
- อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน GHPs และ HACCPให้ทีมตรวจเอกสารของตนเองก่อนผู้ตรวจภายนอกมา
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดโรงงาน เราจะประเมินขอบเขตงานให้
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายข้อ 13.3 ของ Codex General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2022 (GHPs revised 2022) ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของ Codex, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตารางหลักฐาน ขั้นตอนลงมือทำ เช็กลิสต์ และแบบฟอร์มในบทความมาจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Codex ข้อกำหนดของกฎหมายไทย (เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหาร) ของมาตรฐานที่ขอการรับรอง และของลูกค้า อาจเข้มกว่าที่ Codex กำหนด การปฏิบัติจริงให้ยึดเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษ กฎหมายที่ใช้บังคับ และข้อกำหนดของหน่วยรับรองเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex Alimentarius — General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 (Rev. 2022) หน้าค้นหาข้อความ Codex ของ FAO/WHO
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
