เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง
ข้อ 2.8 และ 2.9 มีข้อย่อยรวมกันเพียงสามข้อ แต่เป็นสามข้อที่เราพบข้อบกพร่อง (non-conformity) บ่อยที่สุดในหมวด 2
เหตุผลไม่ใช่เพราะโรงงานไม่รู้ว่าจุดควบคุมวิกฤต (critical control point, CCP) ของตนคืออะไร แต่เพราะโรงงานส่วนใหญ่ตอบได้เฉพาะผลลัพธ์ คือรายชื่อจุดควบคุมวิกฤตกับตัวเลขค่าวิกฤต (critical limit) ในขณะที่ข้อกำหนดสองข้อนี้ขอดูที่มาของผลลัพธ์นั้น ทั้งบันทึกการตัดสินใจว่าเหตุใดจุดนี้จึงวิกฤตและจุดนั้นจึงไม่วิกฤต และหลักฐานทางวิชาการที่พิสูจน์ว่าตัวเลขที่ใช้อยู่คุมอันตรายได้จริงอย่างสม่ำเสมอ
หมวด 2 ทั้งหมวดถูกกำกับไว้เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (fundamental requirement) ความบกพร่องในสองข้อนี้จึงส่งผลต่อผลการตรวจมากกว่าข้อทั่วไป
1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้
เมื่อวิเคราะห์อันตรายเสร็จแล้ว สถานที่ผลิตต้องกลั่นกรองจุดควบคุมทั้งหมดเพื่อชี้ว่าจุดใดเป็นจุดควบคุมวิกฤต โดยจุดควบคุมวิกฤตคือจุดที่จำเป็นต้องมีเพื่อป้องกัน กำจัด หรือลดอันตรายด้านความปลอดภัยอาหาร ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ การกลั่นกรองนี้ต้องใช้วิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและมีบันทึกให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ จากนั้นทุกจุดควบคุมวิกฤตต้องมีค่าวิกฤตที่ชัดเจนพอจะบอกได้ว่ากระบวนการอยู่ในการควบคุมหรือหลุดจากการควบคุม และค่าวิกฤตนั้นต้องผ่านการยืนยันความใช้ได้ (validation) ด้วยหลักฐานที่เป็นเอกสาร
สองข้อนี้เป็นขั้นตอนที่เจ็ดและที่แปดของหลักการโคเด็กซ์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของแผน HACCP ทั้งฉบับ เพราะทุกอย่างที่ตามมาหลังจากนี้ ทั้งการเฝ้าระวัง การแก้ไขเมื่อเบี่ยงเบน และการทวนสอบ (verification) ล้วนถูกออกแบบขึ้นจากรายการจุดควบคุมวิกฤตและตัวเลขค่าวิกฤตที่ตัดสินไว้ในสองข้อนี้ ถ้าจุดควบคุมวิกฤตถูกกำหนดผิด ระบบที่สร้างต่อจากนั้นจะเฝ้าระวังผิดที่ทั้งระบบ และถ้าค่าวิกฤตไม่มีหลักฐานรองรับ การบันทึกว่าค่าอยู่ในเกณฑ์ทุกวันก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าสินค้าปลอดภัย
คำที่ต้องแยกให้ออกตั้งแต่ต้นคือ จุดควบคุม กับ จุดควบคุมวิกฤต ในกระบวนการหนึ่งมีจุดที่มีการควบคุมอยู่จำนวนมาก ทั้งโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐาน (prerequisite programme, PRP) มาตรการควบคุม (control measure) ที่จัดการอันตรายเฉพาะเรื่อง และงานควบคุมคุณภาพที่ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัย ข้อ 2.8.1 ไม่ได้ให้ยกทุกจุดขึ้นเป็นจุดควบคุมวิกฤต แต่ให้ทบทวนทุกจุดแล้วชี้ว่าจุดใดวิกฤตจริง คือจุดที่หากขาดไปแล้วอันตรายจะไม่ถูกป้องกัน กำจัด หรือลดลงสู่ระดับที่ยอมรับได้ การตั้งจุดควบคุมวิกฤตไว้มากเกินจำเป็นไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้น แต่ทำให้ทรัพยากรการเฝ้าระวังถูกเกลี่ยจนบางลง และเพิ่มโอกาสที่จะบันทึกไม่ครบจนกลายเป็นข้อบกพร่อง
