เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง
หมวด 7 เป็นหมวดเดียวในมาตรฐานที่โรงงานเตรียมเองไม่จบภายในฝ่ายประกันคุณภาพ เพราะหลักฐานครึ่งหนึ่งอยู่ในแฟ้มบุคคล ในสัญญาจ้าง และในกระบวนการรับคนเข้าทำงาน ซึ่งเป็นงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลตั้งแต่ต้น
ข้อ 7.1 การฝึกอบรม ถูกกำกับไว้เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (fundamental requirement) และประเด็นที่ทำให้โรงงานเสียคะแนนในข้อนี้แทบทุกครั้งไม่ใช่การไม่ได้อบรม แต่คือการมีใบลงชื่อเข้าอบรมโดยไม่มีหลักฐานว่าผู้เข้าอบรมทำงานนั้นเป็นจริง
ตอนนี้ไล่ให้ครบทั้ง 21 ข้อย่อย พร้อมชี้ว่าบรรทัดใดต้องให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นเจ้าของ
ตอนนี้ครอบคลุมข้อ 7.1 และ 7.2 ส่วนข้อ 7.3 การคัดกรองสุขภาพ และข้อ 7.4 ชุดป้องกัน อยู่ในตอนที่ 31
1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้
เจตนารมณ์ของหมวดนี้อยู่ที่คำว่าพิสูจน์ได้ว่ามีความสามารถ ไม่ใช่คำว่าได้รับการอบรม มาตรฐานต้องการให้ทุกคนที่ทำงานซึ่งกระทบต่อความปลอดภัย ความถูกต้องตามกฎหมาย และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สามารถทำงานนั้นได้จริง โดยจะพิสูจน์ผ่านการฝึกอบรม ผ่านประสบการณ์การทำงาน หรือผ่านคุณวุฒิก็ได้ ทางใดทางหนึ่งหรือหลายทางรวมกัน สิ่งที่มาตรฐานไม่ยอมรับคือการไม่มีหลักฐานใดที่ยืนยันความสามารถนั้น
ขอบเขตของหมวดนี้กว้างกว่าที่หลายโรงงานตั้งไว้ เพราะครอบคลุมพนักงานประจำ พนักงานชั่วคราวและตามฤดูกาล พนักงานที่มาจากบริษัทจัดหาแรงงาน ผู้รับจ้าง ช่างซ่อมบำรุง และผู้มาเยือน ทุกกลุ่มนี้ต้องอยู่ในกฎเดียวกันเรื่องการอบรมก่อนเริ่มงาน สุขลักษณะส่วนบุคคล การแจ้งอาการเจ็บป่วย และชุดป้องกัน ระดับความเข้มอาจต่างกันตามหน้าที่และพื้นที่ที่เข้าถึง แต่จะยกเว้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไปทั้งกลุ่มไม่ได้
ในทางปฏิบัติหมวดนี้จึงเป็นงานร่วมของสองฝ่าย ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นเจ้าของกระบวนการรับคนเข้าทำงาน สัญญาจ้าง เงื่อนไขกับบริษัทจัดหาแรงงาน แฟ้มประวัติการอบรม การประเมินผลงานประจำปี และข้อมูลด้านสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว ส่วนฝ่ายประกันคุณภาพเป็นเจ้าของเนื้อหาว่าแต่ละตำแหน่งต้องรู้อะไร และเป็นผู้ตัดสินว่าความสามารถนั้นเพียงพอหรือยัง โรงงานที่ปล่อยให้หมวดนี้เป็นงานของฝ่ายประกันคุณภาพฝ่ายเดียว มักพบว่าไล่หลักฐานไม่ทันในวันตรวจ เพราะเอกสารที่ต้องใช้อยู่ในความครอบครองของอีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่แรก
ข้อ 7.1 เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน ความหมายคือหากพบว่าโรงงานไม่มีระบบพิสูจน์ความสามารถของบุคลากร หรือระบบที่มีอยู่ล้มเหลวจนใช้ไม่ได้ ผลของข้อบกพร่อง (non-conformity) จะรุนแรงกว่าข้อทั่วไป จุดที่ต้องระวังที่สุดคือพนักงานใหม่และพนักงานชั่วคราวที่เข้าไลน์ในช่วงงานเร่ง เพราะเป็นกลุ่มที่มักถูกส่งเข้าไลน์ก่อนแล้วค่อยตามเก็บเอกสารทีหลัง ซึ่งขัดกับถ้อยคำของข้อ 7.1.1 โดยตรง
2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้
ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้
| ข้อ | เรื่อง | ตรวจที่ | เกี่ยวกับใคร |
|---|---|---|---|
