เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากการอ่านข้อกำหนดของ ISO 22000 ชุด ISO 22002 และข้อกำหนดเพิ่มเติมของ FSSC 22000 Version 7 — ไม่ใช่เอกสารของ FSSC หรือ ISO ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน ถ้อยคำของข้อกำหนดให้อ่านจากเล่มจริงและจากประกาศฉบับปัจจุบันของ FSSC
มาตรฐานไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ที่ปรึกษา และไม่มีข้อกำหนดใดที่ทีมภายในทำเองไม่ได้
แต่ FSSC 22000 ต่างจากมาตรฐานอื่นตรงที่ความผิดพลาดครั้งเดียวราคาแพงกว่ามาก
เพราะการเลือกชุดเอกสารผิด หรือการวางลำดับผิดโดยเริ่มจากเขียนคู่มือก่อน
ทำให้ต้องรื้อทำใหม่ทั้งสามชั้น ไม่ใช่แก้เฉพาะเอกสารฉบับเดียว
1. เจ็ดเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้
| สภาพของโรงงาน | แนวโน้ม | เพราะอะไร |
|---|---|---|
| มีคนที่วิเคราะห์อันตรายได้เองและอธิบายที่มาของการตัดสินได้ | ทำเองได้ | เป็นความสามารถที่ตัดสินคุณภาพของทั้งระบบ ถ้าไม่มีคนแบบนี้ ระบบจะมีตารางวิเคราะห์ที่ให้คะแนนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่ผู้ตรวจจับได้ทันที |
| เคยผ่านการตรวจ GHPs หรือ HACCP จากลูกค้ามาแล้วหลายรอบ | ทำเองได้ | แสดงว่าฐานหน้างานและวินัยการเก็บบันทึกมีอยู่จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างยากที่สุด |
| มีคนดูแลระบบเต็มเวลา | ทำเองได้ | FSSC มีสามชั้นและมีข้อกำหนดเพิ่มเติมหลายหัวข้อที่ต้องไล่ให้ครบ งานนี้จึงไม่ใช่งานที่ฝากไว้กับคนที่มีงานประจำเต็มมือแล้วจะจบได้ |
| ยังไม่เคยแยกว่าใช้เล่มโปรแกรมพื้นฐานเล่มใดบ้าง | ควรใช้ที่ปรึกษา | การเลือกชุดเอกสารผิดตั้งแต่ต้นทำให้ต้องทำระบบซ้ำสองรอบ และเป็นข้อบกพร่องอันดับหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ Version 7 |
| อาคารและการแบ่งโซนยังไม่เรียบร้อย | ควรใช้ที่ปรึกษา | งานปรับปรุงทางกายภาพเป็นก้อนที่แพงที่สุดและแก้ยากที่สุด การรู้เร็วว่าต้องแก้อะไรและแก้เท่าไรก็พอ ช่วยประหยัดได้มากกว่าค่าที่ปรึกษา |
| มีเส้นตายจากลูกค้าหรือจากการเปลี่ยนผ่าน Version 6 | ควรใช้ที่ปรึกษา | เมื่อเวลาจำกัด ต้นทุนที่แพงที่สุดคือการลองผิดลองถูก โดยเฉพาะเมื่อการตรวจตาม Version 6 ทำได้ถึง 30 เมษายน 2027 เท่านั้น |
| เคยตกการตรวจหรือมีข้อบกพร่องหลักค้างอยู่ | ควรใช้ที่ปรึกษา | ข้อบกพร่องที่กลับมาซ้ำมักมีต้นตออยู่ที่ลำดับการวางระบบที่ผิดตั้งแต่ต้น ซึ่งคนในระบบมองไม่เห็นเพราะทำตามลำดับเดิมมาตลอด |