2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้
ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้
| ข้อ | เรื่อง | ตรวจที่ | เกี่ยวกับใคร |
|---|---|---|---|
| 2.8.1 | การชี้จุดควบคุมวิกฤตด้วยวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล | เอกสาร | ทีม HACCP หรือทีมความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับ ฝ่ายผลิต และ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง |
| 2.9.1 | การกำหนดค่าวิกฤตของแต่ละจุดควบคุมวิกฤต | เอกสาร | ทีม HACCP หรือทีมความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ |
| 2.9.2 | การยืนยันความใช้ได้ของจุดควบคุมวิกฤตและค่าวิกฤต | เอกสาร | ทีม HACCP หรือทีมความปลอดภัยอาหาร ฝ่ายประกันคุณภาพ และผู้เชี่ยวชาญภายนอกเมื่อจำเป็น |
รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS
3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร
2.8.1การชี้จุดควบคุมวิกฤตด้วยวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล
สำหรับอันตรายทุกรายการที่ต้องมีการควบคุม ต้องนำจุดควบคุมมาทบทวนเพื่อชี้ว่าจุดใดเป็นจุดวิกฤต การทบทวนนี้ต้องใช้วิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และอาจใช้แผนภูมิการตัดสินใจช่วยได้ จุดควบคุมวิกฤตคือจุดควบคุมที่จำเป็นต้องมีเพื่อป้องกันหรือกำจัดอันตรายด้านความปลอดภัยอาหาร หรือลดอันตรายนั้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และหากพบอันตรายที่ขั้นตอนใดซึ่งจำเป็นต้องมีการควบคุมเพื่อความปลอดภัย แต่ยังไม่มีการควบคุมนั้นอยู่ ต้องปรับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่ขั้นตอนนั้นหรือที่ขั้นตอนก่อนหน้า เพื่อให้เกิดมาตรการควบคุมขึ้น
ประโยคสุดท้ายของข้อนี้เป็นประโยคที่ถูกมองข้ามมากที่สุด และเป็นประโยคที่มีน้ำหนักที่สุด เพราะกำลังบอกว่าเมื่อพบอันตรายที่ต้องคุมแต่ไม่มีมาตรการใดควบคุมอยู่ คำตอบที่มาตรฐานยอมรับไม่ใช่การเขียนในตารางว่าความเสี่ยงต่ำจึงไม่ต้องคุม แต่คือการแก้ผลิตภัณฑ์หรือแก้กระบวนการเสียใหม่ให้มีมาตรการควบคุมเกิดขึ้นจริง ในทางปฏิบัติแปลว่าผลของการวิเคราะห์อันตราย (hazard analysis) อาจกลายเป็นงานลงทุนหรืองานเปลี่ยนสูตร ไม่ใช่แค่งานเอกสาร
- มาตรฐานไม่ได้บังคับว่าต้องใช้เครื่องมือชนิดใดในการตัดสิน แผนภูมิการตัดสินใจแบบสองคำถามหรือแบบสี่คำถามก็ใช้ได้ทั้งคู่ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือสถานที่ผลิตใช้วิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล
- สำเนาของเครื่องมือที่ใช้และผลของการใช้ต้องถูกบันทึกไว้ เช่น คำตอบของแต่ละคำถามในแผนภูมิการตัดสินใจของอันตรายแต่ละรายการ ไม่ใช่เก็บไว้เพียงข้อสรุปว่าจุดใดเป็นจุดควบคุมวิกฤต
- ต้องมีบันทึกแสดงว่าการพิจารณาทำอย่างไรและได้ข้อสรุปมาอย่างไร บันทึกนี้คือสิ่งที่ผู้ตรวจใช้ตรวจสอบตรรกะย้อนหลัง
- หากอันตรายถูกชี้ว่าวิกฤตแต่ไม่มีมาตรการควบคุมทั้งที่ขั้นตอนนั้นและขั้นตอนอื่นใด ต้องปรับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการเพื่อให้ใส่มาตรการควบคุมที่เหมาะสมเข้าไปได้ที่ขั้นตอนนั้นหรือก่อนหน้านั้น
- ผู้ตรวจจะยืนยันว่าสถานที่ผลิตชี้จุดที่ควรใช้การควบคุมได้ถูกจุด และใช้กลไกการควบคุมที่เหมาะสมกับจุดนั้นจริง
- สถานที่ผลิตที่ทำงานตามกฎหมายความปลอดภัยอาหารของสหรัฐอเมริกามักพบว่ามาตรการควบคุมเชิงป้องกันตามกฎหมายนั้นครอบคลุมสิ่งที่ระบบ HACCP เรียกว่าจุดควบคุมวิกฤตอยู่แล้ว เพื่อการรับรองจะเรียกชื่อใดไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะการบริหารจัดการเหมือนกัน
- อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์ประกอบการบริหารของมาตรการควบคุมเชิงป้องกันไม่ครบเท่าที่มาตรฐานกำหนดสำหรับจุดควบคุมวิกฤต สถานที่ผลิตต้องนำข้อกำหนดที่เข้มกว่าของทั้งสองระบบมารวมกัน ตัวอย่างที่ยกไว้คือการทำความสะอาดเพื่อจัดการสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ซึ่งกฎหมายนั้นไม่ได้บังคับให้ยืนยันความใช้ได้ แต่มาตรฐานบังคับ
- ตารางวิเคราะห์อันตรายที่แสดงอันตรายทุกรายการที่ต้องมีการควบคุม พร้อมมาตรการควบคุมที่จับคู่ไว้
- แผนภูมิการตัดสินใจที่ใช้จริง พร้อมคำตอบของแต่ละคำถามแยกตามอันตรายและตามขั้นตอน ไม่ใช่แผนภูมิเปล่าที่แนบไว้เป็นภาคผนวก
- บันทึกการประชุมทีม HACCP ที่แสดงเหตุผลของการตัดสินในกรณีที่ทีมเห็นไม่ตรงกัน หรือกรณีที่ผลจากแผนภูมิขัดกับดุลยพินิจของทีม
- ทะเบียนจุดควบคุมวิกฤตฉบับปัจจุบัน ระบุขั้นตอน อันตรายที่คุม และมาตรการควบคุมของแต่ละจุด
- บันทึกเหตุผลของจุดที่ทีมพิจารณาแล้วตัดสินว่าไม่ใช่จุดควบคุมวิกฤต พร้อมระบุว่าอันตรายนั้นถูกส่งไปคุมด้วยโปรแกรมใดแทน
- หลักฐานการปรับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ ในกรณีที่เคยพบอันตรายที่ยังไม่มีมาตรการควบคุมรองรับ
2.9.1การกำหนดค่าวิกฤตของแต่ละจุดควบคุมวิกฤต
จุดควบคุมวิกฤตแต่ละจุดต้องมีค่าวิกฤตที่เหมาะสม เพื่อให้ชี้ได้ชัดเจนว่ากระบวนการอยู่ในการควบคุมหรือหลุดจากการควบคุม โดยค่าวิกฤตต้องวัดได้ทุกครั้งที่ทำได้ เช่น เวลา อุณหภูมิ หรือค่าความเป็นกรดด่าง และในกรณีที่เกณฑ์นั้นเป็นเรื่องของการใช้วิจารณญาณ ต้องมีแนวทางหรือตัวอย่างที่ชัดเจนรองรับ เช่น ภาพถ่ายเปรียบเทียบ
