ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
BRCGS Food Safety Issue 9 · ตอนที่ 23 จาก 35

ข้อ 5.1–5.2 การออกแบบผลิตภัณฑ์และการติดฉลาก
ไล่ทีละข้อ 5.1.1 ถึง 5.2.4 พร้อมหลักฐานที่ต้องเตรียม

9 กันยายน 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center
ตอนที่ 23 จาก 35 · ซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ · ข้อ 5.1–5.2

เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง

สองหัวข้อนี้คือจุดที่ความผิดพลาดราคาแพงที่สุดของอุตสาหกรรมอาหารเกิดขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบผิดตั้งแต่ต้นทางจะถูกผลิตซ้ำจนกว่าจะมีคนจับได้ และฉลากที่ระบุสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ไม่ครบคือสาเหตุอันดับต้นของการเรียกคืน (recall) สินค้าทั่วโลก
ในประสบการณ์ของเรา โรงงานส่วนใหญ่มีงานพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว แต่ทำแบบไม่มีระเบียบปฏิบัติรองรับ จึงไม่มีหลักฐานว่าใครประเมินความเสี่ยง ใครอนุมัติ และอนุมัติก่อนหรือหลังของเข้าโรงงาน
ตอนนี้จะไล่ให้ครบทั้งแปดข้อย่อยว่าแต่ละข้อต้องการอะไร และเส้นแบ่งระหว่างข้อ 5.2 กับข้อ 6.2 อยู่ตรงไหน

1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้

เจตนารมณ์ของหัวข้อ สรุปด้วยถ้อยคำของเรา

ข้อ 5.1 กำหนดให้ต้องมีระเบียบปฏิบัติสำหรับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งกรณีผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการใหม่ และการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ หรือวิธีการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ผลิตออกมาปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นที่มาตรฐานย้ำคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการนำวัตถุดิบใหม่เข้ามา ต้องไม่กระทบกิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์เดิมที่ทำอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือการนำสารก่อภูมิแพ้หรือความเสี่ยงทางจุลชีววิทยาที่ยังไม่เคยมีในพื้นที่นั้นเข้ามา ซึ่งต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) และมีมาตรการจัดการก่อน มิฉะนั้นผลิตภัณฑ์เดิมจะถูกปนเปื้อนโดยไม่มีใครตั้งใจ

ข้อ 5.2 กำหนดให้ฉลากผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีข้อมูลเพียงพอให้จัดการ จัดแสดง จัดเก็บ และเตรียมผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะโดยผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารหรือโดยลูกค้า เหตุผลที่หัวข้อนี้ถูกเขียนไว้เข้มคือความผิดพลาดของฉลากยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิตจึงต้องมีกระบวนการที่มั่นคงพอจะสร้างฉลากที่ถูกต้องและถูกกฎหมายได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ถูกต้องเป็นครั้งคราวเพราะบังเอิญมีคนช่างสังเกตมาตรวจทาน

เส้นแบ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือข้อ 5.2 กับข้อ 6.2 ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ข้อ 5.2 เป็นเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลบนฉลาก คือฉลากที่ออกแบบมาตรงกับสูตร ตรงกับข้อกำหนดจำเพาะ (specification) ของวัตถุดิบ และตรงกับกฎหมายของประเทศปลายทางที่จะนำผลิตภัณฑ์ไปใช้หรือไม่ ส่วนข้อ 6.2 การควบคุมฉลากและการบรรจุ เป็นเรื่องของการควบคุมในสายการผลิตว่าฉลากที่ถูกต้องนั้น ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์และรุ่นการผลิตที่ถูกต้องจริงหรือไม่ พูดสั้น ๆ คือข้อ 5.2 ถามว่าฉลากถูกต้องหรือไม่ ข้อ 6.2 ถามว่าติดถูกใบหรือไม่ และที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ข้อ 6.2 ถูกกำกับไว้เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (fundamental requirement) ส่วนข้อ 5.1 และ 5.2 ไม่ใช่ แต่ทั้งสองข้อนี้พังพร้อมกันได้เสมอ เพราะฉลากที่ถูกออกแบบผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้ระบบควบคุมในสายการผลิตดีเพียงใดก็ยังเป็นฉลากที่ผิดอยู่ดี นอกจากนี้ยังมีข้อ 5.5 การออกแบบและการจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องทำงานเชื่อมกันทั้งวงจร

