FSSC 22000 = ISO 22000 + โปรแกรมพื้นฐานเฉพาะภาค (ชุด ISO 22002) + ข้อกำหนดเพิ่มเติมของ FSSC + กติกาการตรวจที่เข้มกว่า
จุดต่างที่ตัดสินในทางการค้าคือ FSSC 22000 ได้รับการยอมรับจาก GFSI ส่วน ISO 22000 เดี่ยว ๆ ไม่ได้รับ
ถ้าลูกค้าปลายทางระบุคำว่า GFSI มา ใบรับรอง ISO 22000 เพียงอย่างเดียวจะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขนั้น
คำถามนี้มักเกิดขึ้นตอนที่โรงงานเริ่มมีลูกค้าต่างประเทศ หรือเริ่มขายเข้าโมเดิร์นเทรด แล้วได้รับแบบสอบถามที่มีช่องให้กรอกชื่อมาตรฐาน คำตอบที่ถูกไม่ได้ขึ้นกับว่าตัวไหนดีกว่า แต่ขึ้นกับว่าคนที่ซื้อของจากคุณต้องการเห็นอะไร
ISO 22000 ให้โครง แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดพื้นฐาน
ISO 22000:2018 เป็นมาตรฐานระบบการจัดการ วางโครงว่าองค์กรต้องมีบริบท มีผู้นำ มีการวางแผน มีการปฏิบัติ มีการประเมินผล และมีการปรับปรุง โดยผูกเข้ากับหลักการ HACCP และแนวคิดการคิดบนฐานความเสี่ยงสองระดับ คือระดับองค์กรและระดับกระบวนการ
จุดที่หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ISO 22000 กำหนดว่าต้อง "มี" โปรแกรมพื้นฐาน แต่ไม่ได้ระบุว่าโปรแกรมพื้นฐานนั้นต้องประกอบด้วยอะไรบ้างในรายละเอียด ISO 22000 เปิดให้องค์กรไปเลือกเองว่าจะอ้างอิงอะไร ซึ่งยืดหยุ่นดีในแง่หนึ่ง แต่ทำให้เทียบกันข้ามโรงงานได้ยาก — และนั่นคือสาเหตุที่ผู้ซื้อรายใหญ่มักไม่ยอมรับใบรับรอง ISO 22000 เพียงอย่างเดียว
FSSC 22000 เติมสองชิ้นที่ขาดไป
FSSC 22000 ไม่ได้เขียนมาตรฐานใหม่ทับ ISO 22000 แต่นำมาประกอบร่างเป็นโครงการรับรอง โดยเติมสิ่งที่ ISO 22000 เว้นไว้:
ชิ้นที่หนึ่ง — โปรแกรมพื้นฐานเฉพาะภาค
ระบุชัดว่าต้องใช้มาตรฐานโปรแกรมพื้นฐานตัวไหนตามประเภทกิจการ เช่น ชุด ISO 22002 ที่แยกเป็นตัวสำหรับผู้ผลิตอาหาร สำหรับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร และสำหรับกิจการประเภทอื่น ผลคือคำว่า "โปรแกรมพื้นฐาน" มีเนื้อหาที่ตรวจสอบได้จริงและเทียบข้ามโรงงานได้
ชิ้นที่สอง — ข้อกำหนดเพิ่มเติมของ FSSC
เป็นชุดข้อกำหนดที่ FSSC เพิ่มเข้ามาเองเพื่อปิดช่องว่างที่ผู้ซื้อและ GFSI ให้ความสำคัญ ตัวอย่างที่โรงงานต้องเตรียมงานเพิ่มแน่นอน ได้แก่
- การจัดการสารก่อภูมิแพ้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงจนถึงการแสดงฉลาก
- การป้องกันการปลอมปนอาหารโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
- การป้องกันการก่อการร้ายทางอาหารและการเข้าถึงพื้นที่ผลิต
- วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร ที่ต้องมีแผนและวัดผลได้ ไม่ใช่เพียงติดป้ายรณรงค์
- การจัดการทรัพยากรและการควบคุมบริการที่จ้างภายนอก
และกติกาการตรวจที่เข้มกว่า
สิ่งที่โรงงานรู้สึกได้ชัดที่สุดคือ FSSC 22000 มีการตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าอยู่ในกติกา ซึ่งเปลี่ยนวิธีเตรียมตัวไปคนละแบบ — ระบบที่พึ่งพาการจัดเตรียมเฉพาะก่อนวันตรวจจะไม่ผ่านการตรวจ
ตารางเทียบ
| ประเด็น | ISO 22000:2018 | FSSC 22000 |
|---|---|---|
| ประเภท | มาตรฐานระบบการจัดการ | โครงการรับรอง ที่ใช้ ISO 22000 เป็นแกน |
| GFSI ยอมรับ | ไม่ | ใช่ |
| โปรแกรมพื้นฐาน | กำหนดว่าต้องมี แต่ไม่ระบุรายละเอียด | ระบุชัดว่าต้องใช้มาตรฐานตัวใดตามประเภทกิจการ |
