เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ Codex Alimentarius, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการ กล่องสรุปในบทความเป็นการย่อสาระของข้อ 13.2.7 ด้วยถ้อยคำของเรา ส่วนตารางหลักฐานและแบบฟอร์มเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับของ Codex เอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
สารก่อภูมิแพ้เป็นอันตรายที่ต่างจากอันตรายอื่นในโรงงานอาหาร เพราะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคส่วนใหญ่ แต่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อผู้บริโภคบางกลุ่มแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย และไม่มีขั้นตอนใดในกระบวนการผลิตที่ทำลายสารเหล่านี้ได้เหมือนการใช้ความร้อนกับจุลินทรีย์ การควบคุมจึงทำได้เพียงสองทาง คือกันไม่ให้ปนเข้าไป และบอกความจริงบนฉลาก Codex CXC 1-1969 Rev. 2022 จึงกำหนดข้อ 13.2.7 ว่าด้วยการจัดการสารก่อภูมิแพ้ไว้เป็นข้อเฉพาะ
ในโรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางของไทย เรื่องนี้เป็นหมวดที่ใหม่ที่สุดสำหรับหลายโรงงาน สภาพที่พบบ่อยคือทราบว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีนมหรือถั่ว แต่ไม่เคยทำรายการว่าวัตถุดิบรายการใดมีสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง ผงปรุงรสและสารปรุงแต่งที่ซื้อมาโดยไม่ได้อ่านฉลากส่วนประกอบทั้งหมด การใช้สายการผลิตเดียวกันผลิตสูตรที่มีนมและสูตรที่ไม่มีนมสลับกันโดยไม่มีลำดับที่กำหนดไว้ เครื่องมือชั่งตวงที่ใช้ร่วมกันทุกสูตร และฉลากผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ตรวจทานเทียบกับสูตรฉบับล่าสุดหลังจากเปลี่ยนผู้ขายวัตถุดิบ
ตอนนี้จะอธิบายว่าข้อ 13.2.7 คาดหวังอะไร แล้วแปลงเป็นหลักฐานชุดเล็กที่โรงงานขนาดเล็กเริ่มทำได้ทันที พร้อมขั้นตอนลงมือทำและตัวอย่างแบบฟอร์ม
1. ข้อ 13.2.7 กล่าวถึงอะไร
ข้อ 13.2.7 การจัดการสารก่อภูมิแพ้ กำหนดให้มีระบบที่คำนึงถึงคุณสมบัติก่อภูมิแพ้ของอาหารบางชนิด ตามความเหมาะสมกับธุรกิจอาหารนั้น
ข้อนี้ระบุว่า ควรมีการชี้บ่งการมีอยู่ของสารก่อภูมิแพ้ในวัตถุดิบ ในส่วนประกอบอื่น และในผลิตภัณฑ์ โดยยกตัวอย่างกลุ่มที่พบบ่อย เช่น ถั่วเปลือกแข็ง นม ไข่ สัตว์น้ำจำพวกกุ้งปู ปลา ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวสาลีและธัญพืชอื่นที่มีกลูเตน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งเหล่านั้น พร้อมระบุกำกับไว้อย่างชัดเจนว่ารายการดังกล่าวไม่ใช่รายการที่ครบถ้วน และสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นข้อกังวลแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและแต่ละกลุ่มประชากร
ข้อเดียวกันกำหนดให้มีระบบจัดการสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่จุดรับเข้า ระหว่างการแปรรูป และระหว่างการจัดเก็บ เพื่อจัดการกับสารก่อภูมิแพ้ที่ทราบ โดยระบบดังกล่าวควรรวมถึงมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้มีสารก่อภูมิแพ้อยู่ในอาหารที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก
สำหรับการป้องกันการสัมผัสข้ามจากอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้ไปยังอาหารอื่น ข้อนี้ระบุให้ดำเนินมาตรการควบคุม เช่น การแยกทางกายภาพหรือแยกด้วยเวลา ร่วมกับการทำความสะอาดที่มีประสิทธิผลระหว่างอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้ต่างกัน และให้ปกป้องอาหารจากการสัมผัสข้ามโดยไม่ตั้งใจด้วยการทำความสะอาด แนวปฏิบัติในการเปลี่ยนสายการผลิต และการจัดลำดับผลิตภัณฑ์
ในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันการสัมผัสข้ามได้ แม้ได้ดำเนินมาตรการควบคุมอย่างดีแล้ว ควรแจ้งให้ผู้บริโภคทราบ และเมื่อจำเป็น ผู้ปฏิบัติงานที่สัมผัสอาหารควรได้รับการฝึกอบรมเฉพาะเรื่องความตระหนักในสารก่อภูมิแพ้ รวมถึงแนวปฏิบัติในการผลิตและมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคที่แพ้
ถ้อยคำเต็มให้อ่านจากเอกสารต้นฉบับ ซึ่งเปิดอ่านได้ฟรีจากเว็บไซต์ FAO/WHO
สิ่งที่ควรสังเกตคือ Codex ไม่ได้ให้รายการสารก่อภูมิแพ้ที่ตายตัวสำหรับทุกประเทศ แต่ระบุไว้เองว่าตัวอย่างที่ยกมาไม่ใช่รายการที่ครบถ้วน และข้อกังวลแตกต่างกันตามประเทศและกลุ่มประชากร รายการที่โรงงานต้องใช้จริงจึงมาจากสองแหล่งประกอบกัน คือ กฎหมายว่าด้วยฉลากอาหารของประเทศที่ท่านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และ วัตถุดิบกับส่วนประกอบที่โรงงานของท่านใช้อยู่จริง โรงงานที่ส่งออกจึงต้องดูข้อกำหนดของประเทศปลายทางเพิ่มเติมด้วย เพราะรายการอาจไม่เหมือนกัน อีกจุดที่สำคัญคือ ข้อนี้ยอมรับว่ามีกรณีที่ป้องกันการสัมผัสข้ามไม่ได้แม้ควบคุมดีแล้ว และให้แจ้งผู้บริโภคทราบ แต่ในมุมของเรา การแจ้งดังกล่าวควรเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากพยายามควบคุมแล้ว ไม่ใช่ทางลัดที่ใช้แทนการควบคุมตั้งแต่ต้น
2. โรงงานต้องมีหลักฐานอะไร
ข้อ 13.2.7 เป็นข้อในระดับ GHPs โรงงานขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่เริ่มทำระบบมักผลิตหลายสูตรบนสายการผลิตเดียวกัน และมีผู้ดูแลระบบ GHPs หนึ่งถึงสองคน หลักฐานของข้อนี้จึงควรเป็นตารางสารก่อภูมิแพ้หนึ่งแผ่นที่มองเห็นภาพรวมได้ทั้งโรงงาน พร้อมบันทึกที่จุดซึ่งความเสี่ยงเกิดขึ้นจริง คือ จุดรับเข้า จุดเปลี่ยนสายการผลิต และการตรวจฉลาก ป้าย ควรมี คือหลักฐานพื้นฐานที่ผู้ตรวจ GHPs ขอดูเป็นประจำ ส่วนป้าย เมื่อระบบโตขึ้น คือสิ่งที่มาตรฐานระดับ HACCP หรือมาตรฐานสากลจะคาดหวังเพิ่มในภายหลัง โดยมีสิ่งที่ใช้แทนได้ในวันเริ่มต้น
| เรื่องที่ข้อ 13.2.7 กล่าวถึง | หลักฐานที่ควรมี | ผู้ตรวจมักดูอะไร |
|---|---|---|
| การชี้บ่งสารก่อภูมิแพ้ในวัตถุดิบ ส่วนประกอบอื่น และผลิตภัณฑ์ | ควรมี ตารางสารก่อภูมิแพ้หนึ่งแผ่น ที่มีรายการวัตถุดิบทุกรายการเป็นแถว และสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องควบคุมเป็นคอลัมน์ พร้อมระบุที่มาของรายการว่ามาจากกฎหมายฉลากอาหารของตลาดที่จำหน่ายและจากส่วนประกอบที่โรงงานใช้จริง | สุ่มหยิบวัตถุดิบหนึ่งรายการแล้วเทียบฉลากส่วนประกอบกับตาราง · ส่วนผสมปรุงรสและสารปรุงแต่งถูกตรวจสอบครบหรือไม่ · โรงงานที่ส่งออกได้ดูรายการของประเทศปลายทางหรือไม่ |