ค่าวิกฤตคือเส้นที่แยกผลิตภัณฑ์ปลอดภัยออกจากผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่เส้นที่แยกงานดีออกจากงานที่ยังพอรับได้ โรงงานจำนวนมากนำเกณฑ์คุณภาพหรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้เผื่อไว้แล้วมาเขียนเป็นค่าวิกฤต ผลคือมีการเบี่ยงเบนจากค่าวิกฤตเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยที่สินค้าไม่ได้ไม่ปลอดภัยจริง จนสุดท้ายพนักงานเริ่มชินกับการที่ค่าหลุดเกณฑ์ ซึ่งเป็นสภาพที่อันตรายกว่าการไม่มีเกณฑ์
- ค่าวิกฤตคือจุดที่ถ้าทำได้ตามนั้นอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ จะแยกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยออกจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยได้
- ค่าวิกฤตบางเรื่องถูกกำหนดโดยกฎหมายอยู่แล้ว แต่อีกจำนวนมากต้องได้มาจากผลการทดลอง คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้น หรือการพิจารณาข้อกำหนดของลูกค้า
- ควรใช้เกณฑ์ที่เป็นภววิสัยคือวัดเป็นตัวเลขได้ทุกครั้งที่ทำได้ เช่น อุณหภูมิ เวลา ความชื้น ค่าความเป็นกรดด่าง และค่าวอเตอร์แอกทิวิตี
- เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่วัดเป็นตัวเลขได้ จึงใช้เกณฑ์เชิงประสาทสัมผัสได้ เช่น ลักษณะที่มองเห็นหรือเนื้อสัมผัส แต่ต้องมีแนวทางหรือตัวอย่างที่ชัดเจนรองรับ
- ตัวอย่างที่แนวทางตีความยกไว้คือภาพถ่ายของระดับที่ยอมรับได้และระดับที่ยอมรับไม่ได้ หรือชิ้นตัวอย่างสำหรับเทียบ ซึ่งต้องแสดงให้พนักงาน ณ จุดควบคุมนั้นเห็นได้จริง
- แนวปฏิบัติที่ดีคือกำหนดค่าที่ต้องลงมือทำไว้อีกชั้นหนึ่งควบคู่กับค่าวิกฤต เพื่อให้มีจุดที่เข้าไปดำเนินการหรือทบทวนได้เมื่อค่ากำลังเข้าใกล้ค่าวิกฤต แต่ยังไม่ทันเกินค่าวิกฤตจริง
- ที่มาของค่าวิกฤตแต่ละค่าต้องถูกบันทึกเป็นเอกสาร ซึ่งอาจมาจากแนวปฏิบัติที่ดีของอุตสาหกรรม กฎหมาย หรือการศึกษายืนยันความใช้ได้ที่บริษัททำเอง
- แผน HACCP ที่ระบุค่าวิกฤตของทุกจุดควบคุมวิกฤต พร้อมหน่วยวัดและทิศทางของเกณฑ์ที่ไม่กำกวม เช่น ระบุว่าไม่ต่ำกว่าหรือไม่เกินเท่าใด
- เอกสารอ้างอิงที่มาของค่าวิกฤตแต่ละค่า เช่น ข้อกำหนดตามกฎหมาย เอกสารวิชาการ หรือผลการศึกษาของบริษัท
- ชุดภาพถ่ายหรือชิ้นตัวอย่างเปรียบเทียบ สำหรับจุดควบคุมวิกฤตที่ตัดสินด้วยการมองหรือการสัมผัส พร้อมหลักฐานว่าติดตั้งไว้ที่จุดปฏิบัติงานจริง
- เอกสารที่แยกค่าที่ต้องลงมือทำออกจากค่าวิกฤตอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้พนักงานสับสนว่าค่าใดคือเส้นที่ห้ามข้าม
- หลักฐานว่าค่าวิกฤตในแผน HACCP ตรงกับตัวเลขที่ปรากฏในวิธีปฏิบัติงานและในแบบบันทึกที่ใช้อยู่หน้างาน
