เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ Codex Alimentarius, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ กล่องสรุปในบทความเป็นการย่อสาระของข้อ 13.2.8 ด้วยถ้อยคำของเรา ส่วนตารางหลักฐานและแบบฟอร์มเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับของ Codex เอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
อันตรายจำนวนมากในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไม่ได้เกิดขึ้นในโรงงาน แต่เดินเข้ามาพร้อมกับวัตถุดิบตั้งแต่ประตูรับของ เมื่อวัตถุดิบที่มีปัญหาผ่านจุดรับเข้าไปแล้ว โรงงานจะมีทางเลือกเหลือน้อยลงมาก เพราะขั้นตอนการผลิตที่มีอยู่อาจไม่สามารถลดอันตรายบางชนิดได้ Codex จึงกำหนดข้อ 13.2.8 ว่าให้ใช้เฉพาะวัตถุดิบและส่วนประกอบที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ และวางเงื่อนไขของการรับเข้าไว้อย่างเป็นลำดับ
ในโรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางของไทย จุดรับของมักเป็นจุดที่มีเวลาน้อยที่สุดและมีคนน้อยที่สุด รถส่งของมาถึงพร้อมกันหลายราย พนักงานรับของจึงเซ็นรับตามใบส่งของโดยไม่ได้เปิดดูสภาพภายใน วัตถุดิบแช่เย็นถูกวางไว้ที่ลานรับของระหว่างรอคนว่าง กล่องที่เปียกหรือฉีกขาดถูกรับเข้าคลังเพราะเกรงใจผู้ขายที่เป็นคู่ค้ามานาน วัตถุดิบใหม่ถูกวางทับของเดิมจนของเก่าค้างอยู่ด้านใน และเมื่อเกิดปัญหาที่ผลิตภัณฑ์ กลับสืบย้อนไม่ได้ว่าใช้วัตถุดิบรุ่นใดจากผู้ขายรายใด เพราะบันทึกการรับมีเพียงชื่อสินค้ากับจำนวน
ตอนนี้จะอธิบายว่าข้อ 13.2.8 คาดหวังอะไร แล้วแปลงเป็นหลักฐานชุดเล็กที่จุดรับของทำได้จริงในเวลาไม่กี่นาทีต่อเที่ยว พร้อมขั้นตอนลงมือทำและตัวอย่างแบบฟอร์ม
1. ข้อ 13.2.8 กล่าวถึงอะไร
ข้อ 13.2.8 วัตถุดิบและวัสดุรับเข้า วางหลักว่าควรใช้เฉพาะวัตถุดิบและส่วนประกอบอื่นที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ โดยวัสดุรับเข้าซึ่งรวมถึงส่วนประกอบอาหาร ควรจัดหาตามข้อกำหนดเฉพาะ และควรมีการทวนสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะด้านความปลอดภัยและความเหมาะสมของอาหารเมื่อจำเป็น
ข้อนี้ระบุว่ากิจกรรมการประกันคุณภาพของผู้ขาย เช่น การตรวจประเมิน อาจเหมาะสมสำหรับส่วนประกอบบางรายการ
สำหรับการตรวจสอบเมื่อรับเข้า ข้อนี้ระบุว่าวัตถุดิบและส่วนประกอบควรได้รับการตรวจสอบตามความเหมาะสมก่อนนำไปแปรรูป เพื่อดำเนินการที่เหมาะสม โดยยกตัวอย่างไว้ ได้แก่ การตรวจพินิจว่าบรรจุภัณฑ์เสียหายระหว่างการขนส่งหรือไม่ การตรวจวันที่ควรบริโภคก่อน การตรวจสารก่อภูมิแพ้ที่ระบุไว้ และการวัดอุณหภูมิของอาหารแช่เย็นและแช่เยือกแข็ง
นอกจากนี้ อาจดำเนินการทดสอบทางห้องปฏิบัติการเมื่อเหมาะสม เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและความเหมาะสมของวัตถุดิบหรือส่วนประกอบ ซึ่งการทดสอบดังกล่าวอาจดำเนินการโดยผู้ขายที่ออกหนังสือรับรองผลการวิเคราะห์ โดยผู้ซื้อ หรือโดยทั้งสองฝ่าย