| 7.1.1 | อบรมก่อนเริ่มงานและการกำกับดูแลระหว่างทำงาน | เอกสาร | ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ร่วมกับ ฝ่ายผลิต และ ฝ่ายประกันคุณภาพ |
| 7.1.2 | การอบรมและประเมินความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่จุดควบคุมวิกฤต | เอกสาร | ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายผลิต |
| 7.1.3 | แผนงานฝึกอบรมที่เป็นเอกสารและความสามารถประจำตำแหน่ง | เอกสาร | ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ |
| 7.1.4–7.1.5 | การอบรมสารก่อภูมิแพ้ และการอบรมเรื่องการบรรจุกับการติดฉลาก | ทั้งสอง | ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายผลิต และ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล |
| 7.1.6–7.1.7 | บันทึกการอบรม และการทบทวนความสามารถอย่างสม่ำเสมอ | เอกสาร | ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ร่วมกับหัวหน้างานทุกฝ่าย |
| 7.2.1 | กฎสุขลักษณะส่วนบุคคลที่เป็นเอกสารและการตรวจการปฏิบัติตาม | ทั้งสอง | ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายผลิต และ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล |
| 7.2.2 | การล้างมือเมื่อเข้าพื้นที่ผลิตและตามความถี่ที่เหมาะสม | หน้างาน | ฝ่ายผลิต ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ |
| 7.2.3 | การปิดบาดแผลด้วยพลาสเตอร์ที่ควบคุมและตรวจจับได้ | หน้างาน | ฝ่ายผลิต ร่วมกับหน่วยปฐมพยาบาลและ ฝ่ายประกันคุณภาพ |
| 7.2.4 | การทดสอบพลาสเตอร์ทุกรุ่นผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ | เอกสาร | ฝ่ายประกันคุณภาพ |
| 7.2.5 | การควบคุมการใช้และการเก็บยาประจำตัว | เอกสาร | ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ |
รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS
3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร
7.1.1อบรมก่อนเริ่มงานและการกำกับดูแลระหว่างทำงาน
พนักงานทุกคนต้องได้รับการอบรมที่เหมาะสมกับงานก่อนเริ่มปฏิบัติงาน และต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเพียงพอตลอดช่วงเวลาที่ทำงาน ข้อนี้ครอบคลุมพนักงานที่มาจากบริษัทจัดหาแรงงาน พนักงานชั่วคราว และผู้รับจ้างด้วย ระดับของการอบรมให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบและลักษณะงานที่แต่ละคนทำ โรงงานเป็นผู้กำหนดเองว่าแต่ละตำแหน่งต้องได้รับอะไรบ้าง
ประโยคสำคัญคือคำว่าก่อนเริ่มปฏิบัติงาน ไม่ใช่ภายในสัปดาห์แรก หากท่านใช้แรงงานตามฤดูกาล ให้ออกแบบการปฐมนิเทศแบบสั้นที่จัดได้ทันทีในวันแรก แล้วค่อยเสริมเนื้อหาเฉพาะตำแหน่งภายหลัง จะปฏิบัติได้จริงมากกว่าการรอรวมคนให้ครบรุ่น
- เมื่อใช้บริษัทจัดหาแรงงาน ข้อกำหนดทั้งหมดของหมวดนี้ยังต้องถูกทำให้ครบและมีหลักฐาน โดยอาจระบุนโยบายของโรงงานไว้ในสัญญาบริการ ขอหลักฐานการอบรมจากบริษัทจัดหาก่อนพนักงานเริ่มงาน และใช้วิธีตรวจสอบความเข้าใจตามความเสี่ยง
- ตัวอย่างเนื้อหาที่แนวทางตีความยกไว้สำหรับการปฐมนิเทศ ได้แก่ นโยบายสุขลักษณะ ความตระหนักเรื่องสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ข้อกำหนดด้านคุณภาพ ขั้นตอนการเข้าและออกพื้นที่ การควบคุมสัตว์พาหะ (pest control) และความรู้พื้นฐานเรื่อง HACCP
