เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง
ข้อ 5.4 คือหัวข้อว่าด้วยการฉ้อฉลด้านอาหาร ซึ่งต่างจากหัวข้ออื่นในหมวด 5 ตรงที่ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ในรั้วโรงงาน แต่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก่อนวัตถุดิบจะมาถึงท่าน
ส่วนข้อ 5.5 เป็นเรื่องบรรจุภัณฑ์ ซึ่งดูเหมือนงานเอกสารง่าย ๆ แต่เป็นจุดที่เราพบข้อบกพร่อง (non-conformity) ซ้ำ ๆ ทั้งใบรับรองความสอดคล้อง (certificate of conformance, CoC) ที่หมดอายุ และฉลากรุ่นเก่าที่ยังวางปนอยู่ในคลัง
ทั้งสองหัวข้อนี้ไม่ได้ถูกกำกับเป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (fundamental requirement) แต่เป็นหัวข้อที่ลูกค้าปลายทางมักถามซ้ำนอกเหนือจากการตรวจ
1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้
ข้อ 5.4 กำหนดให้มีระบบที่ลดความเสี่ยงของการซื้อวัตถุดิบอาหารที่ถูกปลอมปนหรือถูกฉ้อฉล และทำให้คำบรรยายผลิตภัณฑ์กับคำกล่าวอ้าง (claims) ทุกอย่างถูกกฎหมาย ถูกต้อง และผ่านการยืนยัน เจตนารมณ์คือให้สถานที่ผลิตประเมินวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานของตนว่าเปราะบางต่อการเจือจาง การสับเปลี่ยน หรือการบิดเบือนข้อมูลส่วนผสมก่อนส่งมอบมากน้อยเพียงใด แล้ววางมาตรการควบคุม (control measure) ตามผลการประเมินนั้น รวมถึงให้คำกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับวัตถุดิบทุกข้อพิสูจน์ได้ และการรักษาห่วงโซ่การครอบครอง (chain of custody) สำหรับสินค้าที่อ้างอิงโครงการรับรองภาคเกษตรถูกประเมินได้จริง
หัวข้อนี้เจาะเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบและความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทาน ส่วนความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ขณะอยู่ในความควบคุมของบริษัทเป็นเรื่องของหมวด 4.1 และ 4.2 และขอบเขตของข้อ 5.4 ครอบคลุมวัตถุดิบและส่วนผสมอาหารเท่านั้น บรรจุภัณฑ์ไม่ต้องนำมาพิจารณาในหัวข้อนี้
ข้อ 5.5 กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์และกระบวนการจัดซื้อบรรจุภัณฑ์เหมาะสมกับการใช้งานที่ตั้งใจไว้ และให้เก็บรักษาบรรจุภัณฑ์ในสภาพที่ป้องกันการปนเปื้อนและลดการเสื่อมสภาพ เหตุผลคือบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่กำหนดความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์ตลอดอายุการเก็บ ทั้งความสะอาด คุณภาพที่เหมาะสม และการชะลอการเสื่อมสภาพ
การประเมินความเปราะบาง (vulnerability assessment) ไม่ได้ประเมินว่าสถานที่ผลิตของท่านจะฉ้อฉลหรือไม่ แต่เป็นการมองออกไปที่ห่วงโซ่อุปทานว่าจุดใดอ่อนแอพอที่วัตถุดิบจะถูกเจือจางหรือถูกสับเปลี่ยนก่อนมาถึงโรงงาน ท่านที่เขียนการประเมินโดยไล่ตามกระบวนการภายในโรงงาน มักได้เอกสารที่ตอบคำถามผิดข้อตั้งแต่ต้น
2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้
ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้
| ข้อ | เรื่อง | ตรวจที่ | เกี่ยวกับใคร |
|---|---|---|---|
| 5.4.1 | ความสามารถของผู้ประเมินความเปราะบาง | หน้างาน | ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายจัดซื้อ และผู้ที่ได้รับมอบหมายให้อยู่ในทีมประเมิน |
| 5.4.2–5.4.3 | การเข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามและการประเมินความเปราะบางของวัตถุดิบ | เอกสาร | ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายจัดซื้อ |
| 5.4.4 | มาตรการควบคุมวัตถุดิบที่ประเมินแล้วว่าเสี่ยงสูง | ทั้งสอง | ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายรับวัตถุดิบ |
| 5.4.5 | การยืนยันสถานะวัตถุดิบและการทดสอบสมดุลมวล | ทั้งสอง | ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายวางแผนการผลิต |
| 5.4.6 | การรักษาสถานะการรับรองของวิธีการผลิตที่กล่าวอ้าง | เอกสาร | ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายจัดซื้อ |
| 5.4.7 | การพิสูจน์คำกล่าวอ้างและการป้องกันการสูญเสียเอกลักษณ์ | ทั้งสอง | ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต |
| 5.5.1 | ความเหมาะสมของบรรจุภัณฑ์และใบรับรองความสอดคล้อง | เอกสาร | ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ |
| 5.5.2 | ถุงและแผ่นรองที่สัมผัสวัตถุดิบโดยตรง | หน้างาน | ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต |
| 5.5.3 | การจัดการบรรจุภัณฑ์และฉลากที่เลิกใช้ | ทั้งสอง | ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายคลังสินค้า และฝ่ายผลิต |
รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS
3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร
5.4.1ความสามารถของผู้ประเมินความเปราะบาง
ผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเดียวหรือทีม ต้องเข้าใจความเสี่ยงจากการฉ้อฉลด้านอาหาร ซึ่งรวมถึงความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบที่สถานที่ผลิตใช้จริง และหลักการของการประเมินความเปราะบาง
ข้อนี้เป็นข้อสีเหลือง ผู้ตรวจจึงจะพิสูจน์ที่ตัวคน ไม่ใช่ที่แฟ้มเอกสาร การมีชื่อในรายชื่อทีมโดยตอบคำถามเรื่องวัตถุดิบที่ตนดูแลไม่ได้ คือจุดที่ข้อนี้ไม่ผ่านบ่อยที่สุด
- ความรู้ที่ต้องมีในทีมมีสามด้าน คือหลักการของการฉ้อฉลด้านอาหารว่าคืออะไรและเหตุใดจึงต้องบริหารจัดการ เทคนิคการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) หรือความเปราะบาง และความเสี่ยงที่ผูกกับวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ห่วงโซ่อุปทาน หรือกระบวนการที่กำลังประเมิน
- มาตรฐานไม่ได้กำหนดวิธีพิสูจน์ความรู้ตายตัว จะเป็นการอบรมอย่างเป็นทางการ การอบรมและประสบการณ์ภายในองค์กร หรือความสามารถที่พิสูจน์จากความครบถ้วนและประสิทธิผลของการประเมินที่ทำออกมา ก็ยอมรับได้
- ข้อดีของการใช้ทีมคือแต่ละฝ่ายถือข้อมูลคนละชุด ฝ่ายเทคนิคเป็นผู้เชี่ยวชาญเนื้อหา งานอนุมัติผู้ขายเห็นข้อมูลของวัตถุดิบและห่วงโซ่ของแต่ละราย ฝ่ายจัดซื้อรู้เรื่องความขาดแคลนและราคา ส่วนฝ่ายรับวัตถุดิบและฝ่ายผลิตเห็นของจริงที่ส่งเข้ามา
- เมื่อใช้ทีม ต้องพิจารณาความสามารถโดยรวมของทีม ไม่ใช่ดูรายบุคคลแยกกัน
- หากสถานที่ผลิตไม่มีความรู้ภายในที่เหมาะสม ใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกได้ แต่ต้องอ่านประกอบกับข้อ 1.2.4 ที่ระบุว่าการบริหารระบบในแต่ละวันยังเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอง
- รายชื่อผู้รับผิดชอบหรือทีมประเมินความเปราะบาง พร้อมฝ่ายที่สังกัดและบทบาทของแต่ละคน
- หลักฐานความรู้ของแต่ละคน เช่น ใบผ่านการอบรมด้านการฉ้อฉลด้านอาหารหรือการประเมินความเปราะบาง หรือบันทึกการอบรมภายในพร้อมผลการประเมินความเข้าใจ
- ประวัติการทำงานที่แสดงความคุ้นเคยกับวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานที่สถานที่ผลิตใช้
- ขอบเขตงานของผู้เชี่ยวชาญภายนอก หากสถานที่ผลิตใช้ที่ปรึกษาช่วยประเมิน
5.4.2–5.4.3การเข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามและการประเมินความเปราะบางของวัตถุดิบ
ข้อ 5.4.2 กำหนดให้บริษัทมีกระบวนการเข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภัยที่เคยเกิดในอดีตและภัยที่กำลังก่อตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การปลอมปน (adulteration) หรือการสับเปลี่ยนวัตถุดิบ โดยแหล่งข้อมูลอาจมาจากสมาคมการค้า หน่วยงานภาครัฐ ศูนย์ข้อมูลของเอกชน หรือจากกิจกรรมที่ทำไว้แล้วตามข้อ 1.1.8
ข้อ 5.4.3 กำหนดให้ประเมินความเปราะบางเป็นเอกสารกับวัตถุดิบอาหารทุกรายการหรือทุกกลุ่ม โดยพิจารณาหลักฐานการสับเปลี่ยนหรือปลอมปนในอดีต ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้การปลอมปนน่าดึงดูด ความง่ายในการเข้าถึงวัตถุดิบผ่านห่วงโซ่อุปทาน ความละเอียดของการทดสอบตามปกติที่จะจับสารปลอมปนได้ และธรรมชาติของวัตถุดิบนั้น ผลลัพธ์ต้องออกมาเป็นแผนการประเมินความเปราะบางที่เป็นเอกสาร ซึ่งต้องทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง และทบทวนเมื่อเปลี่ยนวัตถุดิบหรือผู้ส่งมอบ เมื่อเกิดความเสี่ยงใหม่ และหลังเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ที่มีนัยสำคัญซึ่งพาดพิงความเป็นของแท้ (authenticity)