ข้อนี้ยังกำหนดชัดว่า ไม่ควรรับวัสดุรับเข้าใด หากทราบว่ามีสารปนเปื้อนทางเคมี ทางกายภาพ หรือทางจุลินทรีย์ ซึ่งจะไม่ถูกลดลงสู่ระดับที่ยอมรับได้ด้วยการควบคุมที่ใช้ในขั้นตอนการคัดแยกหรือการแปรรูปตามความเหมาะสม
และปิดท้ายด้วยสองเรื่อง คือ สต๊อกวัตถุดิบและส่วนประกอบควรมีการหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิผล และควรจัดเก็บเอกสารข้อมูลสำคัญของวัสดุรับเข้าไว้ เช่น รายละเอียดของผู้ขาย วันที่รับ และปริมาณ
ถ้อยคำเต็มให้อ่านจากเอกสารต้นฉบับ ซึ่งเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
สิ่งที่ควรสังเกตคือ ข้อ 13.2.8 เป็นข้อที่ระบุสิ่งที่ต้องตรวจไว้เป็นตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าข้ออื่นในหมวดนี้ ทั้งสภาพบรรจุภัณฑ์ วันที่ควรบริโภคก่อน สารก่อภูมิแพ้ที่ระบุไว้ และอุณหภูมิของอาหารแช่เย็นและแช่เยือกแข็ง สี่เรื่องนี้จึงเป็นแกนของแบบฟอร์มตรวจรับที่ผู้ตรวจคาดหวังจะเห็น อีกประโยคที่มีน้ำหนักมากคือข้อห้ามรับวัสดุที่ทราบว่ามีสารปนเปื้อนซึ่งกระบวนการของโรงงานลดไม่ได้ ประโยคนี้ผูกการตัดสินใจที่จุดรับของเข้ากับความสามารถจริงของกระบวนการ ผู้ตรวจจึงอาจถามว่าหากวัตถุดิบรุ่นนี้มีปัญหา ขั้นตอนใดของท่านที่จะลดอันตรายนั้นได้ และประโยคสุดท้ายเรื่องเอกสารข้อมูลสำคัญ คือรากฐานของการตามสอบที่จะกล่าวถึงอีกครั้งในข้อ 14.1
2. โรงงานต้องมีหลักฐานอะไร
ข้อ 13.2.8 เป็นข้อในระดับ GHPs โรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่เริ่มทำระบบมักมีพนักงานรับของหนึ่งถึงสองคนที่ทำหน้าที่อื่นด้วย หลักฐานของข้อนี้จึงควรเป็นทะเบียนหนึ่งแผ่นและแบบฟอร์มตรวจรับหนึ่งฉบับที่กรอกจบได้ในเวลาไม่กี่นาทีต่อเที่ยว ป้าย ควรมี คือหลักฐานพื้นฐานที่ผู้ตรวจ GHPs ขอดูเป็นประจำ ส่วนป้าย เมื่อระบบโตขึ้น คือสิ่งที่มาตรฐานระดับ HACCP หรือมาตรฐานสากลจะคาดหวังเพิ่มในภายหลัง โดยมีสิ่งที่ใช้แทนได้ในวันเริ่มต้น
| เรื่องที่ข้อ 13.2.8 กล่าวถึง | หลักฐานที่ควรมี | ผู้ตรวจมักดูอะไร |
|---|---|---|
| ใช้เฉพาะวัตถุดิบที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และจัดหาตามข้อกำหนดเฉพาะ | ควรมี ทะเบียนผู้ขายและวัตถุดิบที่อนุมัติให้ใช้หนึ่งแผ่น ระบุผู้ขาย รายการที่ซื้อ ข้อกำหนดเฉพาะที่ใช้อ้างอิงตามข้อ 13.2.3 และหลักฐานว่าได้ส่งข้อกำหนดให้ผู้ขายรับทราบแล้ว | สุ่มวัตถุดิบในคลังหนึ่งรายการแล้วถามว่าซื้อจากผู้ขายรายใดและอยู่ในทะเบียนหรือไม่ · ใบสั่งซื้อระบุเงื่อนไขที่ตรงกับข้อกำหนดเฉพาะหรือไม่ |