2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้

ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้

ข้อเรื่องตรวจที่เกี่ยวกับใคร
5.1.1ระเบียบปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และข้อจำกัดของขอบเขตทั้งสองฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายการตลาด
5.1.2การอนุมัติโดยทีม HACCP ก่อนนำเข้าสู่โรงงานเอกสารหัวหน้าทีม HACCP หรือสมาชิกทีม HACCP ที่ได้รับมอบอำนาจ ร่วมกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
5.1.3–5.1.4การทดลองผลิตจริงและการกำหนดอายุการเก็บรักษาเอกสารฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต
5.2.1ความถูกต้องตามกฎหมายของฉลาก และการอนุมัติอาร์ตเวิร์กเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้ที่ได้รับมอบอำนาจอนุมัติอาร์ตเวิร์ก
5.2.2–5.2.3การทบทวนฉลากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง และการส่งข้อมูลให้ผู้จัดทำฉลากภายนอกเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และฝ่ายที่ติดต่อลูกค้า
5.2.4การพิสูจน์ความใช้ได้ของคำแนะนำการปรุงสุกเอกสารฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ

รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS

3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร

5.1.1ระเบียบปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และข้อจำกัดของขอบเขต

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายการตลาด

บริษัทต้องมีระเบียบปฏิบัติสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และสำหรับการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์เดิม บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิต โดยระเบียบปฏิบัตินี้ต้องครอบคลุมข้อจำกัดของขอบเขตการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อควบคุมไม่ให้มีการนำอันตรายที่สถานที่ผลิตหรือลูกค้ายอมรับไม่ได้เข้ามา ตัวอย่างของอันตรายลักษณะนี้คือการนำสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่เข้าสถานที่ผลิต การใช้บรรจุภัณฑ์แก้ว ความเสี่ยงทางจุลชีววิทยา หรือการใช้วัตถุดิบที่อาจกระทบคำกล่าวอ้าง (claims) ของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว

ข้อนี้ถูกกำกับให้ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน ในทางปฏิบัติหมายความว่าผู้ตรวจอาจเดินไปดูห้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือดูตัวอย่างวัตถุดิบที่รอทดลอง แล้วเทียบกับข้อจำกัดที่ท่านเขียนไว้ในระเบียบปฏิบัติ หากนโยบายของสถานที่ผลิตประกาศว่าไม่รับถั่วลิสงเข้าพื้นที่ แล้วมีถั่วลิสงตัวอย่างวางอยู่ในห้องพัฒนา นั่นคือความไม่สอดคล้องที่พิสูจน์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดเอกสารใด

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • เจตนารมณ์ของข้อนี้คือทำให้งานพัฒนาผลิตภัณฑ์กลายเป็นกระบวนการที่เป็นทางการ ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำกันเองระหว่างฝ่ายขายกับฝ่ายผลิต เพื่อไม่ให้การออกแบบและการนำเข้าสู่พื้นที่ผลิตกระทบความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายของทั้งผลิตภัณฑ์เดิมและผลิตภัณฑ์ใหม่
  • ระเบียบปฏิบัติต้องทำให้งานพัฒนาสอดคล้องกับนโยบายอื่นของสถานที่ผลิตที่กำหนดไว้แล้วว่าจะจัดการผลิตภัณฑ์หรืออันตรายประเภทใดได้บ้าง ตัวอย่างที่เอกสารยกไว้คือกรณีที่สถานที่ผลิตมีนโยบายกันสารก่อภูมิแพ้บางชนิดออกไปแล้ว หรือกรณีที่คำกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์เดิมจะเสียไป
  • ข้อนี้ต้องทำงานคู่กับแผนความปลอดภัยอาหาร ไม่ใช่แยกกันคนละระบบ โดยเชื่อกับข้อ 5.1.2 เรื่องการอนุมัติโดยทีม HACCP และเชื่อกับข้อกำหนดว่าด้วยการทบทวนแผน HACCP เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
  • ข้อจำกัดที่กำหนดไว้ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากสถานที่ผลิตไม่มีข้อจำกัดใด ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นเอกสาร ประเด็นคือหากมีข้อจำกัดจริงแล้วไม่เขียนไว้ จะไม่มีอะไรยืนยันว่าทีมพัฒนารู้ขอบเขตของตน
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์เดิม ที่ครอบคลุมทั้งสูตร บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิต
  • เอกสารระบุข้อจำกัดของขอบเขตการพัฒนา เช่น รายการสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่รับเข้าสถานที่ผลิต หรือการห้ามใช้บรรจุภัณฑ์แก้ว
  • ผังขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ระบุจุดตัดสินใจ ผู้อนุมัติแต่ละขั้น และเอกสารที่ต้องมีในแต่ละขั้น
  • ตัวอย่างโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปิดแล้วสองถึงสามโครงการ พร้อมเอกสารครบตามระเบียบปฏิบัติ
  • บันทึกการทบทวนคำกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์เดิมที่ผลิตในพื้นที่เดียวกัน เมื่อมีการนำวัตถุดิบใหม่เข้ามา