2.9.2การยืนยันความใช้ได้ของจุดควบคุมวิกฤตและค่าวิกฤต
ทีม HACCP ต้องยืนยันความใช้ได้ของจุดควบคุมวิกฤตทุกจุด รวมถึงค่าวิกฤตของจุดนั้น โดยต้องมีหลักฐานที่เป็นเอกสารแสดงว่ามาตรการควบคุมที่เลือกใช้และค่าวิกฤตที่กำหนดไว้ สามารถควบคุมอันตรายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามที่ระบุไว้ ได้อย่างสม่ำเสมอ
นี่คือข้อที่โรงงานไทยมักไม่มีหลักฐานรองรับมากที่สุดในหมวด 2 เพราะการยืนยันความใช้ได้เป็นคนละเรื่องกับการเฝ้าระวังและคนละเรื่องกับการทวนสอบ การเฝ้าระวังคือการดูว่าวันนี้ทำได้ตามเกณฑ์หรือไม่ การทวนสอบคือการดูว่าระบบยังทำงานตามที่เขียนไว้หรือไม่ ส่วนการยืนยันความใช้ได้คือการตอบคำถามที่มาก่อนทั้งสองอย่าง คือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกนั้นเพียงพอต่อการคุมอันตรายจริงหรือไม่ แฟ้มบันทึกอุณหภูมิย้อนหลังสามปีที่ไม่มีค่าใดหลุดเกณฑ์ จึงไม่ใช่หลักฐานการยืนยันความใช้ได้ เพราะไม่ได้พิสูจน์ว่าเกณฑ์นั้นถูกตั้งไว้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
- ต้องมีหลักฐานที่เป็นเอกสารแสดงว่ามาตรการควบคุมของจุดควบคุมวิกฤตและค่าวิกฤต ผ่านการยืนยันความใช้ได้ว่าควบคุม ลด หรือกำจัดอันตรายลงสู่ระดับที่ยอมรับได้
- การยืนยันความใช้ได้ต้องเจาะจงกับกระบวนการและผลิตภัณฑ์ของสถานที่ผลิตเอง และต้องแสดงว่าเมื่อปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและทำได้ตามค่าวิกฤตแล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
- เมื่อค่าวิกฤตถูกกำหนดเป็นช่วง ต้องยืนยันความใช้ได้ทั้งที่ค่าต่ำสุดและค่าสูงสุดของช่วงนั้น ไม่ใช่ยืนยันเฉพาะค่ากลางที่เดินเครื่องอยู่ตามปกติ
- แหล่งหลักฐานที่ใช้ได้ เช่น ข้อมูลจากองค์กรวิชาชีพ สมาคมการค้า ข้อมูลการผลิตในอดีต เอกสารทางวิทยาศาสตร์และทางเทคนิค หรือกฎหมาย
- ในบางกรณีอาจต้องมีข้อมูลการทดลองที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากการทดลองระดับโรงงานนำร่อง หรือการทดสอบด้วยการเติมเชื้อจงใจ เพื่อยืนยันความสามารถของกระบวนการ
- ตัวอย่างของมาตรการควบคุมที่แนวทางตีความระบุว่าต้องยืนยันความใช้ได้ คือการทำความสะอาดเครื่องจักรเพื่อคุมการปนข้ามของสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งต้องมีหลักฐานว่าวิธีทำความสะอาดนั้นกำจัดสารก่อภูมิแพ้ออกได้จริงและได้ผลอย่างสม่ำเสมอ
- อีกตัวอย่างหนึ่งคือสภาวะการเก็บรักษาแบบแช่เย็นเพื่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องยืนยันทั้งสองด้าน คืออุณหภูมิที่กำหนดคุมการเจริญของจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องได้ตามเอกสารวิชาการ และห้องเก็บนั้นทำอุณหภูมิที่กำหนดได้สม่ำเสมอจริง