สองข้อนี้ทำงานต่อกันเป็นวงจรเดียว ข้อ 5.4.2 คือการหาข้อมูลเข้ามา ข้อ 5.4.3 คือการแปลงข้อมูลนั้นเป็นคำตัดสินว่าวัตถุดิบรายการใดเสี่ยง โรงงานที่มีรายชื่อเว็บไซต์แต่ไม่เคยมีบันทึกว่าเปิดดูเมื่อใด จะตอบข้อ 5.4.2 ไม่ได้ และการประเมินในข้อ 5.4.3 ก็จะไม่มีที่มา
- ข้อมูลเรื่องการปลอมปนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เจตนารมณ์จึงคือให้สถานที่ผลิตตามทันประเด็นที่กำลังก่อตัวและปรับระบบได้ทัน แนวทางระบุชัดว่าควรเป็นฝ่ายรุกในการค้นหาและทบทวนข้อมูล ไม่ใช่ตอบสนองหลังเกิดเหตุแล้ว
- กลไกที่ใช้ได้ เช่น การเป็นสมาชิกสมาคมการค้าที่ให้บริการข้อมูลนี้ การขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ การสมัครบริการที่ส่งข้อมูลอัปเดตเรื่องการฉ้อฉลด้านอาหาร และการทบทวนแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ แนวปฏิบัติที่ดีคืออ้างอิงแหล่งข้อมูลไว้เพื่อกลับไปดูภายหลังได้
- ผู้ตรวจจะมองหาหลักฐานว่ามีการตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการแปลงข้อมูลเป็นการดำเนินการต่อในข้อ 5.4.3
- การประเมินความเปราะบางคือการค้นหาจุดอ่อนในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่การประเมินโอกาสฉ้อฉลภายในสถานที่ผลิต เป้าหมายคือระบุว่าวัตถุดิบรายการใดเสี่ยงเป็นพิเศษ เพื่อวางมาตรการควบคุมตามข้อ 5.4.4
- วัตถุดิบที่คล้ายกันรวมประเมินเป็นกลุ่มได้หากความเสี่ยงใกล้เคียงกัน แต่วัตถุดิบอาหารทุกรายการต้องอยู่ในการประเมิน และหากผู้ส่งมอบได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้แล้ว สถานที่ผลิตไม่ต้องทำการประเมินความเปราะบางซ้ำแทนผู้ส่งมอบ
- ธรรมชาติของวัตถุดิบเปลี่ยนระดับความเสี่ยงได้มาก เช่น โรงฆ่าสัตว์ที่รับสัตว์มีชีวิตจะเห็นความผิดปกติได้ชัด แต่เมื่อจะกล่าวอ้างว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นสายพันธุ์เฉพาะ หรือมาจากประเทศที่ระบุ ต้องมีมาตรการควบคุมวัตถุดิบที่เข้มขึ้น และวัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว เช่น เนื้อบดหรือเครื่องเทศป่น มีความเสี่ยงสูงกว่าวัตถุดิบทั้งชิ้น
- แผนที่ได้ควรจัดลำดับหรือให้คะแนนวัตถุดิบเพื่อชี้ว่ารายการใดต้องเพิ่มมาตรการ ตัวอย่างการจัดระดับที่แนวทางยกไว้คือระดับสูงมาก สูง ต่ำ และแทบไม่มีนัยสำคัญ พร้อมระบุการดำเนินการที่ต่างกันในแต่ละระดับ
- มาตรฐานไม่ได้บังคับให้ทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของทุกวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์เมื่อการประเมินชี้ว่ามีความเสี่ยงจริงและต้องหาจุดที่จะวางการควบคุมให้ได้ผล
- สิ่งที่กระตุ้นให้ต้องทบทวนก่อนครบรอบปี เช่น การเปลี่ยนประเทศต้นทางหรือผู้ส่งมอบ การเปลี่ยนสถานะทางการเงินของผู้ส่งมอบหรือของประเทศต้นทาง ราคาวัตถุดิบที่ขยับไม่ว่าขึ้นหรือลง การเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ความขาดแคลนตามฤดูกาล และข้อมูลใหม่จากการอนุมัติผู้ขาย
- รายการแหล่งข้อมูลภัยคุกคามที่ใช้ พร้อมผู้รับผิดชอบและความถี่ในการทบทวน
- บันทึกการทบทวนข้อมูลพร้อมวันที่ และหลักฐานว่าข้อมูลที่พบถูกส่งเข้าสู่การทบทวนการประเมินความเปราะบาง
- แผนการประเมินความเปราะบางฉบับปัจจุบัน ที่ครอบคลุมวัตถุดิบอาหารทุกรายการหรือทุกกลุ่ม พร้อมเกณฑ์การให้คะแนนและระดับที่จัดได้
- บันทึกการทบทวนประจำปี และบันทึกการทบทวนนอกรอบพร้อมเหตุผลที่กระตุ้นให้ทบทวน
- เอกสารแสดงเหตุผลกรณีรวมวัตถุดิบหลายรายการเป็นกลุ่มเดียวกันในการประเมิน
5.4.4มาตรการควบคุมวัตถุดิบที่ประเมินแล้วว่าเสี่ยงสูง
เมื่อการประเมินชี้ว่าวัตถุดิบรายการใดมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการปลอมปนหรือการสับเปลี่ยน แผนการประเมินความเปราะบางต้องระบุกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นหรือกระบวนการทดสอบที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่ระบุไว้นั้น
ข้อนี้ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน เพราะมาตรการอย่างการใช้ซีลหรือหลักฐานการงัดแงะ ผู้ตรวจจะเดินไปดูที่จุดรับวัตถุดิบว่าทำจริงทุกเที่ยวหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงว่าเขียนไว้ในแผน