5.1.2การอนุมัติโดยทีม HACCP ก่อนนำเข้าสู่โรงงาน

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ หัวหน้าทีม HACCP หรือสมาชิกทีม HACCP ที่ได้รับมอบอำนาจ ร่วมกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกรายการ และการเปลี่ยนแปลงสูตร บรรจุภัณฑ์ หรือวิธีการผลิตทุกครั้ง ต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยหัวหน้าทีม HACCP หรือสมาชิกทีม HACCP ที่ได้รับมอบอำนาจ การอนุมัตินี้ต้องทำให้มั่นใจว่าอันตรายได้รับการประเมินแล้ว และมาตรการควบคุม (control measure) ที่เหมาะสม ซึ่งระบุผ่านระบบ HACCP ได้ถูกนำไปปฏิบัติ โดยการอนุมัติต้องเกิดขึ้นก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะถูกนำเข้าสู่สภาพแวดล้อมของโรงงาน

คำว่าก่อนนำเข้าสู่โรงงานเป็นถ้อยคำที่มีนัยสำคัญมาก และเป็นจุดที่โรงงานไทยพลาดบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้ ลำดับที่ถูกต้องคือประเมินและลงนามก่อน แล้วจึงเริ่มทดลองผลิต ไม่ใช่ทดลองผลิตให้เสร็จก่อน แล้วค่อยให้ทีม HACCP เซ็นย้อนหลังตอนจะขึ้นทะเบียนสินค้า

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • เอกสารแนวทางย้ำว่าสถานที่ผลิตต้องเข้าใจเหตุผลด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกรายการ คือรู้ว่าอะไรทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยต่อการบริโภค เช่น สภาวะการแปรรูปอย่างการหุงต้มหรือการควบคุมอุณหภูมิ คุณสมบัติภายในของผลิตภัณฑ์อย่างค่าความเป็นกรดด่างหรือค่าวอเตอร์แอกทิวิตี การควบคุมอายุการเก็บรักษา (shelf life) หรือผลของส่วนผสมบางชนิดเช่นวัตถุกันเสีย
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ หรือสภาวะการผลิต ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยได้ การให้ทีม HACCP ลงนามจึงมีไว้เพื่อให้มั่นใจว่ามีคนเข้าใจผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นจริง
  • คำอธิบายของการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ หรือกระบวนการ ต้องถูกส่งให้ทีม HACCP อย่างครบถ้วน และพิสูจน์ได้ด้วยบันทึกการลงนาม เช่น แบบฟอร์มขออนุมัติการเปลี่ยนแปลง
  • บันทึกต้องมีแม้ในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทำให้ต้องแก้แผน HACCP หรือแผนความปลอดภัยอาหาร เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์คือมีการประเมิน ไม่ใช่มีการแก้ไข
  • การลงนามต้องเสร็จก่อนเริ่มการทดลองผลิต เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงใหม่ เช่น สารก่อภูมิแพ้ เข้าสู่โรงงานโดยยังไม่มีมาตรการควบคุมที่ทีม HACCP อนุมัติ
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • แบบฟอร์มขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงที่ลงนามโดยหัวหน้าทีม HACCP พร้อมวันที่ที่เห็นได้ว่าก่อนวันทดลองผลิต
  • เอกสารมอบอำนาจระบุชื่อสมาชิกทีม HACCP ที่มีอำนาจลงนามแทน
  • บันทึกการประเมินอันตรายของผลิตภัณฑ์หรือการเปลี่ยนแปลงนั้น พร้อมมาตรการควบคุมที่กำหนด
  • บันทึกกรณีที่ประเมินแล้วไม่ต้องแก้แผน HACCP พร้อมเหตุผลประกอบ
  • สรุปเหตุผลด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ค่าความเป็นกรดด่าง ค่าวอเตอร์แอกทิวิตี หรือสภาวะการฆ่าเชื้อที่ใช้