- ผู้ตรวจให้ความสนใจเป็นพิเศษกับพนักงานชั่วคราว พนักงานตามฤดูกาล และผู้รับจ้าง เพราะเป็นกลุ่มที่ระบบมักตกหล่น
- บันทึกการปฐมนิเทศรายบุคคลที่ลงวันที่ก่อนวันเริ่มงานตามสัญญาจ้างหรือบันทึกเวลาทำงาน
- สัญญาหรือข้อตกลงกับบริษัทจัดหาแรงงานที่ระบุเงื่อนไขด้านการอบรมและสุขลักษณะ
- หลักฐานการอบรมของพนักงานจากบริษัทจัดหาแรงงานที่ได้รับก่อนเริ่มงาน
7.1.2การอบรมและประเมินความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่จุดควบคุมวิกฤต
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับมาตรการควบคุม (control measure) และจุดควบคุมวิกฤต (critical control point, CCP) ต้องได้รับการอบรมในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประเมินความสามารถ ไม่ใช่เพียงผ่านการอบรม ต้องมีคำสั่งงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและชัดเจน ระบุวิธีทำงาน เวลาที่ต้องทำ บันทึกที่ต้องเก็บ และสิ่งที่ต้องทำเมื่อผลการตรวจไม่เป็นไปตามเกณฑ์
นี่คือข้อที่แยกโรงงานที่อบรมจริงออกจากโรงงานที่เก็บใบเซ็นชื่อ การประเมินที่ยอมรับได้ต้องยืนยันสามเรื่อง คือผู้ปฏิบัติทำตามขั้นตอนถูกต้อง ตอบได้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อค่าหลุดเกณฑ์ และมีหลักฐานว่าผ่านการอบรมที่เกี่ยวข้องแล้ว
- การประเมินความสามารถต้องเกิดขึ้นทั้งเมื่อจบการอบรม และตามรอบเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ระหว่างการตรวจติดตามภายใน (internal audit) ของจุดควบคุมวิกฤต
- การทดสอบความรู้เรื่องการแก้ไขเมื่อผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เป็นส่วนที่แนวทางตีความระบุไว้ตรง ๆ ว่าต้องอยู่ในการประเมิน
- คำสั่งงานของแต่ละจุดควบคุมวิกฤตที่ระบุวิธีทำ ความถี่ บันทึก และการแก้ไข
- แบบประเมินความสามารถรายบุคคลที่ทำเมื่อจบการอบรม พร้อมผลและชื่อผู้ประเมิน
- บันทึกการประเมินซ้ำตามรอบ หรือผลการสังเกตการปฏิบัติงานระหว่างการตรวจติดตามภายใน
7.1.3แผนงานฝึกอบรมที่เป็นเอกสารและความสามารถประจำตำแหน่ง
ต้องมีแผนงานฝึกอบรมที่เป็นเอกสาร ครอบคลุมความจำเป็นในการอบรมของบุคลากร อย่างน้อยต้องประกอบด้วยสี่ส่วน คือการระบุความสามารถที่จำเป็นของแต่ละตำแหน่ง การจัดอบรมหรือการดำเนินการอื่นเพื่อให้พนักงานมีความสามารถนั้น การทบทวนประสิทธิผลของการอบรม และการจัดอบรมด้วยภาษาที่ผู้เข้าอบรมเข้าใจ
เครื่องมือที่ใช้ได้จริงและผู้ตรวจคุ้นเคยคือตารางความสามารถประจำตำแหน่ง ที่ไล่ทุกตำแหน่งในโรงงานลงแถว แล้วไล่ขั้นตอนและคำสั่งงานที่ตำแหน่งนั้นต้องรู้ลงคอลัมน์ ตารางนี้เป็นของฝ่ายทรัพยากรบุคคลร่วมกับฝ่ายประกันคุณภาพ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- มาตรฐานไม่ได้กำหนดรูปแบบการอบรมตายตัว จะเป็นการอบรมภายใน การสอนตัวต่อตัว การสอนหน้างาน หลักสูตรภายนอก การเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ หรือการอบรมโดยบริษัทจัดหาแรงงานก็ได้
- ไม่ได้บังคับให้แปลเอกสารทุกฉบับเป็นทุกภาษาของแรงงาน แต่พนักงานทุกคนต้องเข้าใจคำสั่งงานที่จำเป็นต่อหน้าที่ของตน เช่น ใช้ภาพประกอบสำหรับกฎสุขลักษณะ และแปลคำสั่งเฝ้าระวังจุดควบคุมวิกฤตเฉพาะภาษาของผู้ปฏิบัติจริง
- เมื่อใช้แบบทดสอบความรู้ แนวปฏิบัติที่ดีคือทบทวนข้อที่ตอบผิดกับผู้เข้าอบรม โดยเฉพาะหัวข้อที่กระทบความปลอดภัยหรือความถูกต้องตามกฎหมาย