- มาตรการที่แนวทางยกไว้ ได้แก่ ใบรับรองผลวิเคราะห์จากผู้ส่งมอบวัตถุดิบ การทดสอบวัตถุดิบ การตรวจประเมินห่วงโซ่อุปทาน การใช้ซีลหรือหลักฐานการงัดแงะกับวัตถุดิบขาเข้า การเพิ่มความเข้มของการตรวจสอบเพื่ออนุมัติผู้ขาย การทำสมดุลมวล (mass balance) ที่ผู้ส่งมอบ และการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน เช่น เปลี่ยนผู้ส่งมอบหรือย่นห่วงโซ่ให้สั้นลง
- มาตรการที่ดีที่สุดคือมาตรการเชิงรุกและทำอย่างต่อเนื่อง เพราะมีโอกาสป้องกันเหตุได้จริง
- การทดสอบผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์แต่เป็นมาตรการเชิงรับ บอกได้เพียงว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่ป้องกันการเกิดหรือการเกิดซ้ำไม่ได้ แผนที่มีแต่การส่งตัวอย่างทดสอบจึงยังไม่ตอบเจตนารมณ์ของข้อนี้
- แผนการประเมินความเปราะบางส่วนที่ระบุมาตรการของวัตถุดิบแต่ละรายการที่จัดอยู่ในระดับเสี่ยง
- ผลการทดสอบวัตถุดิบที่ดำเนินการตามแผน พร้อมความถี่ที่กำหนดไว้
- ใบรับรองผลวิเคราะห์จากผู้ส่งมอบของวัตถุดิบที่กำหนดให้ต้องมี
- บันทึกการตรวจสภาพซีลหรือหลักฐานการงัดแงะที่จุดรับวัตถุดิบ
- รายงานการตรวจประเมินผู้ส่งมอบหรือห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบกลุ่มเสี่ยง
5.4.5การยืนยันสถานะวัตถุดิบและการทดสอบสมดุลมวล
เมื่อผลิตภัณฑ์มีฉลากหรือคำกล่าวอ้างบนบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปที่ขึ้นอยู่กับสถานะของวัตถุดิบ ต้องยืนยันสถานะของวัตถุดิบนั้นเป็นรายรุ่น คำกล่าวอ้างกลุ่มนี้รวมถึงแหล่งกำเนิดหรือถิ่นที่มาที่ระบุเจาะจง คำกล่าวอ้างเรื่องสายพันธุ์ สถานะที่ผ่านการรับรองตามโครงการภาคเกษตร สถานะเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม การรักษาเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ และส่วนผสมที่ระบุชื่อทางการค้าเฉพาะ โรงงานต้องเก็บบันทึกการจัดซื้อ การสอบกลับ (traceability) การใช้วัตถุดิบ และบันทึกการบรรจุผลิตภัณฑ์สุดท้ายเพื่อพิสูจน์คำกล่าวอ้าง พร้อมทดสอบสมดุลมวลเป็นเอกสารตามความถี่ที่โครงการรับรองนั้นกำหนด หากไม่มีข้อกำหนดเฉพาะของโครงการ ต้องทดสอบอย่างน้อยทุกหกเดือน
ข้อนี้ตรวจทั้งเอกสารและหน้างาน และเป็นข้อที่ผู้ตรวจมักใช้เวลานานที่สุดในหัวข้อนี้ เพราะการทดสอบสมดุลมวลต้องเดินได้ทั้งสองทิศทางจริงต่อหน้า ไม่ใช่การอ่านรายงานที่ทำไว้ล่วงหน้า
- คำกล่าวอ้างที่เข้าข่ายข้อนี้คือคำกล่าวอ้างที่ทำให้ส่วนผสมหรือผลิตภัณฑ์ต่างจากสินค้าทั่วไป เช่น คำกล่าวอ้างสายพันธุ์อย่างข้าวบาสมาติหรือเนื้อพันธุ์เฉพาะ คำกล่าวอ้างแหล่งกำเนิดอย่างวานิลลาจากมาดากัสการ์ คำกล่าวอ้างตามโครงการรับรอง และคำกล่าวอ้างการรักษาเอกลักษณ์อย่างปลอดพืชดัดแปลงพันธุกรรม
- คำกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ เช่น คำกล่าวอ้างทางโภชนาการ ปราศจากไขมัน หรือลดน้ำตาล ไม่ได้อยู่ในข้อนี้ แต่อยู่ในข้อ 5.3.7 และ 5.4.7
- การเชื่อคำประกาศของผู้ส่งมอบเพียงอย่างเดียวถือว่าไม่เพียงพอ หลายโครงการรับรองตรวจสถานะและขอบเขตผลิตภัณฑ์ของผู้ส่งมอบได้จากฐานข้อมูลออนไลน์
- คำกล่าวอ้างเรื่องสายพันธุ์หรือชนิดที่ดูด้วยตาแล้วแยกได้ การตรวจลักษณะภายนอกอาจเพียงพอ แต่กรณีที่ดูด้วยตาไม่ได้ เช่น ปลาแช่แข็งเป็นบล็อก ต้องใช้ใบรับรองผลวิเคราะห์และการสุ่มวิเคราะห์เป็นระยะ
- การทดสอบสมดุลมวลต้องทำทั้งสองทิศทาง คือจากรุ่นวัตถุดิบไปหารุ่นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทั้งหมด และจากผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปย้อนกลับไปหารุ่นวัตถุดิบที่ใช้ และต้องเลือกส่วนผสมที่มีคำกล่าวอ้างมาทดสอบ
- สถานที่ผลิตที่มีระบบสอบกลับต่างกันหลายระบบ เช่น โรงงานหลายผลิตภัณฑ์ อาจต้องทดสอบมากกว่าหนึ่งครั้งในทุกหกเดือน แต่หากมีคำกล่าวอ้างหลายรายการ ไม่ได้บังคับให้ทดสอบทุกคำกล่าวอ้างทุกรอบ ให้เลือกตัวแทน และแนวปฏิบัติที่ดีคือสลับคำกล่าวอ้างหรือผลิตภัณฑ์ในแต่ละรอบ
- การใช้ผลการทดสอบสมดุลมวลที่ทำโดยบุคคลที่สาม เช่น หน่วยรับรอง (certification body) เกษตรอินทรีย์ ใช้เป็นหลักฐานได้ หากเก็บบันทึกการทดสอบ ผลลัพธ์ และหลักฐานการปรับปรุงที่เกิดจากผลนั้นไว้ครบ และการวัดสมดุลมวลเป็นช่วงเวลาแทนการวัดรายรหัสรุ่นก็ยอมรับได้
- รายการคำกล่าวอ้างทั้งหมดที่สถานที่ผลิตใช้อยู่ พร้อมวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ผูกกับแต่ละคำกล่าวอ้าง