เกณฑ์ที่ต่างจากมาตรฐานอื่นชัดที่สุด — คือเกณฑ์เรื่องการเลือกชุดเอกสาร กับมาตรฐานเล่มเดียว การเริ่มผิดหมายถึงแก้เอกสารบางฉบับ แต่กับ FSSC การใช้เล่มโปรแกรมพื้นฐานไม่ครบชุด หมายถึงการวิเคราะห์อันตรายที่อ้างอิงข้อผิด แผนควบคุมที่ตามมาก็ผิด และเอกสารระบบทั้งชุดที่อ้างเลขข้อผิดตามไปด้วย โรงงานที่ไม่แน่ใจเรื่องนี้ควรจ้างเฉพาะขอบเขตนี้ก่อน แม้จะตั้งใจทำเองทั้งหมด
2. สิ่งที่ต้องทำเองเสมอ แม้จ้างที่ปรึกษา
- หน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง ทั้งการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร การทบทวนระบบ และการเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร ซึ่งมอบหมายให้ที่ปรึกษาทำแทนไม่ได้
- ความรู้เรื่องกระบวนการและผลิตภัณฑ์ของตนเอง ที่ปรึกษาไม่มีทางรู้ว่าขั้นตอนใดมีความแปรปรวนจริง หรือเครื่องจักรตัวใดที่ค่าหลุดบ่อยแต่ไม่เคยถูกบันทึก
- การเฝ้าระวังและเก็บบันทึกประจำวัน เป็นงานที่เกิดขึ้นทุกกะตลอดอายุระบบ และเป็นหลักฐานหลักที่ผู้ตรวจสุ่มดู
- การตรวจติดตามภายในให้ครบทั้งสามชั้น ควรทำโดยคนในองค์กร เพราะเป็นความสามารถที่ต้องมีต่อเนื่องหลังที่ปรึกษาถอนตัว
- การตอบคำถามผู้ตรวจในวันตรวจ ผู้ตรวจถามพนักงานหน้างาน ฝ่ายซ่อมบำรุง และฝ่ายทำความสะอาด ไม่ได้ถามที่ปรึกษา
- การรักษาสภาพหน้างานให้พร้อมตลอดเวลา เพราะ scheme กำหนดให้มีการตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
3. ถ้าจะจ้าง ควรจ้างแค่ไหน
| ขอบเขตงาน | เหมาะกับใคร |
|---|---|
| ประเมินช่องว่างอย่างเดียว | เหมาะกับโรงงานที่จะทำเองแต่อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหน ควรระบุให้ครอบคลุมทั้งสามชั้น โดยเฉพาะการเดินสำรวจหมวด 4 ถึง 17 ที่หน้างานจริง |
| เลือกชุดเอกสารและทำตารางเทียบข้อ | ขอบเขตเล็กแต่คุ้มที่สุดสำหรับโรงงานที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Version 6 เพราะป้องกันความผิดพลาดที่แพงที่สุด คือการทำระบบจากเอกสารผิดชุด |
| อบรมข้อกำหนดและอบรมผู้ตรวจติดตามภายใน | เหมาะกับโรงงานที่มีคนพร้อมแต่ยังขาดความรู้ ควรเลือกหลักสูตรที่ครอบคลุมทั้งสามชั้น ไม่ใช่เฉพาะ ISO 22000 |
| ร่วมทำการวิเคราะห์อันตรายและแผนควบคุม | เหมาะกับโรงงานที่ทำส่วนอื่นเองได้ แต่ติดที่งานที่ตัดสินคุณภาพของทั้งระบบ และเป็นงานที่ผู้ตรวจเจาะลึกที่สุด |
| วางระบบทั้งสามชั้นจนถึงวันตรวจ | เหมาะกับโรงงานที่มีเส้นตายชัดและไม่มีคนดูแลเต็มเวลา ควรระบุในขอบเขตงานว่ารวมข้อกำหนดเพิ่มเติมของ scheme ทุกหัวข้อและรวมการเตรียมตรวจด้วยหรือไม่ |
| ดูแลต่อเนื่องหลังได้ใบรับรอง | เหมาะกับโรงงานที่กังวลเรื่องการตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะสภาพหน้างานต้องพร้อมตลอดเวลา ไม่ใช่พร้อมเฉพาะช่วงใกล้วันตรวจ |