| ระบบจัดการที่จุดรับเข้าและระหว่างการจัดเก็บ | ควรมี บันทึกการตรวจรับที่มีช่องตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้บนฉลากของผู้ขาย และการกำหนดที่เก็บแยก เช่น ชั้นล่างสุดสำหรับวัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้ พร้อมป้ายชี้บ่งที่ภาชนะทุกใบรวมถึงภาชนะที่ถ่ายแบ่งแล้ว | เดินดูคลังว่าวัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้วางเหนือวัตถุดิบอื่นหรือไม่ · ภาชนะที่ถ่ายแบ่งแล้วมีป้ายชี้บ่งหรือไม่ · ผู้ขายเปลี่ยนสูตรแล้วโรงงานทราบหรือไม่ |
| การป้องกันการสัมผัสข้ามด้วยการแยกกายภาพหรือแยกด้วยเวลา การจัดลำดับผลิตภัณฑ์ และการทำความสะอาดเมื่อเปลี่ยนสายการผลิต | ควรมี ลำดับการผลิตประจำวันและบันทึกการเปลี่ยนสายการผลิต ระบุว่าผลิตสูตรที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ก่อน รายการที่ต้องทำความสะอาดเมื่อเปลี่ยนสูตร ผู้ปฏิบัติ และผู้ยืนยันก่อนเริ่มสูตรถัดไป | ขอดูลำดับการผลิตของวันที่ผลิตสูตรที่มีสารก่อภูมิแพ้ · อุปกรณ์ชั่งตวงและเครื่องมือใช้ร่วมกันทุกสูตรหรือไม่ · ผู้ยืนยันเป็นคนละคนกับผู้ปฏิบัติหรือไม่ |
| การป้องกันไม่ให้มีสารก่อภูมิแพ้ในอาหารที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก และการแจ้งผู้บริโภคเมื่อป้องกันการสัมผัสข้ามไม่ได้ | ควรมี บันทึกการตรวจสอบฉลากเทียบกับสูตรฉบับล่าสุดก่อนสั่งพิมพ์และก่อนใช้งาน พร้อมบันทึกเหตุผลของข้อความแจ้งเตือนบนฉลาก หากโรงงานเลือกใช้ข้อความดังกล่าว | เทียบฉลากที่ใช้จริงกับใบสูตรฉบับล่าสุด · หลังเปลี่ยนผู้ขายหรือเปลี่ยนสูตรแล้วมีการทบทวนฉลากหรือไม่ · ข้อความแจ้งเตือนถูกใช้แทนการควบคุมหรือไม่ |
| การฝึกอบรมเฉพาะเรื่องความตระหนักในสารก่อภูมิแพ้ | เมื่อระบบโตขึ้น หลักสูตรอบรมเฉพาะเรื่องสารก่อภูมิแพ้พร้อมการทดสอบความเข้าใจตามรอบ ในวันเริ่มต้นให้ชี้แจงในการประชุมพนักงาน โดยใช้ตารางสารก่อภูมิแพ้และลำดับการผลิตของโรงงานเป็นสื่อ แล้วบันทึกวันที่และรายชื่อผู้เข้าร่วม | สุ่มถามพนักงานว่าสูตรใดมีสารก่อภูมิแพ้และต้องทำอะไรเมื่อเปลี่ยนสูตร · พนักงานใหม่ได้รับการชี้แจงเรื่องนี้หรือไม่ |
| การยืนยันประสิทธิผลของการทำความสะอาดระหว่างสูตร | เมื่อระบบโตขึ้น การตรวจยืนยันด้วยชุดตรวจสารก่อภูมิแพ้ที่พื้นผิวตามรอบ ในวันเริ่มต้นให้กำหนดขั้นตอนการทำความสะอาดที่ระบุจุดที่มักตกค้าง เช่น ซอกเกลียว สายพาน และตะแกรง แล้วให้ผู้ยืนยันตรวจพินิจและถอดชิ้นส่วนดูจริง พร้อมบันทึกผล | ผู้ยืนยันถอดชิ้นส่วนดูหรือดูเฉพาะผิวนอก · จุดที่แป้งหรือผงตกค้างสะสมมีการทำความสะอาดหรือไม่ |
| การควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากผู้ขาย | เมื่อระบบโตขึ้น การประเมินผู้ขายเรื่องการจัดการสารก่อภูมิแพ้ในสายการผลิตของผู้ขายเอง ในวันเริ่มต้นให้ระบุข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ไว้ในข้อกำหนดเฉพาะของวัตถุดิบตามข้อ 13.2.3 และขอให้ผู้ขายแจ้งล่วงหน้าทุกครั้งที่เปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนสายการผลิต | โรงงานมีหลักฐานว่าได้แจ้งข้อกำหนดนี้แก่ผู้ขายหรือไม่ · เคยได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงจากผู้ขายหรือไม่ |
3. ทำด้วยตนเองทีละขั้น
- กำหนดรายการสารก่อภูมิแพ้ที่โรงงานต้องควบคุม โดยดูจากสองแหล่งประกอบกัน คือ กฎหมายว่าด้วยฉลากอาหารของประเทศที่ท่านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบกับส่วนประกอบที่โรงงานของท่านใช้อยู่จริง โรงงานที่ส่งออกให้ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางเพิ่มด้วย และบันทึกที่มาของรายการไว้
- รวบรวมฉลากส่วนประกอบของวัตถุดิบทุกรายการ รวมถึงผงปรุงรส สารปรุงแต่ง สี กลิ่น และวัสดุช่วยผลิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ตรวจพบปัญหาบ่อยที่สุด เพราะสารก่อภูมิแพ้มักซ่อนอยู่ในส่วนประกอบย่อยที่ไม่ปรากฏบนชื่อสินค้า
- จัดทำตารางสารก่อภูมิแพ้หนึ่งแผ่น ให้วัตถุดิบเป็นแถวและสารก่อภูมิแพ้เป็นคอลัมน์ แล้วเพิ่มส่วนล่างของตารางเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรว่ามีสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง ตารางแผ่นเดียวนี้จะกลายเป็นเอกสารอ้างอิงของทุกขั้นตอนที่เหลือ
- จัดที่เก็บและติดป้ายชี้บ่ง โดยวางวัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้ไว้ในตำแหน่งที่ไม่มีสิ่งใดหกรดลงบนวัตถุดิบอื่น เช่น ชั้นล่างสุด และกำหนดว่าทุกภาชนะที่ถ่ายแบ่งออกจากบรรจุภัณฑ์เดิมต้องมีป้ายระบุชื่อและสารก่อภูมิแพ้ทันที
- จัดลำดับการผลิตให้ผลิตสูตรที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ก่อน แล้วจึงผลิตสูตรที่มีสารก่อภูมิแพ้ตามลำดับจากน้อยไปมาก เพื่อลดจำนวนครั้งของการทำความสะอาดใหญ่ ซึ่งเป็นการจัดลำดับผลิตภัณฑ์ตามที่ข้อ 13.2.7 กล่าวถึงและไม่มีต้นทุนเพิ่ม
- เขียนขั้นตอนการเปลี่ยนสายการผลิตเป็นรายการที่ตรวจได้ ระบุอุปกรณ์และชิ้นส่วนทุกชิ้นที่ต้องทำความสะอาด โดยเน้นจุดที่ผงหรือเศษมักตกค้าง เช่น ซอกเกลียว สายพาน ตะแกรง และเครื่องชั่ง พร้อมกำหนดผู้ยืนยันก่อนเริ่มสูตรถัดไป
- แยกอุปกรณ์ชั่งตวงและภาชนะสำหรับสูตรที่มีสารก่อภูมิแพ้เมื่อทำได้ เพราะเป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับความเสี่ยง และช่วยลดจำนวนครั้งของการทำความสะอาดระหว่างสูตร
- ตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์เทียบกับใบสูตรฉบับล่าสุด ทุกครั้งก่อนสั่งพิมพ์ฉลากและก่อนนำฉลากไปใช้ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนผู้ขาย และเก็บบันทึกการตรวจสอบพร้อมชื่อผู้ตรวจไว้ทุกครั้ง
- ชี้แจงพนักงานทุกคนด้วยตารางสารก่อภูมิแพ้ของโรงงานเอง ไม่ใช่ด้วยเอกสารทั่วไป ให้พนักงานทราบว่าสูตรใดมีสารก่อภูมิแพ้ ต้องทำอะไรเมื่อเปลี่ยนสูตร และต้องแจ้งใครเมื่อพบผงหรือเศษของสูตรก่อนหน้าตกค้าง แล้วบันทึกการชี้แจงไว้