- หลักฐานการยืนยันสถานะวัตถุดิบรายรุ่น เช่น ผลการตรวจสอบฐานข้อมูลของโครงการรับรอง หรือใบรับรองผลวิเคราะห์
- บันทึกการจัดซื้อ บันทึกการเบิกใช้วัตถุดิบ และบันทึกการบรรจุผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่เชื่อมถึงกันได้
- รายงานการทดสอบสมดุลมวลย้อนหลังอย่างน้อยสิบสองเดือน ที่แสดงปริมาณเข้าและออกทั้งสองทิศทาง
- บันทึกการปรับปรุงระบบบันทึกข้อมูลที่เกิดจากผลการทดสอบสมดุลมวล หากพบช่องว่าง
5.4.6การรักษาสถานะการรับรองของวิธีการผลิตที่กล่าวอ้าง
เมื่อมีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับวิธีการผลิต เช่น เกษตรอินทรีย์ ฮาลาล หรือโคเชอร์ สถานที่ผลิตต้องรักษาสถานะการรับรองที่จำเป็นต่อการกล่าวอ้างนั้นไว้ให้เป็นปัจจุบัน
จุดที่พลาดบ่อยที่สุดของข้อนี้คือเรื่องวันหมดอายุล้วน ๆ การรับรองที่หมดอายุระหว่างรอบการผลิตแล้วสินค้ายังออกไปพร้อมคำกล่าวอ้างบนฉลาก เป็นประเด็นที่ไม่มีคำอธิบายใดช่วยได้
- ความถูกต้องของวิธีการผลิตตามมาตรฐานของบุคคลที่สามเหล่านี้จะไม่ถูกประเมินระหว่างการตรวจตามมาตรฐานนี้ ผู้ตรวจจึงไม่ได้ตรวจว่าท่านทำเกษตรอินทรีย์ถูกต้องหรือไม่
- สิ่งที่ผู้ตรวจต้องการคือหลักฐานว่าการรับรองที่เหมาะสมมีอยู่จริงและยังใช้ได้ โดยอาจดูจากใบรับรองหรือจากฐานข้อมูลออนไลน์ของหน่วยรับรองนั้น
- ความรับผิดชอบในการรักษาสถานะการรับรองให้ต่อเนื่องเป็นของสถานที่ผลิตเอง จึงควรมีทะเบียนคุมวันหมดอายุพร้อมผู้รับผิดชอบต่ออายุที่ชัดเจน
- ใบรับรองของโครงการที่เกี่ยวข้องกับคำกล่าวอ้างทุกฉบับ ที่ยังไม่หมดอายุและครอบคลุมขอบเขตผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจริง
- ทะเบียนคุมวันหมดอายุของใบรับรองพร้อมผู้รับผิดชอบและกำหนดยื่นต่ออายุ
- หลักฐานการตรวจสอบสถานะจากฐานข้อมูลของหน่วยรับรอง พร้อมวันที่ตรวจสอบ
5.4.7การพิสูจน์คำกล่าวอ้างและการป้องกันการสูญเสียเอกลักษณ์
เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อให้กล่าวอ้างได้ บริษัทต้องทำให้คำกล่าวอ้างทุกข้อมีหลักฐานสนับสนุน และต้องทวนสอบความถูกต้องของสูตรผลิตภัณฑ์กับกระบวนการผลิตอย่างครบถ้วน ว่าเป็นไปตามคำกล่าวอ้างที่ระบุและตามข้อกำหนดกฎหมายของประเทศปลายทางที่ตั้งใจจำหน่าย นอกจากนี้ต้องจัดทำผังกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่มีคำกล่าวอ้างเป็นเอกสาร ระบุจุดที่อาจเกิดการปนเปื้อนหรือการสูญเสียเอกลักษณ์ และวางมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
ข้อนี้ตรวจทั้งเอกสารและหน้างาน ผู้ตรวจมักหยิบผังกระบวนการของผลิตภัณฑ์ที่มีคำกล่าวอ้าง แล้วเดินไปดูจุดที่ท่านระบุว่าเป็นจุดเสี่ยง เพื่อดูว่ามาตรการแยกสายการผลิตหรือการจัดลำดับการผลิตทำจริงหรือไม่
- กระบวนการที่ต้องมีคือการทวนสอบ (verification) ว่าคำกล่าวอ้างถูกต้อง โดยครอบคลุมทุกขั้นตั้งแต่การออกแบบฉลาก การจัดหาวัตถุดิบ จนถึงการผลิต
- ต้องทำให้เป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายของประเทศปลายทางที่ตั้งใจจำหน่าย เพราะบางคำกล่าวอ้างมีนิยามตามกฎหมายที่ต่างกันในแต่ละตลาด
- ต้องระบุและป้องกันแหล่งที่มาของการปนเปื้อน การสูญเสียเอกลักษณ์ หรือความแปรปรวนที่กระทบคำกล่าวอ้าง โดยใช้ผังกระบวนการช่วยหาจุดที่ผลิตภัณฑ์อยู่ในพื้นที่หรือสายการผลิตร่วม
- ตัวอย่างที่แนวทางยกไว้คือคำกล่าวอ้างว่าผลิตจากพืชหรือเหมาะกับผู้ทานมังสวิรัติ ซึ่งต้องผนวกคำกล่าวอ้างเข้าไปในการประเมินความเสี่ยงวัตถุดิบ การอนุมัติผู้ขาย ข้อกำหนดจำเพาะ (specification) และแผนความปลอดภัยอาหาร แล้วนำไปสู่มาตรการอย่างการแยกพื้นที่ อุปกรณ์เฉพาะ หรือวิธีทำความสะอาดที่ผ่านการทวนสอบ
- ผังกระบวนการที่ใช้ในแผนความปลอดภัยอาหารตามข้อ 2.5.1 ใช้เป็นฐานของข้อนี้ได้ แต่ต้องระบุจุดที่ผลิตภัณฑ์อาจปะปนกันหรือสูญเสียเอกลักษณ์เพิ่มลงไป
- ตัวอย่างมาตรการที่ใช้จริง เช่น โรงคัดบรรจุที่บรรจุทั้งผลไม้ที่รับรองจากฟาร์มและที่ไม่ได้รับรอง จะเก็บผลไม้ที่รับรองไว้ในห้องเย็นแยกเฉพาะ และจัดลำดับให้บรรจุสินค้าที่รับรองก่อนหรือใช้สายการบรรจุที่กำหนดไว้