5.1.3–5.1.4การทดลองผลิตจริงและการกำหนดอายุการเก็บรักษา

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต

ข้อ 5.1.3 กำหนดให้ต้องทำการทดลองโดยใช้เครื่องจักรของสายการผลิตจริง ในกรณีที่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า สูตรผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพตามที่ต้องการได้ ส่วนข้อ 5.1.4 กำหนดให้ต้องทำการทดสอบอายุการเก็บรักษาเริ่มต้น ด้วยระเบียบวิธีที่เป็นเอกสารซึ่งสะท้อนสภาวะที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่งและกระจายสินค้า จนถึงการใช้งานและการจัดการโดยผู้บริโภค ผลการทดสอบต้องถูกบันทึกและเก็บรักษาไว้ และต้องยืนยันว่าเป็นไปตามเกณฑ์ทางจุลชีววิทยา เคมี และเกณฑ์ด้านประสาทสัมผัสที่เกี่ยวข้อง หากการทดสอบก่อนการผลิตทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เช่นในผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีอายุยาว ต้องจัดทำเหตุผลประกอบเชิงวิทยาศาสตร์เป็นเอกสารสำหรับอายุที่กำหนดไว้

ทั้งสองข้อนี้เป็นข้อที่ผู้ตรวจตามได้ง่ายที่สุดในหัวข้อ 5.1 เพราะขอดูผลิตภัณฑ์ที่ออกใหม่ล่าสุดรายการหนึ่ง แล้วไล่ย้อนกลับไปหาบันทึกการทดลองผลิตและแฟ้มอายุการเก็บรักษาได้ทันที สิ่งที่เราแนะนำเสมอคือให้แฟ้มของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการเก็บเอกสารทั้งชุดไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ใบอนุมัติทีม HACCP บันทึกการทดลอง จนถึงผลอายุการเก็บรักษา

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • การทดลองที่ข้อ 5.1.3 ต้องการคือการทดลองด้วยเครื่องจักรของการผลิตจริง ไม่ใช่การทดลองระดับครัวหรือระดับห้องปฏิบัติการ และต้องมีผลการทดสอบที่ยืนยันได้ว่าสูตรและกระบวนการผลิตให้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพตามที่ต้องการ
  • มีข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดคือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เดิมอย่างมากอาจไม่ต้องทดลองผลิต แต่หากเลือกที่จะไม่ทำ ต้องบันทึกเหตุผลไว้เป็นเอกสาร ไม่ใช่เว้นว่าง
  • เหตุผลที่อายุการเก็บรักษาถูกเขียนไว้เข้ม คือการกำหนดอายุยาวเกินไปทำให้เชื้อก่อโรคเติบโตถึงระดับที่ยอมรับไม่ได้หรือผลิตภัณฑ์เสื่อมเสีย ส่วนการกำหนดสั้นเกินไปทำให้เกิดของเสียโดยไม่จำเป็นและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การกำหนดอายุจึงต้องทำอย่างเป็นระบบและมีฐานทางวิทยาศาสตร์
  • ระเบียบวิธีต้องพิจารณาสภาวะการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตัวอย่างที่เอกสารยกไว้คือผลิตภัณฑ์แช่เย็นมักถูกจำลองให้อยู่ที่อุณหภูมิห้องราวสองชั่วโมงในช่วงกลางอายุ เพื่อเลียนแบบสภาพระหว่างที่ผู้บริโภคจับจ่ายในร้านค้า
  • ตัวอย่างที่ใช้ทดสอบอายุการเก็บรักษาควรมาจากการทดลองผลิตตามข้อ 5.1.3 ไม่ใช่ตัวอย่างที่ทำขึ้นต่างหาก และหากมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือมีการเก็บงานระหว่างผลิต ควรกำหนดอายุของวัสดุเหล่านั้นด้วย เพื่อให้ถูกใช้ภายในช่วงเวลาที่ถูกต้อง
  • การทวนสอบ (verification) อายุการเก็บรักษาอย่างต่อเนื่องหลังจากผลิตภัณฑ์วางขายแล้ว เป็นคนละข้อกันและอยู่ในข้อ 5.6.3 ข้อ 5.1.4 จำกัดอยู่ที่การกำหนดอายุเริ่มต้นเท่านั้น
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • บันทึกการทดลองผลิตด้วยเครื่องจักรจริง พร้อมวันที่ รุ่นที่ทดลอง และผลการทดสอบที่เกี่ยวข้อง
  • เอกสารเหตุผลประกอบในกรณีที่ไม่ได้ทำการทดลองผลิต เพราะผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เดิม
  • ระเบียบวิธีการทดสอบอายุการเก็บรักษาที่ระบุจุดชักตัวอย่าง ความถี่ และเกณฑ์การยอมรับ
  • ผลการทดสอบทางจุลชีววิทยา เคมี และการประเมินทางประสาทสัมผัสตลอดช่วงอายุที่กำหนด
  • เหตุผลประกอบเชิงวิทยาศาสตร์เป็นเอกสาร สำหรับผลิตภัณฑ์อายุยาวที่ไม่สามารถทดสอบเต็มรูปแบบก่อนผลิตได้
  • เอกสารกำหนดอายุของผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่และของงานระหว่างผลิต หากมีการใช้งานจริง