- ตารางความสามารถประจำตำแหน่งที่ครอบคลุมทุกตำแหน่งในขอบข่ายการรับรอง
- บันทึกการทบทวนประสิทธิผลของการอบรมแต่ละหลักสูตร ไม่ใช่เพียงแบบประเมินความพึงพอใจ
- เอกสารหรือสื่อการอบรมฉบับภาษาที่แรงงานต่างชาติใช้ หรือหลักฐานการใช้ล่าม
7.1.4–7.1.5การอบรมสารก่อภูมิแพ้ และการอบรมเรื่องการบรรจุกับการติดฉลาก
บุคลากรทุกคนรวมถึงช่างซ่อมบำรุง พนักงานจากบริษัทจัดหาแรงงาน พนักงานชั่วคราว และผู้รับจ้าง ต้องได้รับการอบรมความตระหนักเรื่องสารก่อภูมิแพ้โดยทั่วไป และได้รับการอบรมขั้นตอนจัดการสารก่อภูมิแพ้ของโรงงาน ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบรรจุและติดฉลาก ต้องได้รับการอบรมขั้นตอนที่ออกแบบไว้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ถูกบรรจุและติดฉลากถูกต้อง ทั้งสองข้อนี้ครอบคลุมพนักงานชั่วคราวและผู้รับจ้างที่เกี่ยวข้องด้วย
สองข้อนี้ถูกกำกับเป็นสีที่ตรวจทั้งเอกสารและหน้างาน หมายความว่าผู้ตรวจจะเดินไปถามพนักงานที่ยืนอยู่หน้าเครื่องติดฉลากจริง ว่ารู้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อฉลากม้วนหมดกลางรุ่น และรู้หรือไม่ว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำอยู่มีสารก่อภูมิแพ้ใด
- ระดับความลึกของการอบรมสารก่อภูมิแพ้ให้แบ่งตามบทบาท ผู้ที่ไม่ได้สัมผัสสารก่อภูมิแพ้อาจต้องการเพียงความเข้าใจพื้นฐานที่รวมไว้ในการปฐมนิเทศ
- ผู้ที่ทำงานซึ่งวิกฤตต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการอบรมขั้นตอนเฉพาะที่ตนเกี่ยวข้อง ทีมบริหารที่รับผิดชอบเหตุการณ์ต้องรู้ลึกกว่านั้น และผู้ที่ออกแบบระบบจัดการสารก่อภูมิแพ้ต้องมีความรู้ระดับสูงสุด
- แนวทางตีความชี้ว่าการบรรจุผิดและการติดฉลากผิดเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเรียกคืน (recall) ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก การอบรมข้อนี้จึงต้องรวมถึงการทำให้พนักงานเข้าใจผลกระทบที่ตามมา ไม่ใช่เพียงวิธีกดปุ่ม
- หลักสูตรความตระหนักเรื่องสารก่อภูมิแพ้ พร้อมทะเบียนผู้ผ่านการอบรมที่ครอบคลุมช่างและผู้รับจ้าง
- หลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานในขั้นตอนที่ควบคุมสารก่อภูมิแพ้ เช่น การล้างเปลี่ยนรุ่นและการแยกเก็บ
- บันทึกการอบรมขั้นตอนการบรรจุและติดฉลาก รวมถึงการตรวจสอบฉลากเมื่อเริ่มรุ่นและเปลี่ยนรุ่น
7.1.6–7.1.7บันทึกการอบรม และการทบทวนความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
บันทึกการอบรมทุกครั้งต้องพร้อมให้ตรวจสอบ อย่างน้อยต้องมีชื่อผู้เข้าอบรมและการยืนยันการเข้าร่วม วันที่และระยะเวลา ชื่อหลักสูตรหรือเนื้อหา ผู้จัดอบรม และสำหรับหลักสูตรภายในต้องอ้างอิงถึงเอกสาร คำสั่งงาน หรือขั้นตอนที่ใช้สอน หากบริษัทจัดหาแรงงานเป็นผู้อบรมแทน ต้องมีบันทึกนั้นด้วย นอกจากนี้บริษัทต้องทบทวนความสามารถของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ และจัดการอบรม การอบรมทบทวน การสอนงาน การเป็นพี่เลี้ยง หรือการสั่งสมประสบการณ์หน้างานตามความจำเป็นที่พบ
ช่องที่ตกหล่นบ่อยที่สุดในบันทึกการอบรมคือการอ้างอิงถึงเอกสารที่ใช้สอนพร้อมเลขฉบับ หากใช้การสอนหน้างานหรือการพูดคุยก่อนเริ่มกะ ให้เก็บสรุปหัวข้อที่พูดไว้เป็นหลักฐาน มิฉะนั้นจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าสอนอะไรไปบ้าง