- คำกล่าวอ้างประเภทปราศจากสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ต้องระวังเป็นพิเศษเรื่องการปนเปื้อนข้าม (cross-contamination) และถูกกำหนดไว้แยกในข้อ 5.3.7
- แนวปฏิบัติที่ดีคือมีโปรแกรมการทวนสอบและการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงว่าคำกล่าวอ้างเป็นจริงได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่พิสูจน์ครั้งเดียวตอนออกผลิตภัณฑ์
- แฟ้มหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างของแต่ละผลิตภัณฑ์ พร้อมผลการทวนสอบสูตรและกระบวนการผลิต
- ผลการทบทวนข้อกำหนดกฎหมายของประเทศปลายทางสำหรับคำกล่าวอ้างนั้น
- ผังกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่มีคำกล่าวอ้าง ที่ระบุจุดเสี่ยงต่อการปนเปื้อนและการสูญเสียเอกลักษณ์
- มาตรการควบคุมที่กำหนดไว้ เช่น แผนการแยกจัดเก็บ ลำดับการผลิต หรือวิธีทำความสะอาดระหว่างเปลี่ยนรุ่น พร้อมบันทึกการปฏิบัติ
- ผลการทวนสอบและการเฝ้าติดตามที่ทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การสุ่มตรวจฉลากเทียบสูตร
5.5.1ความเหมาะสมของบรรจุภัณฑ์และใบรับรองความสอดคล้อง
เมื่อจัดซื้อหรือกำหนดข้อกำหนดจำเพาะของบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ ต้องแจ้งให้ผู้ส่งมอบบรรจุภัณฑ์ทราบถึงลักษณะเฉพาะของอาหารหรือของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ ซึ่งอาจมีผลต่อความเหมาะสมของบรรจุภัณฑ์ เช่น ปริมาณไขมันสูง ค่าความเป็นกรดด่าง สภาพการใช้งานอย่างการอุ่นด้วยไมโครเวฟ บรรจุภัณฑ์อื่นที่ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ และการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำได้ นอกจากนี้ต้องมีใบรับรองความสอดคล้องหรือหลักฐานอื่นสำหรับบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ เพื่อยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมายความปลอดภัยอาหารที่ใช้บังคับและเหมาะสมกับการใช้งานที่ตั้งใจไว้
ประเด็นที่เราพบบ่อยคือใบรับรองความสอดคล้องที่ผู้ส่งมอบให้มาไม่ได้ระบุข้อจำกัดการใช้งาน เมื่อโรงงานนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ไขมันสูงหรือบรรจุร้อน จึงกลายเป็นการใช้นอกเงื่อนไขโดยไม่รู้ตัว ควรอ่านข้อจำกัดในใบรับรองเทียบกับสภาพการใช้งานจริงทุกครั้งก่อนอนุมัติ
- เคยมีเหตุการเรียกคืน (recall) สินค้าที่เกิดจากการสื่อสารไม่ครบระหว่างผู้ส่งมอบบรรจุภัณฑ์กับผู้ผลิตอาหาร โดยเฉพาะกรณีใช้วัสดุในสภาวะที่รุนแรงกว่าที่ออกแบบไว้ หรือใช้วัสดุที่ไม่ได้ออกแบบมาสัมผัสอาหารโดยตรง เช่น การถอดหรือเปลี่ยนแผ่นซับในกล่องเพื่อลดต้นทุน
- หลักฐานการปฏิบัติตามกฎหมายอาจอยู่ในรูปข้อกำหนดจำเพาะ ข้อมูลการเคลื่อนย้ายของสาร หรือใบรับรองความสอดคล้อง และเมื่อใช้คำประกาศความสอดคล้อง ต้องระบุข้อจำกัดการใช้งานไว้ด้วย เช่น ชนิดอาหารหรือสภาวะการเก็บว่าเป็นอุณหภูมิห้อง แช่เย็น หรือแช่แข็ง
- ข้อมูลที่ต้องแจ้งผู้ส่งมอบ ได้แก่ การสัมผัสอาหารโดยตรงหรือลักษณะของชั้นกั้นหากไม่สัมผัสโดยตรง ลักษณะของอาหารที่อาจเพิ่มการเคลื่อนย้ายของสารเคมี สภาวะของกระบวนการผลิต เช่น การบรรจุร้อนหรือการฆ่าเชื้อในบรรจุภัณฑ์ การใช้งานที่คาดว่าผู้บริโภคจะทำ การใช้วัสดุรีไซเคิลหรือใช้ซ้ำ และบรรจุภัณฑ์อื่นที่ต้องเข้ากันได้ เช่น ขวดกับฝาที่มาจากคนละผู้ผลิต
- วัสดุสัมผัสอาหารโดยตรงเป็นสิ่งที่ต้องกังวลที่สุด แต่ชั้นบรรจุภัณฑ์อื่นก็มีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะฉลากที่มักเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยขายปลีก และบรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิอย่างกล่องลูกฟูก ซึ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนทางกายภาพหรือทางเคมีได้
- ต้องพิจารณาห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ด้วย เพราะสภาพการเก็บและการกระจายสินค้าเป็นตัวกำหนดว่าบรรจุภัณฑ์แบบใดเหมาะสม
- ข้อนี้เปิดให้ยืดหยุ่นได้ตามความเสี่ยง สถานที่ผลิตใช้การประเมินความเสี่ยงกำหนดระดับหลักฐานที่เพียงพอได้ แต่ต้องครอบคลุมข้อกำหนดกฎหมาย และแนวทางระบุชัดว่าการระบุข้อนี้ว่าไม่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะอย่างน้อยต้องมีหลักฐานว่าได้สื่อสารเรื่องนี้กับผู้ส่งมอบบรรจุภัณฑ์แล้ว
- ข้อกำหนดจำเพาะของบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิที่ส่งให้ผู้ส่งมอบ ซึ่งระบุลักษณะอาหารและสภาพการใช้งานจริง
- ใบรับรองความสอดคล้องหรือคำประกาศความสอดคล้องฉบับปัจจุบันของบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารทุกรายการ พร้อมข้อจำกัดการใช้งานที่ระบุไว้
- บันทึกการเปรียบเทียบข้อจำกัดในใบรับรองกับสภาพการใช้งานจริงของแต่ละผลิตภัณฑ์
- ข้อมูลการเคลื่อนย้ายของสารหรือผลทดสอบที่เกี่ยวข้อง สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ประเมินแล้วว่าเสี่ยง
- หลักฐานการสื่อสารกับผู้ส่งมอบบรรจุภัณฑ์ เช่น จดหมายหรือบันทึกการประชุมเมื่อเปลี่ยนวัสดุหรือเปลี่ยนสภาพการใช้งาน
5.5.2ถุงและแผ่นรองที่สัมผัสวัตถุดิบโดยตรง
แผ่นรองและถุงที่บริษัทจัดซื้อมาใช้สัมผัสโดยตรงกับส่วนผสมหรือกับงานระหว่างผลิต ต้องมีสีที่เหมาะสม เช่น สีที่ตัดกับสีของผลิตภัณฑ์ และต้องทนต่อการฉีกขาดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ
ข้อนี้เป็นข้อสีเหลือง ผู้ตรวจจะพิสูจน์ที่หน้างานด้วยการเดินไปดูถุงที่ใช้อยู่จริงในไลน์ ท่านที่กำหนดสีไว้ในข้อกำหนดจำเพาะแล้วแต่หน้างานยังมีถุงใสปนอยู่ จะไม่ผ่านข้อนี้ทันที
- วัสดุที่ใช้เป็นแผ่นรองภาชนะ ที่คลุมงานระหว่างผลิต หรือถุงใส่ส่วนผสมที่เตรียมไว้ อาจกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนเสียเอง จึงต้องแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อย่างเห็นได้ชัด เช่น สีน้ำเงินหรือสีแดง และหนาพอที่จะลดโอกาสฉีกหรือเสียหาย
- แนวปฏิบัติที่ดีคือระบุความหนาของถุงและฟิล์มเป็นเอกสารและสื่อสารให้ผู้ส่งมอบทราบ เพื่อให้ซื้อได้เฉพาะวัสดุที่เหมาะสม
- ข้อนี้ใช้เฉพาะกับวัสดุที่สถานที่ผลิตซื้อมาใช้เองภายในโรงงาน ไม่ใช้กับบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และไม่ใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่ขายถึงผู้บริโภคปลายทาง
- ผู้ส่งมอบวัตถุดิบควรถูกกระตุ้นอย่างจริงจังให้ส่งของโดยใช้วัสดุตามหลักการเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงที่บรรจุภัณฑ์จะปนเปื้อนผลิตภัณฑ์
- กรณีผลิตสินค้าส่งต่อให้ผู้ผลิตรายถัดไปแปรรูป ไม่ควรใช้แผ่นรองหรือถุงใส เพราะเป็นอันตรายที่ส่งต่อไปให้ผู้ผลิตรายถัดไป
- ข้อกำหนดจำเพาะของถุงและแผ่นรองที่ระบุสีและความหนาที่กำหนดไว้
- ตัวอย่างวัสดุที่ใช้อยู่จริงในแต่ละพื้นที่ผลิต เทียบกับข้อกำหนดจำเพาะ
- บันทึกการตรวจรับวัสดุกลุ่มนี้ที่ตรวจสีและความหนาก่อนนำเข้าใช้
- หลักฐานการสื่อสารข้อกำหนดเรื่องสีและความหนาให้ผู้ส่งมอบทราบ
- บันทึกการชี้แจงหรือข้อกำหนดที่ส่งให้ผู้ส่งมอบวัตถุดิบเรื่องวัสดุที่ใช้ห่อของที่ส่งเข้ามา
5.5.3การจัดการบรรจุภัณฑ์และฉลากที่เลิกใช้
บริษัทต้องมีระเบียบปฏิบัติสำหรับจัดการบรรจุภัณฑ์ที่เลิกใช้แล้วซึ่งรวมถึงฉลากด้วย โดยต้องครอบคลุมกลไกที่ป้องกันการหยิบบรรจุภัณฑ์ที่เลิกใช้ไปใช้โดยไม่ตั้งใจ การควบคุมและการกำจัดบรรจุภัณฑ์ที่เลิกใช้ และวิธีการที่เหมาะสมในการกำจัดสิ่งพิมพ์ที่เลิกใช้ เช่น การทำให้วัสดุที่มีเครื่องหมายการค้าใช้งานต่อไม่ได้
ข้อนี้ตรวจทั้งเอกสารและหน้างาน และเป็นข้อที่หน้างานฟ้องเร็วที่สุดในหัวข้อนี้ เพราะม้วนฉลากรุ่นเก่าที่วางอยู่ข้างเครื่องพิมพ์โดยไม่มีป้ายกำกับ เป็นสิ่งที่ผู้ตรวจเห็นก่อนจะได้อ่านระเบียบปฏิบัติของท่านเสียอีก
- ระเบียบปฏิบัติต้องมีองค์ประกอบครบสามส่วนตามที่ข้อกำหนดระบุ คือการป้องกันการนำไปใช้โดยไม่ตั้งใจ การควบคุมและการกำจัด และวิธีกำจัดสิ่งพิมพ์ที่เลิกใช้เป็นการเฉพาะ
- สิ่งพิมพ์ที่มีเครื่องหมายการค้าต้องถูกทำให้ใช้งานต่อไม่ได้ก่อนกำจัด เพราะฉลากที่หลุดออกไปในสภาพใช้งานได้เป็นช่องทางที่นำไปสู่การฉ้อฉลด้านอาหาร ซึ่งเชื่อมกลับไปยังเจตนารมณ์ของข้อ 5.4
- ในทางปฏิบัติหมายความว่าต้องมีจุดกักเก็บที่แยกและมีป้ายชัดเจนสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่รอกำจัด ไม่ปะปนกับของที่ใช้ได้
- การกำจัดควรมีบันทึกที่ระบุจำนวนและผู้ทำลาย เพื่อให้สอบทานย้อนหลังได้ว่าฉลากที่เลิกใช้หายไปจากระบบจริง
- ระเบียบปฏิบัติการจัดการบรรจุภัณฑ์และฉลากที่เลิกใช้ ที่ครอบคลุมครบทั้งสามองค์ประกอบ