ขอบเขตที่คุ้มที่สุดสำหรับโรงงานที่มีคนพร้อม — คือการเลือกชุดเอกสารและทำตารางเทียบข้อ บวกกับการประเมินช่องว่างฝั่งโปรแกรมพื้นฐาน บวกกับการอบรมสองหลักสูตร แล้วให้ที่ปรึกษาร่วมทำเฉพาะการวิเคราะห์อันตราย สามเรื่องนี้ครอบคลุมความผิดพลาดที่แพงที่สุดทั้งหมด ส่วนงานเขียนเอกสารระบบที่เหลือ ทีมภายในทำได้เร็วกว่าที่คิดเมื่อมีโครงที่ถูกต้องแล้ว
4. สัญญาณอันตรายเวลาเลือกที่ปรึกษา
- ไม่ถามว่าโรงงานอยู่ใน category ใดของ scheme ก่อนเสนอราคา เพราะคำตอบนี้เป็นตัวกำหนดว่าต้องใช้เล่มรายภาคเล่มใด ซึ่งเปลี่ยนขอบเขตงานทั้งหมด
- เสนอเอกสารสำเร็จรูปให้เติมชื่อโรงงาน การวิเคราะห์อันตรายที่ไม่ได้มาจากกระบวนการจริง จะอธิบายที่มาของการตัดสินไม่ได้เมื่อถูกถาม
- เสนอเฉพาะโครงระบบ ISO 22000 โดยไม่รวมงานฝั่งโปรแกรมพื้นฐาน ทั้งที่เป็นชั้นที่หนักที่สุดและเป็นที่มาของข้อบกพร่องส่วนใหญ่
- ไม่พูดถึงข้อกำหนดเพิ่มเติมของ scheme เป็นรายหัวข้อ เช่น การเฝ้าระวังเชื้อในสิ่งแวดล้อม การจัดการสารก่อภูมิแพ้ และวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร ซึ่งแต่ละหัวข้อเป็นงานคนละลักษณะกัน
- รับรองว่าจะผ่านการตรวจแน่นอน ผลการตรวจเป็นดุลยพินิจของผู้ตรวจและหน่วยรับรอง ไม่มีใครรับประกันแทนได้
- เสนอเป็นผู้ตรวจติดตามภายในให้ด้วยหลังจากเป็นผู้จัดทำเอกสาร ขัดกับหลักความเที่ยงธรรมของการตรวจ
5. หลักฐานที่บอกได้ว่าระบบเป็นของโรงงานจริง
| หลักฐาน | ผู้รับผิดชอบ | สิ่งที่ผู้ตรวจมักขอดู |
|---|---|---|
| บันทึกความสามารถของทีมความปลอดภัยอาหาร | ฝ่ายบุคคล / ทีมระบบ | ISO 22000 กำหนดให้ทีมความปลอดภัยอาหารต้องมีความรู้และประสบการณ์ที่เหมาะสม ผู้ตรวจดูว่าทีมของโรงงานมีความสามารถจริงหรือไม่ ไม่ได้ดูว่าใครเป็นคนเขียนเอกสาร |
| หลักฐานความเที่ยงธรรมของผู้ตรวจติดตามภายใน | ทีมระบบ | ผู้ตรวจต้องไม่ตรวจงานของตนเอง ถ้าที่ปรึกษาเป็นผู้จัดทำเอกสาร ก็ไม่ควรเป็นผู้ตรวจติดตามภายในให้เช่นกัน |
| บันทึกการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูง | ผู้บริหารระดับสูง | ทั้งการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร และการทบทวนระบบ เป็นจุดที่แยกได้ชัดว่าระบบเป็นของโรงงานจริงหรือเป็นของที่ปรึกษา |
| บันทึกการทบทวนการวิเคราะห์อันตรายโดยทีมภายใน | ทีมความปลอดภัยอาหาร | แสดงว่าโรงงานดูแลต่อเองได้หลังที่ปรึกษาถอนตัว โดยเฉพาะเมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ วัตถุดิบใหม่ หรือเปลี่ยนกระบวนการ |
| แผนการส่งมอบงานจากที่ปรึกษาสู่ทีมภายใน | ทีมระบบ | ไม่ใช่ข้อกำหนดของมาตรฐาน แต่ควรมีในสัญญา ระบุว่าใครดูแลข้อกำหนดเพิ่มเติมหัวข้อใดต่อ และถ่ายทอดความรู้เมื่อใด |