- รายละเอียดที่กำหนดไว้อาจอยู่ในใบรับรองการเข้าอบรม หรืออยู่ในคู่มือปฐมนิเทศที่อ้างอิงกับบันทึกการอบรมซึ่งระบุชื่อผู้เข้าอบรม วันที่ ชื่อผู้สอน และชื่อล่ามหากมี
- การทบทวนความสามารถทำได้หลายทาง เช่น การประเมินผลงานรายบุคคล การติดตามผลงานทีมโดยหัวหน้างาน การทบทวนผลการตรวจติดตามภายใน หรือการทบทวนบันทึกที่พนักงานกรอก
- สถานการณ์ที่แนวทางตีความยกไว้ว่าต้องพิจารณาอบรมทบทวน ได้แก่ เมื่อหน้าที่เปลี่ยน เมื่อพบปัญหาด้านผลการปฏิบัติงาน และเมื่อขั้นตอนปฏิบัติเปลี่ยน เช่น ข้อกำหนดของจุดควบคุมวิกฤตเปลี่ยนไป
- แฟ้มประวัติการอบรมรายบุคคลที่มีครบทุกช่องตามที่ข้อกำหนดระบุ
- สรุปหัวข้อการสอนหน้างานหรือการพูดคุยก่อนเริ่มกะ พร้อมรายชื่อผู้เข้าร่วม
- บันทึกการอบรมของพนักงานจากบริษัทจัดหาแรงงานและของผู้รับจ้างภายนอก
- บันทึกการทบทวนความสามารถประจำรอบ พร้อมผลที่นำไปสู่การอบรมทบทวนที่ระบุวันที่ทำจริง
7.2.1กฎสุขลักษณะส่วนบุคคลที่เป็นเอกสารและการตรวจการปฏิบัติตาม
ข้อกำหนดด้านสุขลักษณะส่วนบุคคลต้องเป็นเอกสารและสื่อสารให้บุคลากรทุกคนทราบ อย่างน้อยต้องครอบคลุมการห้ามสวมนาฬิกาและอุปกรณ์สวมใส่ในลักษณะเดียวกัน การห้ามสวมเครื่องประดับ ยกเว้นแหวนแต่งงานเรียบชิ้นเดียว กำไลแต่งงาน หรือเครื่องประดับแจ้งเตือนทางการแพทย์ การห้ามใส่แหวนและห่วงตามอวัยวะที่เปิดเผย เช่น หู จมูก และคิ้ว การไว้เล็บสั้น สะอาด ไม่ทาสี ห้ามเล็บปลอมและการตกแต่งเล็บ และห้ามใช้น้ำหอมกลิ่นแรง พร้อมทั้งต้องตรวจการปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ
ข้อนี้ตรวจทั้งเอกสารและหน้างาน และเป็นข้อที่ผู้ตรวจใช้เวลาน้อยที่สุดในการหาข้อบกพร่อง เพราะเพียงเดินเข้าไลน์แล้วมองมือของพนักงาน หากกฎเขียนไว้แต่หน้างานไม่เป็นไปตามนั้น ผลที่ตามมามักไม่ใช่ข้อบกพร่องเรื่องเล็บเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นคำถามถึงประสิทธิผลของการอบรมและการตรวจสอบภายในทั้งระบบ
- เจตนาของข้อนี้คือป้องกันไม่ให้ของใช้ส่วนตัวกลายเป็นแหล่งปนเปื้อน ทั้งชิ้นส่วนเล็กที่หลุดเป็นสิ่งแปลกปลอม (foreign body) และการนำเชื้อหรือสารก่อภูมิแพ้จากพื้นที่อื่นเข้ามา
- ข้อห้ามเรื่องนาฬิการวมถึงอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย และแนวปฏิบัติที่ดีคือเขียนกฎของอุปกรณ์พกพาอื่นไว้ด้วย เช่น โทรศัพท์และแท็บเล็ตส่วนตัว โดยอาจแยกเงื่อนไขของอุปกรณ์ที่บริษัทจัดให้ซึ่งมีวิธีทำความสะอาดก่อนเข้าพื้นที่
- เครื่องประดับที่ยกเว้นต้องเป็นแบบเรียบไม่มีอัญมณีที่หลุดได้ กรณีที่ถอดไม่ได้ด้วยเหตุผลทางศาสนา ต้องปิดคลุมและต้องมีการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) ว่าจะปิดคลุมอย่างไร ส่วนแว่นตาและคอนแทกต์เลนส์ที่แตกหรือสูญหายก็ควรถูกพิจารณาเป็นความเสี่ยงสิ่งแปลกปลอมด้วย
- หากผู้มาเยือนไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเรื่องเล็บได้ ต้องมีมาตรการอื่นทดแทน เช่น จำกัดพื้นที่ที่เข้าได้ จำกัดสิ่งที่สัมผัสได้ และบังคับสวมถุงมือ
- ข้อกำหนดอาจผ่อนคลายได้สำหรับผู้ที่ทำงานเฉพาะในพื้นที่ที่ผลิตภัณฑ์อยู่ในภาชนะปิดสนิทและไม่มีความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์
- การตรวจการปฏิบัติตามทำได้โดยรวมไว้ในการตรวจสุขลักษณะรายวันหรือรายสัปดาห์ตามข้อ 3.4.4 หรือโดยการสอบถามพนักงานเป็นระยะ
- ระเบียบสุขลักษณะส่วนบุคคลฉบับปัจจุบันที่ครบทุกหัวข้อที่ข้อกำหนดระบุ