5.2.1ความถูกต้องตามกฎหมายของฉลาก และการอนุมัติอาร์ตเวิร์ก

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้ที่ได้รับมอบอำนาจอนุมัติอาร์ตเวิร์ก

ผลิตภัณฑ์ทุกรายการต้องติดฉลากให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายของประเทศปลายทางที่กำหนดให้ใช้ผลิตภัณฑ์นั้น และต้องมีข้อมูลที่ทำให้จัดการ จัดแสดง จัดเก็บ เตรียม และใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย ทั้งภายในห่วงโซ่อาหารและโดยลูกค้า ต้องมีกระบวนการทวนสอบว่าข้อมูลส่วนผสมและข้อมูลสารก่อภูมิแพ้บนฉลากถูกต้อง โดยอ้างอิงจากสูตรของผลิตภัณฑ์และจากข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบ และบริษัทต้องมีระเบียบปฏิบัติสำหรับการอนุมัติและการลงนามอาร์ตเวิร์ก

คำสำคัญของข้อนี้คือสองแหล่งอ้างอิง ไม่ใช่แหล่งเดียว การทวนสอบต้องเทียบทั้งกับสูตรและกับข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบ เหตุผลคือสารก่อภูมิแพ้จำนวนมากไม่ได้อยู่ในชื่อของวัตถุดิบ แต่ซ่อนอยู่ในองค์ประกอบของวัตถุดิบผสม เช่น ซอสปรุงรสที่มีถั่วเหลืองและข้าวสาลีอยู่ข้างใน การดูแต่สูตรจึงมองไม่เห็น

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ระเบียบปฏิบัติต้องรวมการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและการลงนามรับรองปรู๊ฟหรือแบบร่างของฉลากใหม่ ก่อนที่ฉลากนั้นจะถูกนำไปใช้จริง
  • การทวนสอบข้อมูลส่วนผสมและสารก่อภูมิแพ้ต้องอ้างอิงทั้งสูตรของผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบ และต้องพิจารณากฎหมายของประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ผลิตภัณฑ์จะถูกนำไปใช้
  • กรณีผลิตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า เจ้าของแบรนด์มักมีนโยบายเฉพาะสำหรับการจัดทำอาร์ตเวิร์กขั้นสุดท้าย สถานที่ผลิตอาจต้องขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ และหากไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการ สถานที่ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของเจ้าของแบรนด์แล้ว
  • กรณีที่บริษัทเป็นเจ้าของแบรนด์เอง การลงนามอนุมัติทำโดยผู้จัดการหรือพนักงานที่มีประสบการณ์และได้รับมอบอำนาจได้
  • ในการตรวจแบบไล่ตามรุ่นการผลิต ผู้ตรวจจะประเมินกระบวนการที่ทำให้ฉลากถูกต้อง และทวนสอบว่าระบบทำงานจริง โดยจะไม่ตรวจทุกองค์ประกอบของฉลากเพื่อยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย และจะไม่ทำหน้าที่รับรองฉลากให้ แต่จะสุ่มเลือกข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ให้สถานที่ผลิตพิสูจน์
  • ตัวอย่างที่เอกสารยกไว้ชัดเจน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีเนื้อสัตว์ร้อยละสิบ ผู้ตรวจอาจขอดูสูตรและผลการทำสมดุลมวล (mass balance) ของรุ่นการผลิตนั้น หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างแหล่งกำเนิดของประเทศใด ผู้ตรวจอาจขอหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบ และอาจเทียบข้อมูลส่วนผสมบนบรรจุภัณฑ์กับสูตรและข้อกำหนดจำเพาะโดยตรง
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติการอนุมัติและลงนามอาร์ตเวิร์ก ที่ระบุผู้มีอำนาจลงนามในแต่ละขั้น
  • บันทึกการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของฉลากใหม่แต่ละแบบ พร้อมชื่อผู้ตรวจสอบและวันที่
  • ตารางเทียบข้อมูลส่วนผสมและสารก่อภูมิแพ้บนฉลาก กับสูตรผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบทุกรายการ
  • ปรู๊ฟฉลากที่ลงนามอนุมัติแล้ว เก็บคู่กับรหัสอาร์ตเวิร์กและรุ่นของฉลากที่ใช้อยู่จริง
  • หลักฐานความเห็นชอบจากเจ้าของแบรนด์ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า
  • หลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างที่ปรากฏบนฉลาก เช่น การคำนวณสัดส่วนส่วนผสม หรือหลักฐานแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบ

5.2.2–5.2.3การทบทวนฉลากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง และการส่งข้อมูลให้ผู้จัดทำฉลากภายนอก

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และฝ่ายที่ติดต่อลูกค้า

ข้อ 5.2.2 กำหนดให้ต้องมีกระบวนการที่ได้ผลจริง ซึ่งทำให้ข้อมูลบนฉลากถูกทบทวนทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงห้าเรื่อง คือสูตรของผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ประเทศแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบ และกฎหมาย ส่วนข้อ 5.2.3 ใช้ในกรณีที่ข้อมูลบนฉลากเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า หรือของบุคคลที่สองหรือบุคคลที่สามที่ถูกกำหนดไว้ ในกรณีเช่นนั้นบริษัทต้องส่งข้อมูลให้ผู้ที่รับผิดชอบสองลักษณะ คือข้อมูลที่ทำให้จัดทำฉลากได้อย่างถูกต้อง และข้อมูลทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบข้อมูลบนฉลาก

ในทางปฏิบัติจุดที่ขาดบ่อยที่สุดของข้อ 5.2.2 คือการเปลี่ยนผู้ส่งมอบ เพราะฝ่ายจัดซื้อมองว่าเป็นวัตถุดิบชนิดเดียวกันจึงเปลี่ยนได้ทันที ทั้งที่ผู้ส่งมอบรายใหม่อาจมีองค์ประกอบหรือแหล่งกำเนิดต่างจากเดิม ทางแก้ที่ได้ผลคือทำให้การเปลี่ยนผู้ส่งมอบต้องผ่านการยืนยันจาก ฝ่ายประกันคุณภาพ เสมอ ก่อนออกใบสั่งซื้อ

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ความถูกต้องของฉลากมีความสำคัญลำดับต้นทั้งต่อความถูกต้องตามกฎหมาย ความปลอดภัยของผู้บริโภค และการรักษาความเป็นของแท้ (authenticity) ของผลิตภัณฑ์ เมื่อผลิตภัณฑ์ สูตร หรือส่วนผสมเปลี่ยน จึงต้องทบทวนข้อมูลบนฉลากทันที และหากพบว่าไม่ถูกต้องต้องนำไปสู่การเปลี่ยนฉลาก
  • กรณีที่มักถูกมองข้ามคือการเปลี่ยนองค์ประกอบของวัตถุดิบผสมที่ซื้อเข้ามา แนวปฏิบัติที่ดีคือให้ผู้ส่งมอบแจ้งการเปลี่ยนสูตรล่วงหน้าก่อนที่จะเปลี่ยนจริง และควรผูกข้อกำหนดนี้ไว้ในกระบวนการอนุมัติผู้ส่งมอบ (supplier approval)
  • การทบทวนต้องครอบคลุมกฎหมายของทั้งประเทศที่ผลิตและประเทศที่จำหน่าย ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง
  • ข้อ 5.2.3 ใช้เมื่อการตัดสินใจเรื่องข้อความบนบรรจุภัณฑ์ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของบริษัท ในสถานการณ์นั้นสถานที่ผลิตยังคงรับผิดชอบการส่งมอบข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ซึ่งใช้เป็นฐานของการจัดทำฉลาก
  • ต้องมีระบบที่ส่งข้อมูลตั้งต้นทั้งหมดไปยังลูกค้าหรือผู้ที่ถูกกำหนดไว้ และทำให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงถูกสื่อสารอย่างทันเวลา คำว่าทันเวลาหมายถึงก่อนที่ฉลากรุ่นเดิมจะถูกใช้กับผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไปแล้ว
  • ข้อ 5.2.1 ยังคงใช้บังคับแม้ลูกค้าหรือบุคคลที่สองหรือสามจะเป็นผู้จัดทำฉลาก จึงยังคงมีความคาดหวังว่าการอนุมัติและการลงนามอาร์ตเวิร์กจะต้องเกิดขึ้น การโอนงานออกไปไม่ได้โอนความรับผิดชอบตามข้อ 5.2.1 ออกไปด้วย
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติที่ระบุเหตุการณ์ทั้งห้าที่ต้องนำไปสู่การทบทวนฉลาก พร้อมผู้รับผิดชอบและกรอบเวลา
  • บันทึกการทบทวนฉลากจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในรอบปีที่ผ่านมา เช่น กรณีเปลี่ยนผู้ส่งมอบวัตถุดิบ
  • ข้อตกลงกับผู้ส่งมอบที่กำหนดให้ต้องแจ้งการเปลี่ยนสูตรหรือแหล่งกำเนิดล่วงหน้า
  • ทะเบียนติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของประเทศปลายทางที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลกระทบต่อฉลากแต่ละรายการ
  • บันทึกการส่งข้อมูลตั้งต้นให้ลูกค้าหรือผู้จัดทำฉลากภายนอก พร้อมวันที่และช่องทางที่ส่ง
  • บันทึกการแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ผู้จัดทำฉลากภายนอก พร้อมหลักฐานการตอบรับ