- บันทึกการทำลายฉลากและสิ่งพิมพ์ที่เลิกใช้ ระบุจำนวน วันที่ วิธีทำลาย และผู้ดำเนินการ
- หลักฐานการกักเก็บแยกที่หน้างาน เช่น พื้นที่หรือภาชนะที่มีป้ายกำกับชัดเจน
- บันทึกการควบคุมฉลากเมื่อมีการเปลี่ยนแบบหรือเปลี่ยนข้อความ ที่แสดงการเรียกเก็บฉบับเดิมออกจากพื้นที่ผลิต
- ผลการตรวจติดตามภายใน (internal audit) ที่ครอบคลุมการควบคุมฉลากในพื้นที่ผลิตและคลัง
4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้
เรื่องแรก การประเมินความเปราะบางที่มองเข้าข้างในโรงงาน เอกสารจำนวนมากที่เราเห็นเขียนไล่ตามขั้นตอนการผลิตของตนเอง ตั้งแต่รับวัตถุดิบจนถึงจัดส่ง แล้วสรุปว่าทุกขั้นตอนมีการควบคุมแล้ว ซึ่งเป็นการตอบคำถามผิดข้อ เพราะข้อ 5.4.3 ต้องการให้มองออกไปที่ห่วงโซ่อุปทานก่อนวัตถุดิบมาถึงโรงงาน ว่าจุดใดเปิดโอกาสให้เกิดการเจือจางหรือการสับเปลี่ยน วิธีตรวจสอบง่าย ๆ คือถ้าเอกสารของท่านไม่มีคำว่าประเทศต้นทาง ความยาวของห่วงโซ่ หรือราคาวัตถุดิบอยู่ แสดงว่ายังไม่ได้ประเมินสิ่งที่ข้อนี้ต้องการ
เรื่องที่สอง แผนที่จบลงด้วยการส่งตัวอย่างทดสอบเพียงอย่างเดียว เมื่อประเมินแล้วพบว่าวัตถุดิบรายการหนึ่งเสี่ยงสูง มาตรการที่ตามมามักเป็นการส่งตรวจปีละครั้ง แนวทางตีความระบุชัดว่าการทดสอบเป็นมาตรการเชิงรับ บอกได้เพียงว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่ป้องกันไม่ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดซ้ำไม่ได้ มาตรการเชิงรุกอย่างการเพิ่มความเข้มของการอนุมัติผู้ขาย การใช้ซีลกับวัตถุดิบขาเข้า หรือการย่นห่วงโซ่ให้สั้นลง จึงควรอยู่ในแผนคู่กับการทดสอบเสมอ
เรื่องที่สาม การทดสอบสมดุลมวลที่เดินได้ทางเดียว โรงงานส่วนใหญ่ทำการสอบกลับจากผลิตภัณฑ์ย้อนไปหาวัตถุดิบได้ดี แต่เมื่อผู้ตรวจขอให้เดินจากรุ่นวัตถุดิบที่มีคำกล่าวอ้างไปหาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทุกรุ่นที่ใช้วัตถุดิบรุ่นนั้น พร้อมยอดปริมาณที่กระทบกัน กลับทำไม่ได้ อีกจุดหนึ่งคือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคำกล่าวอ้างมาทดสอบ ซึ่งไม่ตอบข้อ 5.4.5 เพราะข้อกำหนดระบุให้เลือกส่วนผสมที่มีคำกล่าวอ้างมาเป็นตัวทดสอบ
เรื่องที่สี่ การระบุว่าข้อ 5.5.1 ไม่เกี่ยวข้อง โรงงานที่ซื้อบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองแล้ว มักคิดว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แนวทางตีความระบุตรง ๆ ว่าการระบุข้อนี้ว่าไม่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะอย่างน้อยต้องมีหลักฐานว่าได้สื่อสารลักษณะของอาหารและสภาพการใช้งานกับผู้ส่งมอบแล้ว และต้องมีหลักฐานความสอดคล้องที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของบรรจุภัณฑ์นั้น
เรื่องที่ห้า ฉลากรุ่นเก่าที่ยังอยู่ในระบบ ข้อ 5.5.3 ดูเป็นข้อเล็ก แต่เป็นข้อที่เชื่อมกลับไปยังการฉ้อฉลด้านอาหารโดยตรง ฉลากที่เลิกใช้แล้วแต่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ ทั้งที่วางในคลังและที่ถูกทิ้งลงถังขยะทั่วไป คือช่องทางที่ทำให้เครื่องหมายการค้าของท่านไปปรากฏบนสินค้าที่ท่านไม่ได้ผลิต บันทึกการทำลายที่ระบุจำนวนและผู้ดำเนินการจึงไม่ใช่เอกสารส่วนเกิน
ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้
เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที
ไฟล์ Word · ครอบคลุม 10 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย
ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 25 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ
- ที่ปรึกษาวางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9ประเมินช่องว่าง วางแผนโครงการ และลงหน้างาน
- ตรวจติดตามภายใน BRCGS Foodให้ผู้ตรวจจากภายนอกไล่ระบบก่อนหน่วยรับรองมา
- อบรมข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9ไล่ทั้งฉบับ ให้ทีมอ่านมาตรฐานเป็น
- สารบัญซีรีส์ทั้ง 35 ตอนดูรายการทุกตอน และดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานรวมเล่มเดียว
- โครงของข้อกำหนดทั้ง 9 หมวด 72 หัวข้อดูภาพรวมก่อนว่าโรงงานต้องทำหัวข้อใดบ้าง
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