6. ทางสายกลางที่ใช้ได้จริงที่สุด
จากโครงการที่เราทำ รูปแบบที่ได้ผลดีที่สุดคือ ให้ที่ปรึกษาวางลำดับ เลือกชุดเอกสาร และร่วมทำการวิเคราะห์อันตราย แล้วให้ทีมภายในเป็นคนเดินสำรวจหน้างานและเก็บบันทึกเอง
เหตุผลคือ FSSC 22000 มีการตรวจตามรอบทุกปีและมีการตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ระบบจึงต้องอยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ดีเฉพาะปีแรก ถ้าทีมภายในไม่เคยเดินสำรวจหมวด 4 ถึง 17 ด้วยตนเอง จะไม่มีใครรู้ว่าข้อใดผูกกับจุดใดของโรงงาน และเมื่อมีการต่อเติมสายการผลิตหรือเปลี่ยนวัตถุดิบ ก็จะไม่มีใครรู้ว่าต้องทบทวนอะไรบ้าง
ข้อเสนอแนะในบทความนี้เป็นแนวทางจากประสบการณ์วางระบบให้โรงงานอาหารและบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่ข้อกำหนดของมาตรฐานหรือของ scheme มาตรฐานไม่ได้ระบุว่าต้องใช้หรือห้ามใช้ที่ปรึกษา และไม่มีผู้ใดรับประกันผลการตรวจได้ เกณฑ์การตัดสินเป็นดุลยพินิจของผู้ตรวจและหน่วยรับรองแต่ละราย SP Solution Center เป็นผู้ให้คำปรึกษาและฝึกอบรม ไม่ใช่หน่วยรับรอง
เรารับงานได้ตั้งแต่ช่วยเลือกชุดเอกสารและทำตารางเทียบข้อ ไปจนถึงวางระบบทั้งสามชั้นจนถึงวันตรวจ และแนะนำตรง ๆ ถ้าเห็นว่าทีมของท่านทำเองได้โดยต้องการเพียงการวางลำดับและการอบรม เพราะระบบที่ทีมภายในเดินสำรวจเองคือระบบที่อยู่รอดการตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าได้
- ที่ปรึกษาวางระบบ FSSC 22000วางระบบให้ใช้ได้จริงกับโรงงานอาหารและบรรจุภัณฑ์
- อบรมข้อกำหนด FSSC 22000 Version 7สำหรับทีมที่ต้องวางระบบเอง
- อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน FSSC 22000ฝึกตรวจให้เจอของจริง ไม่ใช่ตรวจเอกสาร
- เริ่มทำ FSSC 22000 v7 จากอะไรก่อนลำดับการลงมือทำพร้อมคู่มือตัวอย่าง
บทความนี้สรุปสาระด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือเอกสารอย่างเป็นทางการของ FSSC หรือ ISO และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานที่แนะนำเป็นแนวทางจากประสบการณ์วางระบบให้โรงงานอาหารและบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่รายการที่มาตรฐานกำหนดไว้ ข้อกำหนดเพิ่มเติมของ scheme เปลี่ยนตามเวอร์ชัน จึงต้องตรวจสอบประกาศฉบับปัจจุบันของ FSSC ประกอบเสมอ กำหนดเวลาการเปลี่ยนผ่าน จำนวนวันตรวจ และเงื่อนไขการตรวจ ให้ยืนยันกับหน่วยรับรองของท่าน SP Solution Center เป็นผู้ให้คำปรึกษาและฝึกอบรม ไม่ใช่หน่วยรับรอง
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