5.2.4การพิสูจน์ความใช้ได้ของคำแนะนำการปรุงสุก

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ

ในกรณีที่มีการให้คำแนะนำการปรุงสุกไว้เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ปลอดภัย คำแนะนำนั้นต้องได้รับการพิสูจน์ความใช้ได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อผู้บริโภคปรุงผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำที่ให้ไว้ จะได้ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมบริโภคและปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ

ข้อนี้ใช้เฉพาะกรณีที่คำแนะนำการปรุงสุกทำหน้าที่เป็นมาตรการควบคุมความปลอดภัย ไม่ใช่กรณีที่เขียนไว้เพื่อแนะนำวิธีรับประทานให้อร่อยเท่านั้น ท่านจึงควรระบุให้ชัดในเอกสารของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการว่าคำแนะนำนั้นเป็นมาตรการควบคุมหรือไม่ เพราะเป็นตัวชี้ว่าต้องมีข้อมูลพิสูจน์ความใช้ได้หรือไม่

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • คำว่าพิสูจน์ความใช้ได้อย่างครบถ้วนหมายถึงต้องมีข้อมูลยืนยัน ไม่ใช่การประมาณจากผลิตภัณฑ์ใกล้เคียง
  • สิ่งที่ต้องแสดงคือความสม่ำเสมอ คือปรุงตามคำแนะนำแล้วได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยทุกครั้ง ไม่ใช่ได้ผลในการทดสอบเพียงครั้งเดียว
  • ในทางปฏิบัติต้องคำนึงถึงความแตกต่างของอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้จริง เช่น กำลังวัตต์ของเตาไมโครเวฟที่ต่างกัน หรือขนาดชิ้นของผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์เดียวกัน
  • จุดที่ต้องวัดคือจุดที่ร้อนช้าที่สุดของผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นจุดที่ตัดสินว่าการปรุงเพียงพอหรือไม่
  • เมื่อสูตร ขนาดบรรจุ หรือบรรจุภัณฑ์เปลี่ยน คำแนะนำการปรุงสุกที่พิสูจน์ไว้เดิมอาจใช้ไม่ได้อีก จึงควรผูกข้อนี้เข้ากับการทบทวนตามข้อ 5.1.2 และ 5.2.2
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • รายงานการพิสูจน์ความใช้ได้ของคำแนะนำการปรุงสุก พร้อมข้อมูลอุณหภูมิที่จุดที่ร้อนช้าที่สุด
  • ระเบียบวิธีการทดสอบที่ระบุอุปกรณ์ ขนาดชิ้น และสภาวะตั้งต้นของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดสอบ
  • ผลการทดสอบทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑ์หลังปรุงตามคำแนะนำ
  • บันทึกการทบทวนคำแนะนำการปรุงสุกเมื่อมีการเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์
  • รายการผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ารายการใดมีคำแนะนำการปรุงสุกที่เป็นมาตรการควบคุมความปลอดภัย

4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้

เรื่องแรก ทีม HACCP ลงนามหลังทดลองผลิตไปแล้ว ข้อ 5.1.2 ระบุชัดว่าการอนุมัติต้องเกิดขึ้นก่อนผลิตภัณฑ์ถูกนำเข้าสู่สภาพแวดล้อมของโรงงาน และแนวทางตีความขยายความว่าต้องเสร็จก่อนเริ่มการทดลองผลิตด้วย แต่ในหลายโรงงาน ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์นำวัตถุดิบใหม่เข้ามาทดลองก่อน แล้วส่งเอกสารให้ทีม HACCP ลงนามตอนใกล้ขึ้นทะเบียนสินค้า ผู้ตรวจจับจุดนี้ได้ง่ายมากเพราะเพียงเทียบวันที่บนใบอนุมัติกับวันที่บนบันทึกการทดลองผลิต