- บันทึกการสื่อสารระเบียบให้พนักงาน ผู้รับจ้าง และผู้มาเยือน เช่น การปฐมนิเทศและใบลงชื่อเข้าพื้นที่
- บันทึกการตรวจสุขลักษณะพนักงานที่จุดเข้าไลน์ ย้อนหลังต่อเนื่อง
- การประเมินความเสี่ยงและวิธีปิดคลุมสำหรับกรณีที่ถอดเครื่องประดับไม่ได้ด้วยเหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ พร้อมทะเบียนอนุญาตเป็นรายบุคคล
- ระเบียบว่าด้วยโทรศัพท์และอุปกรณ์ส่วนตัวในพื้นที่ผลิต พร้อมบันทึกการตรวจตรา
7.2.2การล้างมือเมื่อเข้าพื้นที่ผลิตและตามความถี่ที่เหมาะสม
ต้องล้างมือเมื่อเข้าพื้นที่ผลิต และล้างตามความถี่ที่เหมาะสมกับการลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ ความถี่ต้องสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและกับแนวปฏิบัติที่ดีของอุตสาหกรรม อย่างน้อยต้องล้างมือก่อนเข้าพื้นที่ผลิต และหลังกิจกรรมที่อาจก่อความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์
ข้อนี้ตรวจที่หน้างานล้วน ๆ ผู้ตรวจจะยืนดูที่จุดล้างมือในช่วงเปลี่ยนกะ สิ่งที่มักพบคือขั้นตอนที่ติดไว้ครบถ้วน แต่ระยะเวลาที่พนักงานใช้จริงสั้นกว่าที่กำหนดมาก และการเช็ดมือให้แห้งสนิทถูกข้ามไป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่แนวทางตีความย้ำว่าสำคัญ
- จังหวะที่ระบุไว้เป็นอย่างน้อย ได้แก่ ก่อนเข้าพื้นที่ผลิต หลังพักที่ต้องออกนอกพื้นที่ หลังเข้าห้องน้ำ หลังรับประทานอาหารหรือสูบบุหรี่ หลังสั่งน้ำมูกหรือจาม และหลังจับรองเท้า
- ขั้นตอนที่ครบถ้วนคือทำมือเปียก ลงสบู่ ถูให้ทั่วทั้งฝ่ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว หลังนิ้ว นิ้วหัวแม่มือ และปลายนิ้ว ล้างสบู่ออก แล้วเช็ดให้แห้งสนิท
- เวลาที่ใช้สำหรับขั้นตอนที่มีประสิทธิผลอยู่ราวสี่สิบถึงหกสิบวินาที และแนวปฏิบัติที่ดีคือใช้เจลฆ่าเชื้อหลังมือแห้งแล้ว
- คำสั่งการล้างมือต้องคำนึงถึงภาษาของพนักงาน เช่น การใช้ภาพประกอบ และต้องสอดคล้องกับสิ่งอำนวยความสะดวกตามข้อ 4.8.4
- ขั้นตอนการล้างมือที่เป็นเอกสาร พร้อมภาพประกอบที่ติดตั้งที่จุดล้างมือจริง
- ผลการตรวจประสิทธิผลการล้างมือ เช่น การสวอบมือหรือการใช้แผ่นสัมผัส พร้อมเกณฑ์ตัดสิน
- บันทึกการตรวจสุขลักษณะรายวันที่รวมการสังเกตพฤติกรรมการล้างมือ
7.2.3การปิดบาดแผลด้วยพลาสเตอร์ที่ควบคุมและตรวจจับได้
บาดแผลและรอยถลอกบนผิวหนังส่วนที่เปิดเผยต้องถูกปิดด้วยพลาสเตอร์ที่มีสีต่างจากสีผลิตภัณฑ์ โดยนิยมใช้สีน้ำเงิน และต้องมีแถบโลหะที่ตรวจจับได้ พลาสเตอร์ต้องเป็นของที่โรงงานจ่ายให้และมีการติดตามควบคุม และเมื่อเหมาะสมต้องสวมถุงมือทับพลาสเตอร์ด้วย
คำว่าควบคุมในข้อนี้หมายถึงรู้ว่าจ่ายไปกี่ชิ้น ให้ใคร เมื่อไร และกลับมาครบหรือไม่ ระบบที่ผู้ตรวจยอมรับได้ง่ายที่สุดคือการให้เลขกำกับแต่ละชิ้นและบันทึกลงสมุดจ่าย พร้อมกำหนดให้พนักงานแจ้งทันทีเมื่อพลาสเตอร์หลุดหาย
- ข้อกำหนดเรื่องแถบโลหะใช้บังคับแม้โรงงานไม่มีเครื่องตรวจจับโลหะ (metal detector) เพราะผลิตภัณฑ์จำนวนมากถูกส่งไปแปรรูปต่อ และอาจถูกตรวจพบในขั้นตอนถัดไปของห่วงโซ่
- พนักงานต้องแจ้งหัวหน้างานทันทีเมื่อพลาสเตอร์สูญหาย เพื่อให้กักผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ทัน
- ระเบียบการจ่ายและควบคุมพลาสเตอร์ พร้อมสมุดบันทึกการจ่ายที่ระบุชื่อ วันที่ และหมายเลข