| การตรวจสอบวัตถุดิบตามความเหมาะสมก่อนนำไปแปรรูป ซึ่งข้อนี้ยกตัวอย่างไว้ เช่น สภาพบรรจุภัณฑ์ที่เสียหายจากการขนส่ง วันที่ควรบริโภคก่อน สารก่อภูมิแพ้ที่ระบุไว้ และการวัดอุณหภูมิของอาหารแช่เย็นและแช่เยือกแข็ง | ควรมี แบบฟอร์มตรวจรับวัตถุดิบที่ครอบคลุมสี่เรื่องนี้ครบ พร้อมช่องผลการตัดสินใจว่ารับ ปฏิเสธ หรือกักไว้ตรวจสอบ และผู้ตัดสินใจ | ยืนดูการรับของจริงหนึ่งเที่ยว · เทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วัดอยู่ที่จุดรับของหรือไม่และตรวจสอบความถูกต้องแล้วหรือไม่ · บันทึกที่ระบุว่าผ่านทุกช่องทุกเที่ยวตลอดปี |
| การทวนสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะ และการทดสอบทางห้องปฏิบัติการโดยผู้ขายหรือโดยผู้ซื้อ | ควรมี แฟ้มหนังสือรับรองผลการวิเคราะห์และเอกสารจากผู้ขาย พร้อมทะเบียนควบคุมว่าได้รับครบตามรุ่นหรือไม่ และมีผู้ทวนสอบว่าค่าที่รายงานอยู่ในเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด | หยิบหนังสือรับรองหนึ่งฉบับแล้วถามว่าค่าที่รายงานผ่านเกณฑ์ของโรงงานหรือไม่ · เอกสารตรงกับรุ่นที่รับจริงหรือเป็นฉบับเดิมที่ใช้ซ้ำ |
| ห้ามรับวัสดุที่ทราบว่ามีสารปนเปื้อนซึ่งกระบวนการลดไม่ได้ และการหมุนเวียนสต๊อกอย่างมีประสิทธิผล | ควรมี บันทึกการจัดการวัตถุดิบที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและบันทึกการหมุนเวียนสต๊อก ระบุพื้นที่กักของ ป้ายชี้บ่งสถานะ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และการตรวจของที่ใกล้หมดอายุตามรอบ | มีพื้นที่หรือป้ายกักของที่ใช้จริงหรือไม่ · พบวัตถุดิบหมดอายุหรือใกล้หมดอายุในคลังหรือไม่ · ของใหม่วางทับของเก่าจนหยิบใช้ไม่ได้หรือไม่ |
| เอกสารข้อมูลสำคัญของวัสดุรับเข้า เช่น รายละเอียดผู้ขาย วันที่รับ และปริมาณ | เมื่อระบบโตขึ้น ระบบบันทึกที่เชื่อมข้อมูลการรับเข้ากับรุ่นผลิตโดยอัตโนมัติ ในวันเริ่มต้นให้ใช้แบบฟอร์มตรวจรับเป็นทะเบียนเดียวกัน โดยเพิ่มช่องเลขรุ่นของผู้ขายและกำหนดรหัสรุ่นรับเข้าของโรงงานเอง เพื่อใช้อ้างอิงในบันทึกการผลิต | เลือกผลิตภัณฑ์หนึ่งรุ่นแล้วถามว่าใช้วัตถุดิบรุ่นใดจากผู้ขายรายใด · ใช้เวลาสืบย้อนนานเพียงใด |
| กิจกรรมการประกันคุณภาพของผู้ขาย เช่น การตรวจประเมิน | เมื่อระบบโตขึ้น แผนการตรวจประเมินผู้ขายรายสำคัญพร้อมรายงานผล ในวันเริ่มต้นให้ใช้แบบสอบถามผู้ขายหนึ่งหน้าและขอสำเนาใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองระบบที่ผู้ขายมี แล้วเก็บไว้ในแฟ้มผู้ขาย | โรงงานทราบหรือไม่ว่าผู้ขายรายใดเป็นรายสำคัญต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ · เคยขอเอกสารจากผู้ขายหรือไม่ |
| การประเมินผลการดำเนินงานของผู้ขายอย่างต่อเนื่อง | เมื่อระบบโตขึ้น การประเมินผู้ขายด้วยตัวชี้วัด เช่น อัตราการส่งของที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ในวันเริ่มต้นให้บันทึกปัญหาที่พบแต่ละครั้งไว้ท้ายทะเบียนผู้ขาย แล้วนำเข้าการทบทวนประจำปีที่เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการโรงงานรับทราบ | ผู้ขายที่มีปัญหาซ้ำได้รับการแจ้งหรือเปลี่ยนหรือไม่ · การทบทวนประจำปีมีเรื่องผู้ขายอยู่ด้วยหรือไม่ |