เรื่องที่สอง ทวนสอบสารก่อภูมิแพ้จากสูตรอย่างเดียว ข้อ 5.2.1 กำหนดให้ทวนสอบจากทั้งสูตรของผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบ เหตุผลคือสารก่อภูมิแพ้จำนวนมากอยู่ในองค์ประกอบของวัตถุดิบผสมที่ซื้อเข้ามา ไม่ได้ปรากฏในชื่อวัตถุดิบบนสูตร โรงงานที่ตรวจทานฉลากโดยดูแต่สูตรจึงพลาดสารก่อภูมิแพ้ที่ซ่อนอยู่เป็นประจำ และนี่คือรูปแบบความผิดพลาดที่นำไปสู่การเรียกคืนสินค้ามากที่สุดรูปแบบหนึ่ง

เรื่องที่สาม เปลี่ยนผู้ส่งมอบโดยไม่ทบทวนฉลาก ข้อ 5.2.2 ระบุการเปลี่ยนผู้ส่งมอบและการเปลี่ยนประเทศแหล่งกำเนิดไว้เป็นเหตุการณ์ที่ต้องทบทวนฉลาก แต่ฝ่ายจัดซื้อมักถือว่าวัตถุดิบชื่อเดียวกันคือของเหมือนกัน จึงเปลี่ยนผู้ส่งมอบได้โดยไม่ต้องแจ้งใคร ผลที่ตามมาคือคำกล่าวอ้างแหล่งกำเนิดบนฉลากผิด หรือมีสารก่อภูมิแพ้เพิ่มเข้ามาโดยไม่มีใครรู้

เรื่องที่สี่ สับสนระหว่างข้อ 5.2 กับข้อ 6.2 เราพบบ่อยว่าโรงงานเตรียมหลักฐานเรื่องการควบคุมฉลากในสายการผลิตไว้อย่างดี คือมีการตรวจสอบฉลากต้นกะ มีการนับฉลากคงเหลือ มีการทำลายฉลากรุ่นเก่า ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักฐานของข้อ 6.2 แต่ไม่มีหลักฐานของข้อ 5.2 คือไม่มีบันทึกว่าใครตรวจสอบว่าข้อมูลบนฉลากแบบนั้นถูกต้องตามกฎหมายปลายทางตั้งแต่แรก สองเรื่องนี้ต้องเตรียมแยกกัน เพราะเป็นคนละข้อกำหนดและตอบคนละคำถาม

เรื่องที่ห้า ไม่มีเอกสารเหตุผลเมื่อไม่ได้ทำการทดลองผลิตหรือทดสอบอายุ ทั้งข้อ 5.1.3 และข้อ 5.1.4 เปิดทางให้ยกเว้นได้ในบางกรณี คือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เดิมอย่างมาก และผลิตภัณฑ์อายุยาวที่ทดสอบเต็มรูปแบบก่อนผลิตไม่ได้ แต่ทั้งสองกรณีกำหนดให้ต้องบันทึกเหตุผลไว้เป็นเอกสาร การไม่ทำแล้วเว้นว่างไว้ จึงกลายเป็นความไม่สอดคล้อง ทั้งที่การยกเว้นนั้นเองเป็นสิ่งที่ทำได้

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้

เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที

แจกฟรี · ไม่ต้องสมัครสมาชิก ใบตรวจหลักฐาน 5.1–5.2 — การออกแบบผลิตภัณฑ์และการติดฉลาก

ไฟล์ Word · ครอบคลุม 8 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 23 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ

ใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

← ตอนที่ 22 สัตว์พาหะ การจัดเก็บ และการส่งมอบขนส่งตอนที่ 24 การจัดการสารก่อภูมิแพ้ →
ให้เราช่วยได้ วางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9 กับหน้างานจริงของโรงงาน

ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ที่ปรึกษาและฝึกอบรม · BRCGS Food Safety เตรียมโรงงานให้พร้อมตรวจ BRCGS Food และฝึกผู้ตรวจภายในให้ตรวจเจอก่อน

ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในการตรวจครั้งแรกมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโรงงานรับผิดชอบชัดเจน เรารับตั้งแต่ประเมินช่องว่างเทียบข้อกำหนดทีละข้อ ไปจนถึงฝึกผู้ตรวจติดตามภายในให้ตรวจเจอก่อนวันตรวจจริง

ดูงานที่ปรึกษา BRCGS Food → หรือดูหลักสูตร อบรมข้อกำหนด BRCGS Food และ อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน BRCGS Food แจ้งจำนวนผู้เข้าอบรมและขอบเขตระบบมาได้ที่ หน้าขอใบเสนอราคา

หากต้องการให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

แจ้งให้เราทราบว่าโรงงานของคุณผลิตสิ่งใด และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