- แฟ้มยืนยันความใช้ได้แยกรายจุดควบคุมวิกฤต ระบุคำถามที่ต้องการพิสูจน์ วิธีที่ใช้พิสูจน์ ข้อมูลที่ได้ และข้อสรุปที่ลงนามโดยทีม HACCP
- เอกสารวิชาการ ประกาศทางกฎหมาย หรือแนวปฏิบัติของสมาคมอุตสาหกรรมที่ใช้อ้างอิง พร้อมข้อความอธิบายว่าเหตุใดจึงใช้กับผลิตภัณฑ์และกระบวนการของโรงงานได้
- ผลการทดลองหรือผลการทดสอบด้วยการเติมเชื้อจงใจ ในกรณีที่ไม่มีเอกสารอ้างอิงที่ตรงกับผลิตภัณฑ์ของโรงงาน
- ผลการศึกษาการกระจายอุณหภูมิของอุปกรณ์ให้ความร้อนหรือห้องเย็น ที่ระบุตำแหน่งที่เสียเปรียบที่สุดและใช้ตำแหน่งนั้นเป็นจุดวัด
- ผลการยืนยันความใช้ได้ของวิธีทำความสะอาดที่ใช้จัดการสารก่อภูมิแพ้ พร้อมผลการวิเคราะห์คราบตกค้าง
- บันทึกการทบทวนแฟ้มยืนยันความใช้ได้เมื่อมีการเปลี่ยนสูตร เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนเครื่องจักร หรือเพิ่มอายุการเก็บรักษา (shelf life)
4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้
เรื่องแรก มีแผนภูมิการตัดสินใจแต่ไม่มีคำตอบ โรงงานจำนวนมากแนบภาพแผนภูมิการตัดสินใจไว้ท้ายคู่มือ HACCP เป็นภาพเปล่า แล้วเขียนไว้ในระเบียบปฏิบัติว่าทีมใช้แผนภูมินี้ในการตัดสิน แต่เมื่อผู้ตรวจขอดูว่าอันตรายรายการหนึ่งถูกถามคำถามที่หนึ่งถึงคำถามสุดท้ายแล้วได้คำตอบว่าอะไร กลับไม่มีบันทึก สิ่งที่ข้อ 2.8.1 ต้องการไม่ใช่ตัวแผนภูมิ แต่คือผลของการใช้แผนภูมินั้นกับอันตรายแต่ละรายการ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือเพิ่มคอลัมน์คำถามลงในตารางวิเคราะห์อันตรายที่มีอยู่แล้ว ให้ทุกแถวที่ตอบว่าต้องควบคุมมีร่องรอยการตัดสินอยู่ในแถวเดียวกัน
เรื่องที่สอง ยกทุกอย่างขึ้นเป็นจุดควบคุมวิกฤตเพราะกลัวตกหล่น เราเคยพบโรงงานที่มีจุดควบคุมวิกฤตมากกว่าสิบห้าจุดในสายการผลิตเดียว ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นงานที่โปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐานรับผิดชอบอยู่แล้ว ผลที่ตามมาไม่ใช่ความปลอดภัยที่มากขึ้น แต่คือภาระการเฝ้าระวังที่หนักเกินกำลังคนที่มีอยู่ บันทึกที่ขาดช่วงในกะดึก และการเบี่ยงเบนจำนวนมากที่ต้องกักสินค้าทั้งที่สินค้าไม่ได้ไม่ปลอดภัย ทุกจุดที่ยกขึ้นเป็นจุดควบคุมวิกฤตจะพ่วงภาระตามมาครบชุด ทั้งค่าวิกฤต การเฝ้าระวัง การแก้ไข การทวนสอบ และการยืนยันความใช้ได้ตามข้อ 2.9.2 การตัดสินใจในข้อ 2.8.1 จึงเป็นการตัดสินใจเรื่องทรัพยากรด้วย ไม่ใช่เรื่องเอกสารอย่างเดียว
เรื่องที่สาม นำเกณฑ์คุณภาพหรือเกณฑ์ปฏิบัติงานมาเขียนเป็นค่าวิกฤต ตัวอย่างที่พบบ่อยคือกระบวนการที่หลักฐานทางวิชาการรองรับที่ค่าหนึ่ง แต่โรงงานตั้งค่าเดินเครื่องไว้สูงกว่านั้นเพื่อความสบายใจ แล้วนำค่าเดินเครื่องไปเขียนเป็นค่าวิกฤต ผลคือเมื่อค่าตกลงมาอยู่ระหว่างค่าเดินเครื่องกับค่าที่ปลอดภัยจริง โรงงานต้องประกาศว่าเป็นการเบี่ยงเบนจากค่าวิกฤตและต้องจัดการผลิตภัณฑ์ตามนั้นทุกครั้ง วิธีที่ถูกต้องคือแยกให้ชัดว่าค่าวิกฤตคือเส้นความปลอดภัยที่มีหลักฐานรองรับ ส่วนค่าที่ตั้งเผื่อไว้ให้กำหนดเป็นค่าที่ต้องลงมือทำ ซึ่งแนวทางตีความระบุว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดี
เรื่องที่สี่ ใช้บันทึกการเฝ้าระวังย้อนหลังแทนการยืนยันความใช้ได้ เมื่อผู้ตรวจถามหาหลักฐานตามข้อ 2.9.2 คำตอบที่เราได้ยินบ่อยที่สุดคือการยกแฟ้มบันทึกอุณหภูมิย้อนหลังหลายปีมาวาง แล้วชี้ว่าไม่เคยมีค่าใดหลุดเกณฑ์ บันทึกชุดนั้นพิสูจน์ได้เพียงว่าโรงงานทำได้ตามเกณฑ์ที่ตนตั้งไว้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเกณฑ์นั้นเพียงพอ ข้อมูลการผลิตในอดีตใช้เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานได้ตามที่แนวทางตีความระบุ แต่ต้องมาคู่กับเหตุผลทางวิชาการที่อธิบายว่าเหตุใดตัวเลขนั้นจึงคุมอันตรายที่ระบุไว้ได้
เรื่องที่ห้า ยืนยันความใช้ได้ไว้ครั้งเดียวแล้วไม่เคยกลับมาดูอีก แฟ้มยืนยันความใช้ได้จำนวนมากที่เราเปิดดูมีวันที่เมื่อหลายปีก่อน ในขณะที่โรงงานเปลี่ยนสูตร เปลี่ยนขนาดบรรจุ เปลี่ยนเครื่องจักร หรือขยายอายุการเก็บรักษาไปแล้วหลายรอบ การเปลี่ยนขนาดชิ้นงานหรือความหนาแน่นของการเรียงสินค้าเพียงเล็กน้อย เปลี่ยนพฤติกรรมการถ่ายเทความร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสิ่งที่เคยยืนยันไว้ไม่ตรงกับสิ่งที่ผลิตอยู่จริง แฟ้มนั้นจึงไม่ใช่หลักฐานของกระบวนการปัจจุบันอีกต่อไป
5. สามเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ลึกกว่าตัวข้อกำหนด
หนึ่ง แผนภูมิการตัดสินใจเป็นเครื่องมือช่วยคิด ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ถ้อยคำในข้อ 2.8.1 ใช้คำว่าอาจใช้แผนภูมิการตัดสินใจช่วยได้ ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้ และแนวทางตีความก็ระบุว่ามาตรฐานไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องใช้เครื่องมือชนิดใด แผนภูมิแบบสองคำถามหรือแบบสี่คำถามใช้ได้ทั้งคู่ สิ่งที่ถูกกำหนดจริงคือวิธีคิดต้องเป็นเหตุเป็นผลและต้องบันทึกไว้ ในทางปฏิบัติ ทีม HACCP ที่ดีจะพบกรณีที่ผลจากแผนภูมิขัดกับสามัญสำนึกของคนที่คุมเครื่องจริง กรณีแบบนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของทีม แต่คือจุดที่ต้องบันทึกเหตุผลของการตัดสินไว้ให้ละเอียดที่สุด เพราะเป็นจุดที่ผู้ตรวจจะเข้ามาดูวิธีคิดของทีมได้ชัดที่สุด