3. ทำด้วยตนเองทีละขั้น
- ทำรายการวัตถุดิบและวัสดุรับเข้าทั้งหมดพร้อมผู้ขาย ให้ผู้ดูแลระบบ GHPs รวบรวมจากใบสั่งซื้อย้อนหลัง โดยรวมวัสดุบรรจุและสารเคมีที่สัมผัสอาหารด้วย แล้วให้เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการโรงงานอนุมัติรายการที่ใช้ได้
- ระบุว่ารายการใดเป็นรายการสำคัญต่อความปลอดภัย โดยพิจารณาจากสองคำถาม คือ วัตถุดิบนั้นนำอันตรายใดเข้ามาได้ และกระบวนการของโรงงานลดอันตรายนั้นได้หรือไม่ รายการที่กระบวนการลดไม่ได้คือรายการที่ต้องควบคุมเข้มที่สุดที่จุดรับ ซึ่งตรงกับข้อห้ามรับของที่ข้อนี้ระบุไว้
- จัดทำข้อกำหนดเฉพาะของวัตถุดิบและส่งให้ผู้ขายรับทราบ โดยใช้แผ่นข้อกำหนดเฉพาะตามข้อ 13.2.3 และเก็บหลักฐานการส่งไว้ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ขายแจ้งล่วงหน้าเมื่อเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนแหล่งผลิต
- ออกแบบแบบฟอร์มตรวจรับให้กรอกจบในเวลาไม่กี่นาที ครอบคลุมสี่เรื่องที่ข้อนี้ยกเป็นตัวอย่าง คือ สภาพบรรจุภัณฑ์ วันที่ควรบริโภคก่อน สารก่อภูมิแพ้ที่ระบุบนฉลาก และอุณหภูมิของอาหารแช่เย็นและแช่เยือกแข็ง พร้อมช่องผลการตัดสินใจและชื่อผู้ตัดสินใจ
- จัดเทอร์โมมิเตอร์ประจำจุดรับของ พร้อมกำหนดวิธีวัดที่ใช้เหมือนกันทุกครั้ง เช่น วัดระหว่างกล่องหรือที่ผิวสินค้าตามที่โรงงานกำหนด และตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือตามรอบ เพราะอุณหภูมิที่บันทึกจะใช้เป็นหลักฐานได้ก็ต่อเมื่อเครื่องมือเชื่อถือได้
- กำหนดพื้นที่กักของและป้ายชี้บ่งสถานะ ให้มีป้ายอย่างน้อยสามแบบ คือ รอตรวจสอบ ผ่านแล้ว และไม่ผ่าน พร้อมระบุผู้มีอำนาจตัดสินใจปล่อยหรือปฏิเสธ เพื่อไม่ให้ของที่ยังไม่ตัดสินใจถูกนำไปใช้ระหว่างรอ
- วางระบบหมุนเวียนสต๊อก โดยจัดชั้นวางให้หยิบของเก่าก่อนได้จริง ติดป้ายวันที่รับที่ทุกกล่องหรือกระสอบ และกำหนดรอบตรวจของที่ใกล้หมดอายุพร้อมผู้รับผิดชอบ
- ทำทะเบียนควบคุมหนังสือรับรองผลการวิเคราะห์ สำหรับรายการที่กำหนดให้ต้องมี ระบุว่ารุ่นใดได้รับเอกสารแล้ว ใครเป็นผู้ทวนสอบว่าค่าผ่านเกณฑ์ และจะทำอย่างไรเมื่อเอกสารมาไม่ครบหรือค่าไม่ผ่าน
- เพิ่มการเชื่อมโยงกับรุ่นผลิต โดยกำหนดรหัสรุ่นรับเข้าของโรงงานเองและบันทึกไว้ในแบบฟอร์มตรวจรับ แล้วอ้างรหัสนั้นในบันทึกการผลิต เพื่อให้สืบย้อนได้ว่าผลิตภัณฑ์รุ่นใดใช้วัตถุดิบรุ่นใด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเอกสารข้อมูลสำคัญที่ข้อนี้กำหนดให้จัดเก็บ
เซ็นรับตามใบส่งของโดยไม่ได้ตรวจสภาพจริง — ข้อ 13.2.8 ระบุการตรวจสอบก่อนนำไปแปรรูปไว้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสภาพบรรจุภัณฑ์ วันที่ควรบริโภคก่อน สารก่อภูมิแพ้ที่ระบุไว้ และอุณหภูมิของอาหารแช่เย็นและแช่เยือกแข็ง
ไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ที่จุดรับของ — ทำให้ช่องอุณหภูมิในแบบฟอร์มถูกกรอกด้วยตัวเลขที่คาดเดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ตรวจตรวจพบได้จากการยืนดูการรับของหนึ่งเที่ยว
รับของที่บรรจุภัณฑ์เสียหายไว้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจภายหลัง โดยไม่มีป้ายชี้บ่งและไม่มีพื้นที่กัก — ทำให้ของที่ยังไม่ตัดสินใจถูกหยิบไปใช้ระหว่างรอ
เก็บหนังสือรับรองผลการวิเคราะห์ไว้โดยไม่มีผู้ทวนสอบ — เอกสารที่ไม่มีผู้อ่านและไม่มีการเทียบกับเกณฑ์ของโรงงาน ไม่ถือเป็นการทวนสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะตามที่ข้อนี้กล่าวถึง
สร้างเอกสารมากเกินขนาดโรงงานตั้งแต่วันแรก เช่น กำหนดให้ตรวจประเมินผู้ขายทุกรายทุกปีและส่งตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบทุกรุ่น ทั้งที่ยังไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ที่จุดรับของ — ควรเริ่มจากการตรวจที่จุดรับให้ทำได้จริงทุกเที่ยวก่อน
แบบฟอร์มที่ข้อนี้ต้องมี
หลักฐานที่ข้อนี้คาดหวังจัดเป็นแบบฟอร์ม 4 ฉบับ ตามตารางด้านล่าง ใช้เป็นรายการตรวจว่าโรงงานของท่านมีหลักฐานครบแล้วหรือยัง
| รหัส | แบบฟอร์ม | ใช้เป็นหลักฐานเรื่อง |
|---|---|---|
| GHP-13.2.8-01 | ทะเบียนผู้ขายและวัตถุดิบที่อนุมัติให้ใช้ | ข้อ 13.2.8 ใช้เฉพาะวัตถุดิบที่เหมาะสม · จัดหาตามข้อกำหนดเฉพาะ |
| GHP-13.2.8-02 | แบบฟอร์มตรวจรับวัตถุดิบและวัสดุรับเข้า | ข้อ 13.2.8 การตรวจสอบสภาพบรรจุภัณฑ์ วันที่ควรบริโภคก่อน สารก่อภูมิแพ้ และอุณหภูมิ |
| GHP-13.2.8-03 | ทะเบียนควบคุมหนังสือรับรองผลการวิเคราะห์และเอกสารจากผู้ขาย | ข้อ 13.2.8 การทวนสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะ · การทดสอบทางห้องปฏิบัติการ |
| GHP-13.2.8-04 | บันทึกการจัดการวัตถุดิบที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและการหมุนเวียนสต๊อก | ข้อ 13.2.8 การไม่รับวัสดุที่มีสารปนเปื้อนซึ่งลดไม่ได้ · การหมุนเวียนสต๊อก |
ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายของผู้บริหารจนถึงการสอบกลับและเรียกคืน ใช้เวลา 3 นาที ดูว่าควรเริ่มแก้จากข้อไหน
ดาวน์โหลด PDF → ต้องการเอกสาร Word ครบทั้งระบบ คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ · ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022 ราคา 1,290 บาทแบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่เอกสารของ Codex และไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับ Codex ไม่ได้กำหนดรูปแบบบันทึกไว้ตายตัว แบบฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ให้ปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์และขนาดของโรงงาน และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์ของ Codex หรือของหน่วยรับรองใด และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทบทวนเอกสารของตนเอง
- มีทะเบียนผู้ขายและวัตถุดิบที่อนุมัติให้ใช้ และวัตถุดิบทุกรายการในคลังอยู่ในทะเบียน
- ข้อกำหนดเฉพาะของวัตถุดิบถูกส่งให้ผู้ขายรับทราบแล้ว พร้อมหลักฐานการส่ง
- แบบฟอร์มตรวจรับครอบคลุมสภาพบรรจุภัณฑ์ วันที่ควรบริโภคก่อน สารก่อภูมิแพ้ และอุณหภูมิ และกรอกจบได้ในเวลาไม่กี่นาที
- มีเทอร์โมมิเตอร์ประจำจุดรับของที่ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว และผู้รับของทราบวิธีวัดที่กำหนด
- มีพื้นที่กักของและป้ายชี้บ่งสถานะที่ใช้จริง พร้อมผู้มีอำนาจตัดสินใจปฏิเสธหรือกักของ
- คลังจัดวางให้หยิบของเก่าก่อนได้จริง และมีรอบตรวจของที่ใกล้หมดอายุพร้อมผู้รับผิดชอบ
ซีรีส์นี้ตั้งใจให้โรงงานทำระบบได้ด้วยตนเอง บทความทุกตอนเปิดให้อ่านได้ฟรี พร้อมรายการแบบฟอร์มที่แต่ละข้อต้องมี หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาลงหน้างาน ตรวจประเมินช่องว่างก่อนผู้ตรวจมา หรืออบรมพนักงานให้เข้าใจข้อกำหนดในภาษาเดียวกัน เราพร้อมช่วย
- สารบัญซีรีส์ GHPs ทั้ง 35 ตอนครบตั้งแต่ข้อ 5.1 ถึงข้อ 15 พร้อมรายการแบบฟอร์มทุกตอน
- ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ ไฟล์ Word แก้ไขได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ GHPs และ HACCPลงหน้างาน วางเอกสารกับกระบวนการจริง
- อบรมข้อกำหนด GHPsให้ทีมอ่านข้อกำหนดได้อย่างเข้าใจก่อนลงมือ
- อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน GHPs และ HACCPให้ทีมตรวจเอกสารของตนเองก่อนผู้ตรวจภายนอกมา
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดโรงงาน เราจะประเมินขอบเขตงานให้
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายข้อ 13.2.8 ของ Codex General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2022 (GHPs revised 2022) ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของ Codex, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตารางหลักฐาน ขั้นตอนลงมือทำ เช็กลิสต์ และแบบฟอร์มในบทความมาจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Codex ข้อกำหนดของกฎหมายไทย (เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหาร) ของมาตรฐานที่ขอการรับรอง และของลูกค้า อาจเข้มกว่าที่ Codex กำหนด การปฏิบัติจริงให้ยึดเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษ กฎหมายที่ใช้บังคับ และข้อกำหนดของหน่วยรับรองเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex Alimentarius — General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 (Rev. 2022) หน้าค้นหาข้อความ Codex ของ FAO/WHO
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