ตรวจสอบเฉพาะวัตถุดิบหลักแต่ไม่ได้อ่านฉลากของผงปรุงรสและสารปรุงแต่ง — สารก่อภูมิแพ้มักซ่อนอยู่ในส่วนประกอบย่อยของวัตถุดิบผสม ซึ่งเป็นจุดที่ตารางสารก่อภูมิแพ้มักไม่ครบ
ใช้ข้อความแจ้งเตือนบนฉลากแทนการควบคุมตั้งแต่ต้น — ข้อ 13.2.7 ระบุให้แจ้งผู้บริโภคเมื่อไม่สามารถป้องกันการสัมผัสข้ามได้แม้ได้ดำเนินมาตรการควบคุมอย่างดีแล้ว การใช้ข้อความดังกล่าวโดยยังไม่ได้ควบคุมจึงไม่ตรงกับลำดับที่ข้อนี้วางไว้
ถ่ายแบ่งวัตถุดิบใส่ภาชนะโดยไม่ติดป้ายชี้บ่ง — ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ทราบว่าผงในภาชนะมีสารก่อภูมิแพ้ชนิดใด และเป็นสาเหตุของการหยิบผิดที่พบบ่อย
เปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนผู้ขายแล้วไม่ได้ทบทวนฉลาก — เป็นสาเหตุของการเรียกคืนผลิตภัณฑ์เรื่องสารก่อภูมิแพ้ที่พบมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะฉลากเดิมยังถูกใช้ต่อกับสูตรที่เปลี่ยนไปแล้ว
สร้างเอกสารมากเกินขนาดโรงงานตั้งแต่วันแรก เช่น วางแผนตรวจสารก่อภูมิแพ้บนพื้นผิวทุกสัปดาห์ ทั้งที่ยังใช้อุปกรณ์ชั่งตวงร่วมกันทุกสูตรและยังไม่มีลำดับการผลิต — การจัดลำดับผลิตภัณฑ์และการแยกอุปกรณ์ให้ผลมากกว่าในระยะแรก
แบบฟอร์มที่ข้อนี้ต้องมี
หลักฐานที่ข้อนี้คาดหวังจัดเป็นแบบฟอร์ม 4 ฉบับ ตามตารางด้านล่าง ใช้เป็นรายการตรวจว่าโรงงานของท่านมีหลักฐานครบแล้วหรือยัง
| รหัส | แบบฟอร์ม | ใช้เป็นหลักฐานเรื่อง |
|---|---|---|
| GHP-13.2.7-01 | ตารางสารก่อภูมิแพ้ของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ | ข้อ 13.2.7 การชี้บ่งสารก่อภูมิแพ้ในวัตถุดิบ ส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ |
| GHP-13.2.7-02 | บันทึกการตรวจรับและการควบคุมการจัดเก็บวัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้ | ข้อ 13.2.7 ระบบจัดการที่จุดรับเข้าและระหว่างการจัดเก็บ |
| GHP-13.2.7-03 | ลำดับการผลิตและบันทึกการเปลี่ยนสายการผลิตระหว่างสูตรที่มีสารก่อภูมิแพ้ต่างกัน | ข้อ 13.2.7 การป้องกันการสัมผัสข้าม · การจัดลำดับผลิตภัณฑ์ · การทำความสะอาดเมื่อเปลี่ยนสาย |
| GHP-13.2.7-04 | บันทึกการตรวจสอบฉลากและการชี้แจงพนักงานเรื่องสารก่อภูมิแพ้ | ข้อ 13.2.7 การป้องกันสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่ได้ระบุบนฉลาก · การแจ้งผู้บริโภค · ความตระหนักของผู้ปฏิบัติงาน |
ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายของผู้บริหารจนถึงการสอบกลับและเรียกคืน ใช้เวลา 3 นาที ดูว่าควรเริ่มแก้จากข้อไหน
ดาวน์โหลด PDF → ต้องการเอกสาร Word ครบทั้งระบบ คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ · ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022 ราคา 1,290 บาทแบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่เอกสารของ Codex และไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับ Codex ไม่ได้กำหนดรูปแบบบันทึกไว้ตายตัว แบบฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ให้ปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์และขนาดของโรงงาน และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์ของ Codex หรือของหน่วยรับรองใด และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทบทวนเอกสารของตนเอง
- กำหนดรายการสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องควบคุมแล้ว โดยอ้างกฎหมายว่าด้วยฉลากอาหารของตลาดที่จำหน่ายและวัตถุดิบที่โรงงานใช้จริง
- ตารางสารก่อภูมิแพ้ครอบคลุมผงปรุงรส สารปรุงแต่ง และวัตถุดิบผสมทุกรายการ ไม่ใช่เฉพาะวัตถุดิบหลัก
- วัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้จัดเก็บในตำแหน่งที่ไม่หกรดลงบนวัตถุดิบอื่น และภาชนะที่ถ่ายแบ่งมีป้ายชี้บ่งครบ
- มีลำดับการผลิตที่กำหนดให้ผลิตสูตรที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ก่อน และพนักงานปฏิบัติตามจริง
- บันทึกการเปลี่ยนสายการผลิตมีผู้ยืนยันที่ถอดชิ้นส่วนตรวจจริง ไม่ใช่ตรวจเฉพาะผิวนอก
- ฉลากผลิตภัณฑ์ได้รับการตรวจสอบเทียบกับใบสูตรฉบับล่าสุด โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนผู้ขาย
ซีรีส์นี้ตั้งใจให้โรงงานทำระบบได้ด้วยตนเอง บทความทุกตอนเปิดให้อ่านได้ฟรี พร้อมรายการแบบฟอร์มที่แต่ละข้อต้องมี หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาลงหน้างาน ตรวจประเมินช่องว่างก่อนผู้ตรวจมา หรืออบรมพนักงานให้เข้าใจข้อกำหนดในภาษาเดียวกัน เราพร้อมช่วย
- สารบัญซีรีส์ GHPs ทั้ง 35 ตอนครบตั้งแต่ข้อ 5.1 ถึงข้อ 15 พร้อมรายการแบบฟอร์มทุกตอน
- ชุดเอกสารระบบ GHPs Codex 2022คู่มือ QM · QP 22 ฉบับ · แบบฟอร์ม 89 ฉบับ ไฟล์ Word แก้ไขได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ GHPs และ HACCPลงหน้างาน วางเอกสารกับกระบวนการจริง
- อบรมข้อกำหนด GHPsให้ทีมอ่านข้อกำหนดได้อย่างเข้าใจก่อนลงมือ
- อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน GHPs และ HACCPให้ทีมตรวจเอกสารของตนเองก่อนผู้ตรวจภายนอกมา
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดโรงงาน เราจะประเมินขอบเขตงานให้
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายข้อ 13.2.7 ของ Codex General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2022 (GHPs revised 2022) ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของ Codex, FAO หรือ WHO และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตารางหลักฐาน ขั้นตอนลงมือทำ เช็กลิสต์ และแบบฟอร์มในบทความมาจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Codex ข้อกำหนดของกฎหมายไทย (เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหาร) ของมาตรฐานที่ขอการรับรอง และของลูกค้า อาจเข้มกว่าที่ Codex กำหนด การปฏิบัติจริงให้ยึดเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษ กฎหมายที่ใช้บังคับ และข้อกำหนดของหน่วยรับรองเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex Alimentarius — General Principles of Food Hygiene CXC 1-1969 (Rev. 2022) หน้าค้นหาข้อความ Codex ของ FAO/WHO
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