สอง เส้นแบ่งระหว่างจุดควบคุมวิกฤตกับมาตรการควบคุมอื่น ในระบบหนึ่งจะมีการควบคุมอยู่สามชั้น ชั้นแรกคือโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐานที่สร้างสภาพแวดล้อมพื้นฐานให้ปลอดภัย ชั้นที่สองคือมาตรการควบคุมที่จัดการอันตรายเฉพาะเรื่อง ซึ่งแนวทางตีความระบุว่าบางบริษัทเลือกแยกออกมาเรียกว่าโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐานเชิงปฏิบัติการ และชั้นที่สามคือจุดควบคุมวิกฤต สิ่งที่ต้องเข้าใจคือการไม่ใช่จุดควบคุมวิกฤตไม่ได้แปลว่าเบากว่า โปรแกรมที่ถูกใช้คุมอันตรายเฉพาะเรื่องยังต้องผ่านการยืนยันความใช้ได้เช่นกัน และยังต้องมีการทวนสอบและการเฝ้าระวังตามรอบ พร้อมบันทึกที่ระบุมาตรการควบคุมและวิธีเฝ้าระวังที่ใช้ คำถามที่ควรใช้ตัดสินจึงไม่ใช่เรื่องนี้สำคัญหรือไม่ แต่คือที่จุดนี้มีการควบคุมที่จำเป็นต่อการทำให้อันตรายอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ และหากขาดการควบคุมนี้ไป มีขั้นตอนใดหลังจากนี้ที่จะจัดการอันตรายนั้นได้อีกหรือไม่
สาม การยืนยันความใช้ได้ตอบคำถามคนละข้อกับการเฝ้าระวังและการทวนสอบ สามคำนี้ถูกใช้สลับกันจนสับสนในโรงงานไทยมากกว่าคำอื่นในระบบ HACCP การยืนยันความใช้ได้ถามว่าเกณฑ์และมาตรการที่เลือกใช้ถูกต้องหรือไม่ ทำก่อนเริ่มใช้จริง และทำใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง การเฝ้าระวังถามว่าขณะนี้ทำได้ตามเกณฑ์หรือไม่ ทำระหว่างการผลิตทุกครั้ง การทวนสอบถามว่าสิ่งที่ทำอยู่ตรงกับสิ่งที่เขียนไว้และยังได้ผลอยู่หรือไม่ ทำตามรอบที่กำหนด วิธีตรวจตัวเองที่ง่ายที่สุดคือหยิบจุดควบคุมวิกฤตมาหนึ่งจุด แล้วถามทีมว่าตัวเลขค่าวิกฤตของจุดนี้มาจากที่ใด ถ้าคำตอบคือทำกันมาแบบนี้ตั้งแต่ก่อนที่ทีมชุดปัจจุบันจะเข้ามา หรือเป็นค่าที่ผู้ผลิตเครื่องจักรตั้งไว้ให้ นั่นคือสัญญาณว่าข้อ 2.9.2 ยังไม่มีหลักฐานรองรับ และเป็นงานที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพราะการรวบรวมเอกสารวิชาการหรือการจัดการทดลองยืนยันไม่ใช่งานที่ทำเสร็จในสัปดาห์ก่อนวันตรวจ
ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้
เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที
ไฟล์ Word · ครอบคลุม 3 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย
ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 5 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ
- ที่ปรึกษาวางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9ประเมินช่องว่าง วางแผนโครงการ และลงหน้างาน
- ตรวจติดตามภายใน BRCGS Foodให้ผู้ตรวจจากภายนอกไล่ระบบก่อนหน่วยรับรองมา
- อบรมข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9ไล่ทั้งฉบับ ให้ทีมอ่านมาตรฐานเป็น
- สารบัญซีรีส์ทั้ง 35 ตอนดูรายการทุกตอน และดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานรวมเล่มเดียว
- โครงของข้อกำหนดทั้ง 9 หมวด 72 หัวข้อดูภาพรวมก่อนว่าโรงงานต้องทำหัวข้อใดบ้าง
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