| ข้อกำหนดเพิ่มเติม | ไม่มี | มี เช่น สารก่อภูมิแพ้ การป้องกันการปลอมปน วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร |
| การตรวจไม่แจ้งล่วงหน้า | ไม่ได้กำหนดไว้ในมาตรฐาน | อยู่ในกติกาของโครงการ |
| เหมาะกับใคร | โรงงานที่ต้องการโครงระบบที่ชัด และลูกค้ายังไม่ระบุ GFSI | โรงงานที่ขายให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือส่งออก และถูกถามหา GFSI |
| ภาระงานเมื่อเทียบกัน | น้อยกว่า | มากกว่า ทั้งงานเอกสารและงานหน้างาน |
แล้วควรเลือกมาตรฐานใด
ตัวตัดสินไม่ใช่ความชอบของทีมคุณภาพ แต่คือปลายทางของสินค้า พิจารณาตามลำดับนี้:
- ถามลูกค้าปลายทางให้ได้ชื่อมาตรฐาน ไม่ใช่เพียงคำว่า "มาตรฐานสากล" — ถ้าเขาตอบว่าต้องเป็น GFSI-recognised คำตอบก็ชัดเจนแล้วว่าต้อง FSSC 22000 หรือ BRCGS
- ดูว่าจะส่งออกหรือขายผ่านโมเดิร์นเทรดหรือไม่ ถ้าใช่ ควรวางแผนเผื่ออนาคตไว้ เพราะการยกระดับทีหลังเสียเวลากว่าการวางเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น
- ประเมินกำลังคนที่มีจริง FSSC ต้องการคนที่ดูแลระบบต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการที่ทำจบแล้ววาง หากทีมยังมีกำลังคนน้อยมาก การทำ ISO 22000 ให้แน่นก่อนแล้วจึงขยายต่อก็เป็นทางที่สมเหตุสมผล
- อย่าลืมฐาน ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน ถ้า GHPs และ HACCP ยังไม่นิ่ง ทั้งสองตัวจะสะดุดตั้งแต่การวิเคราะห์อันตราย
กรณีที่เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดประโยชน์ที่พบบ่อยคือโรงงานรีบทำ ISO 22000 เพราะลูกค้าบอกว่า "ขอมาตรฐานสากล" เมื่อได้ใบรับรองแล้วส่งไปให้ลูกค้า กลับได้คำตอบว่าต้องเป็นมาตรฐานที่ GFSI ยอมรับ สุดท้ายต้องเริ่มงาน FSSC ต่อในปีถัดมา ทั้งที่ถ้าถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า "ขอชื่อมาตรฐานที่ท่านยอมรับ" จะวางแผนรวบเป็นรอบเดียวได้ — คำถามเดียวนี้ประหยัดได้ทั้งเวลาและค่าตรวจรอบหนึ่ง
ทำ ISO 22000 ไว้แล้ว ต่อยอดยากหรือไม่
ไม่ยากอย่างที่กังวล เพราะโครงระบบบริหารเป็นตัวเดียวกันทั้งหมด — นโยบาย บทบาทหน้าที่ การวางแผน การตรวจติดตามภายใน การทบทวนของฝ่ายบริหาร ทั้งหมดใช้ต่อได้เลย งานที่ต้องเพิ่มมักอยู่ในสองส่วนหลัก
ส่วนแรกคือทำโปรแกรมพื้นฐานให้ครบตามมาตรฐานที่ระบุ ซึ่งส่วนใหญ่โรงงานทำอยู่แล้วในทางปฏิบัติ แต่ไม่ได้เขียนไว้ครบตามหมวด จึงเป็นงานรวบรวมให้ครบมากกว่างานสร้างใหม่
ส่วนที่สองคือข้อกำหนดเพิ่มเติมของ FSSC ซึ่งมักเป็นงานใหม่จริง โดยเฉพาะการป้องกันการปลอมปนโดยเจตนาและวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร ที่ต้องมีทั้งการประเมิน แผน และหลักฐานว่าทำจริง
ข้อแตกต่างที่ชัดที่สุดข้อหนึ่งคือ ISO 22000 ไม่มีข้อกำหนดเรื่องวัฒนธรรม ขณะที่ FSSC 22000 เพิ่มเรื่องนี้เป็นข้อกำหนดของโครงการเอง ดูคำอธิบายและตารางเทียบได้ที่ วัฒนธรรมคุณภาพและวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร
อีกเรื่องที่ควรวางแผนล่วงหน้าคือ FSSC 22000 มีการออกเวอร์ชันใหม่เป็นระยะ พร้อมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่กำหนดไว้ชัดเจน โรงงานที่กำลังจะเริ่มควรตรวจสอบก่อนว่าจะถูกตรวจด้วยเวอร์ชันใด เพื่อไม่ต้องแก้เอกสารสองรอบ
บทความนี้เรียบเรียงด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐานหรือกฎหมายฉบับใด การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงฉบับจริงเป็นหลัก