- บันทึกกรณีพลาสเตอร์สูญหาย พร้อมการกักผลิตภัณฑ์และผลการค้นหา
- ข้อกำหนดจำเพาะ (specification) ของพลาสเตอร์ที่ระบุสีและแถบโลหะที่ตรวจจับได้
7.2.4การทดสอบพลาสเตอร์ทุกรุ่นผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ
เมื่อโรงงานใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ต้องนำตัวอย่างจากพลาสเตอร์ทุกรุ่นที่รับเข้ามาทดสอบผ่านเครื่อง ให้เครื่องคัดแยกได้สำเร็จ และต้องเก็บบันทึกผลไว้ ข้อนี้ยืนยันว่าพลาสเตอร์ที่ซื้อมาแต่ละรุ่นทำหน้าที่ตรวจจับได้จริงตามที่ผู้ขายระบุ
หากโรงงานไม่ได้ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ข้อนี้ไม่นำมาใช้ แต่ข้อ 7.2.3 ที่กำหนดให้พลาสเตอร์มีแถบโลหะยังคงต้องปฏิบัติตามอยู่ จุดนี้เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยว่าเมื่อไม่มีเครื่องก็ไม่ต้องใช้พลาสเตอร์ชนิดตรวจจับได้
- หากโรงงานมีเครื่องตรวจจับโลหะหลายเครื่อง แนวปฏิบัติที่ดีคือใช้การประเมินความเสี่ยงหาเครื่องที่ไวน้อยที่สุดแล้วทดสอบกับเครื่องนั้น เพราะหากผ่านเครื่องนั้นได้ก็ย่อมถูกตรวจพบโดยเครื่องอื่นทั้งหมด
- การทดสอบต้องทำเป็นรายรุ่นที่รับเข้า ไม่ใช่ทดสอบครั้งเดียวตอนอนุมัติผู้ขาย และต้องเก็บบันทึกผลไว้ให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
- บันทึกการทดสอบพลาสเตอร์รายรุ่นที่อ้างอิงเลขรุ่นบนกล่องที่รับเข้า
- การประเมินความเสี่ยงที่ระบุว่าเครื่องตรวจจับโลหะเครื่องใดไวน้อยที่สุด
- เอกสารรับเข้าของพลาสเตอร์ที่แสดงเลขรุ่น พร้อมใบรับรองคุณสมบัติการตรวจจับได้จากผู้ผลิต
7.2.5การควบคุมการใช้และการเก็บยาประจำตัว
ต้องมีกระบวนการและคำสั่งงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ควบคุมการใช้และการเก็บยาประจำตัวของพนักงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่ยาจะกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ โดยหลักการคือไม่ควรนำยาเข้าพื้นที่ผลิต แต่ต้องมีทางออกที่ปฏิบัติได้สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์
ข้อนี้เกี่ยวพันกับข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว ผู้ที่ควรถือทะเบียนการแจ้งความจำเป็นทางการแพทย์คือฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือพยาบาลประจำโรงงาน ไม่ใช่การติดประกาศรายชื่อไว้ที่หน้าไลน์
- กรณีที่พนักงานมีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องพกยาติดตัว เช่น โรคหืดหรือเบาหวาน ต้องมีขั้นตอนควบคุม เช่น กำหนดให้แจ้งความจำเป็นนั้นต่อบริษัท
- ต้องพิจารณารูปแบบและภาชนะบรรจุของยา เช่น ขวดแก้ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านสิ่งแปลกปลอมโดยตรง
- ระเบียบการควบคุมและจัดเก็บยาประจำตัวที่เป็นลายลักษณ์อักษร
- ทะเบียนการแจ้งความจำเป็นทางการแพทย์ที่เก็บเป็นความลับโดยผู้รับผิดชอบที่ระบุชื่อ
- ระเบียบการเข้าพื้นที่สำหรับผู้รับจ้างและผู้มาเยือนที่ครอบคลุมเรื่องยา
4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้
เรื่องแรก มีใบลงชื่อเข้าอบรมแต่ไม่มีหลักฐานว่าผู้เข้าอบรมทำงานนั้นเป็น นี่คือข้อบกพร่องอันดับหนึ่งของหมวด 7 และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ข้อ 7.1 ถูกกำหนดเป็นข้อกำหนดพื้นฐาน แฟ้มที่โรงงานเตรียมไว้มักหนา มีใบลงชื่อครบทุกหลักสูตร แต่เมื่อผู้ตรวจถามว่าโรงงานรู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่นั่งอยู่ในห้องวันนั้นเข้าใจสิ่งที่สอน คำตอบมักหยุดอยู่ที่แบบประเมินความพึงพอใจต่อวิทยากร ทั้งที่ข้อ 7.1.2 และ 7.1.3 ต้องการการประเมินความสามารถและการทบทวนประสิทธิผล วิธีที่ทำได้จริงคือผูกการประเมินเข้ากับสิ่งที่หัวหน้างานทำอยู่แล้ว เช่น ให้หัวหน้าไลน์สังเกตการปฏิบัติงานจริงหนึ่งรอบภายในสองสัปดาห์หลังอบรม แล้วบันทึกผลลงแบบฟอร์มสั้น ส่วนผู้ที่เฝ้าระวังจุดควบคุมวิกฤต ให้ใช้คำถามสามข้อที่คงที่ คือทำอย่างไร บันทึกที่ใด และจะทำอย่างไรเมื่อค่าหลุดเกณฑ์
เรื่องที่สอง พนักงานชั่วคราวถูกส่งเข้าไลน์ก่อนแล้วค่อยตามเก็บเอกสาร ในช่วงงานเร่ง คนใหม่มักถูกพาเข้าไลน์ในเช้าวันแรกโดยยังไม่ผ่านการปฐมนิเทศ แล้วจึงนัดอบรมรวมในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งขัดกับถ้อยคำของข้อ 7.1.1 ที่ระบุว่าต้องอบรมก่อนเริ่มปฏิบัติงาน ทางแก้มีสองชั้น ชั้นแรกคือออกแบบการปฐมนิเทศแบบสั้นที่หัวหน้ากะจัดได้เองทันทีในวันแรก ครอบคลุมเฉพาะเรื่องที่ต้องรู้ก่อนแตะผลิตภัณฑ์ คือกฎสุขลักษณะ การล้างมือ การแจ้งอาการเจ็บป่วย ชุดป้องกัน และการแจ้งเหตุ ชั้นที่สองคือให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลใส่เงื่อนไขลงในสัญญากับบริษัทจัดหาแรงงานตั้งแต่ต้น ว่าต้องส่งหลักฐานการอบรมพื้นฐานมาก่อนวันที่พนักงานเริ่มงาน และโรงงานมีสิทธิ์ตรวจสอบความเข้าใจซ้ำ
เรื่องที่สาม ระเบียบสุขลักษณะเขียนไว้ครบแต่หน้างานไม่เป็นไปตามนั้น ข้อ 7.2.1 ถูกกำกับให้ตรวจทั้งเอกสารและหน้างาน ผู้ตรวจจึงเดินเข้าไลน์แล้วมองมือของพนักงาน สิ่งที่พบบ่อยคือเล็บทาสีที่หลุดไม่หมด เล็บต่อ นาฬิกาที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ และสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่พนักงานคนนั้น แต่คือการไม่มีบันทึกการตรวจสุขลักษณะที่จุดเข้าไลน์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ข้อบกพร่องหนึ่งจุดขยายไปเป็นคำถามถึงประสิทธิผลของการตรวจสอบภายในทั้งระบบ ให้ท่านกำหนดการตรวจที่จุดเข้าไลน์เป็นกิจวัตรประจำวันโดยผู้ที่มีอำนาจสั่งแก้ไขได้ทันที และบันทึกผลไว้ทั้งกรณีที่ผ่านและกรณีที่พบผู้ไม่ปฏิบัติตาม
ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้
เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ ฉบับเดียวกันนี้ครอบคลุมข้อกำหนดของตอนที่ 30 และตอนที่ 31 ทั้งหมด พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที
ไฟล์ Word · ครอบคลุม 21 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย
ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 30 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ
- ที่ปรึกษาวางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9ประเมินช่องว่าง วางแผนโครงการ และลงหน้างาน
- ตรวจติดตามภายใน BRCGS Foodให้ผู้ตรวจจากภายนอกไล่ระบบก่อนหน่วยรับรองมา
- อบรมข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9ไล่ทั้งฉบับ ให้ทีมอ่านมาตรฐานเป็น
- สารบัญซีรีส์ทั้ง 35 ตอนดูรายการทุกตอน และดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานรวมเล่มเดียว
- โครงของข้อกำหนดทั้ง 9 หมวด 72 หัวข้อดูภาพรวมก่อนว่าโรงงานต้องทำหัวข้อใดบ้าง
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
