ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
BRCGS Food Safety Issue 9 · ตอนที่ 20 จาก 35

ข้อ 4.10 การตรวจจับและคัดแยกสิ่งแปลกปลอม
ไล่ทีละข้อ 4.10.1.1 ถึง 4.10.7.1 พร้อมหลักฐานที่ต้องเตรียม

9 กันยายน 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center
ตอนที่ 20 จาก 35 · ซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ · ข้อ 4.10

เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง

หัวข้อ 4.10 เป็นหัวข้อที่โรงงานส่วนใหญ่มีอุปกรณ์ครบอยู่แล้ว แต่ยังได้ข้อบกพร่อง (non-conformity)
เพราะสิ่งที่ผู้ตรวจสนใจไม่ใช่ว่าท่านมีเครื่องตรวจจับโลหะ (metal detector) กี่เครื่อง แต่คือท่านพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าเครื่องนั้นยังทำงานอยู่ตลอดกะที่ผ่านมา
สามคำถามที่ตัดสินหัวข้อนี้จึงเป็น ทดสอบบ่อยแค่ไหน ทดสอบด้วยชิ้นทดสอบขนาดเท่าใด และเมื่อไม่ผ่านแล้วตามผลิตภัณฑ์ย้อนกลับไปได้ถึงไหน

1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้

เจตนารมณ์ของหัวข้อ สรุปด้วยถ้อยคำของเรา

ความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์จะปนเปื้อนต้องถูกลดลงหรือขจัดออกไป ด้วยการใช้อุปกรณ์คัดแยกหรือตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (foreign body) อย่างมีประสิทธิผล โดยมาตรฐานคาดหวังให้สถานที่ผลิตใช้แนวปฏิบัติที่ดีของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งครอบคลุมทั้งการตรวจด้วยเอกซเรย์ เครื่องตรวจจับโลหะ ตะแกรง แม่เหล็ก และเทคโนโลยีการสแกน

คำสำคัญของหัวข้อนี้คือคำว่าอย่างมีประสิทธิผล การมีเครื่องตั้งอยู่ที่ปลายสายการผลิตไม่ได้แปลว่าข้อกำหนดถูกทำครบ มาตรฐานไล่ตั้งแต่การประเมินว่ากระบวนการใดควรมีอุปกรณ์ชนิดใด ตำแหน่งติดตั้งและความไวที่ต้องพิสูจน์ได้ ความถี่การทดสอบ จนถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อผลการทดสอบไม่ผ่าน ซึ่งผูกโดยตรงกับความสามารถในการกักผลิตภัณฑ์ของท่าน

ก่อนอ่านรายข้อ ขอให้ท่านแยกคำสองคำออกจากกันให้ชัด การตรวจสอบความใช้ได้ (validation) คือการพิสูจน์ตอนติดตั้งว่าตำแหน่งและค่าความไวที่เลือกใช้ได้จริง และทำใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนการทวนสอบ (verification) คือการทดสอบตามรอบด้วยชิ้นทดสอบเพื่อยืนยันว่าเครื่องยังทำงานตามค่าที่ตั้งไว้ โรงงานจำนวนมากมีเฉพาะอย่างหลัง แล้วตอบไม่ได้ว่าทำไมจึงเลือกใช้ชิ้นทดสอบขนาดนั้น

2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้

ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้

ข้อเรื่องตรวจที่เกี่ยวกับใคร
4.10.1.1การประเมินว่าแต่ละกระบวนการควรใช้อุปกรณ์ชนิดใดเอกสารทีมความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับฝ่ายประกันคุณภาพและฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
4.10.1.2ชนิด ตำแหน่งติดตั้ง และความไวของอุปกรณ์ทั้งสองฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
4.10.1.3ความถี่การทดสอบ และการดำเนินการเมื่อทดสอบไม่ผ่านเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
4.10.1.4การสอบสวนสิ่งที่ถูกคัดออก และการวิเคราะห์แนวโน้มทั้งสองฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต
4.10.2.1–4.10.2.2ตัวกรองและตะแกรงหน้างานฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
4.10.3.1ความจำเป็นของเครื่องตรวจจับโลหะ และการให้เหตุผลเมื่อไม่ใช้หน้างานทีมความปลอดภัยอาหาร และฝ่ายประกันคุณภาพ
4.10.3.2–4.10.3.3กลไกการคัดออก และระเบียบปฏิบัติการใช้งานกับการทดสอบเครื่องหน้างานฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
4.10.3.4–4.10.3.5วิธีทดสอบและขนาดชิ้นทดสอบของเครื่องตรวจจับโลหะและเครื่องเอกซเรย์หน้างานฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต
4.10.4.1แม่เหล็กทั้งสองฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
4.10.5.1อุปกรณ์คัดแยกด้วยแสงหน้างานฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต
4.10.6.1–4.10.6.2ความสะอาดของภาชนะบรรจุแบบแข็งหน้างานฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต
4.10.7.1อุปกรณ์ตรวจจับและคัดแยกชนิดอื่นทั้งสองฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS

3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร

4.10.1.1การประเมินว่าแต่ละกระบวนการควรใช้อุปกรณ์ชนิดใด

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ทีมความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับฝ่ายประกันคุณภาพและฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

ต้องมีการประเมินที่เป็นเอกสารและเชื่อมโยงกับแผนความปลอดภัยอาหารตามหมวด 2 โดยทำกับทุกกระบวนการผลิต เพื่อระบุว่ามีโอกาสใช้อุปกรณ์ใดในการตรวจจับหรือคัดแยกสิ่งแปลกปลอมได้บ้าง อุปกรณ์ที่ควรนำมาพิจารณาโดยทั่วไปได้แก่ ตัวกรองและตะแกรง เครื่องตรวจจับโลหะและเครื่องเอกซเรย์ แม่เหล็ก อุปกรณ์คัดแยกด้วยแสง และอุปกรณ์แยกทางกายภาพชนิดอื่น เช่น การแยกด้วยแรงโน้มถ่วงหรือเทคโนโลยีฟลูอิดเบด

ข้อนี้ไม่ได้บังคับให้ท่านต้องซื้ออุปกรณ์ครบทุกชนิด แต่บังคับให้ท่านแสดงว่าได้พิจารณาแล้วทุกชนิด เอกสารที่ใช้ได้จริงจึงมักเป็นตารางที่ไล่ขั้นตอนการผลิตทีละขั้น แล้วระบุว่าเลือกอะไรและไม่เลือกอะไรเพราะเหตุใด

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • แนวทางตีความให้เริ่มจากแผนความปลอดภัยอาหารเป็นจุดตั้งต้น ต้องระบุอันตรายและแหล่งที่มาให้ได้ก่อน จึงจะกำหนดมาตรการควบคุม (control measure) ที่เหมาะสมได้
  • ผู้ตรวจจะเทียบการประเมินนี้กับการวิเคราะห์อันตราย (hazard analysis) ในข้อ 2.7.1 หากแผน HACCP ระบุอันตรายทางกายภาพไว้แต่การประเมินนี้ไม่ปรากฏ จะกลายเป็นความไม่สอดคล้องภายในระบบเอง
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • เอกสารประเมินการใช้อุปกรณ์ตรวจจับและคัดแยกสิ่งแปลกปลอมแยกตามสายการผลิตหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์
  • ผังกระบวนการที่ระบุตำแหน่งอุปกรณ์ทุกตัวที่ใช้ควบคุมสิ่งแปลกปลอม และความเชื่อมโยงกับตารางวิเคราะห์อันตราย

4.10.1.2ชนิด ตำแหน่งติดตั้ง และความไวของอุปกรณ์

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

ต้องระบุชนิด ตำแหน่งติดตั้ง และความไวของวิธีตรวจจับหรือคัดแยกไว้ในระบบเอกสารของสถานที่ผลิต โดยใช้แนวปฏิบัติที่ดีของอุตสาหกรรมตามลักษณะของวัตถุดิบ วัสดุ ผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ที่บรรจุแล้ว ทั้งตำแหน่งติดตั้งและปัจจัยอื่นที่มีผลต่อความไวของอุปกรณ์ ต้องผ่านการตรวจสอบความใช้ได้และมีเหตุผลรองรับ

คำถามที่ผู้ตรวจถามบ่อยที่สุดในข้อนี้คือ ทำไมจึงตั้งค่าความไวเท่านี้ คำตอบที่ยอมรับได้ต้องมาจากการทดลองตอนติดตั้ง ไม่ใช่ค่าที่ผู้ขายตั้งมาให้แล้วไม่มีผู้ใดแตะต้องอีก

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ตำแหน่งติดตั้งควรอยู่ใกล้ปลายกระบวนการผลิตมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดรวมถึงสายบรรจุอยู่ในการป้องกัน ส่วนความไวต้องพิจารณาจากลักษณะอาหาร ลักษณะของสิ่งปนเปื้อนที่คาดว่าจะพบ และขนาดช่องของหัวตรวจการตรวจสอบความใช้ได้ตอนติดตั้งทำโดยปรับความไวกับผลิตภัณฑ์ตัวแทนหลายชนิด เพื่อหาค่าที่ไวที่สุดเท่าที่ใช้งานได้จริงโดยคัดออกได้สม่ำเสมอและไม่เกิดการคัดออกผิดพลาด แล้วบันทึกค่าที่ได้ไว้
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ทะเบียนอุปกรณ์ที่ระบุชนิด ตำแหน่ง และค่าความไวของแต่ละเครื่องแยกตามผลิตภัณฑ์ พร้อมรายงานการตรวจสอบความใช้ได้ตอนติดตั้ง
  • เหตุผลประกอบการเลือกตำแหน่งติดตั้ง และรายชื่อผู้ได้รับมอบอำนาจให้แก้ไขค่าตั้ง

4.10.1.3ความถี่การทดสอบ และการดำเนินการเมื่อทดสอบไม่ผ่าน

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

ต้องกำหนดความถี่ในการทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับหรือคัดแยกสิ่งแปลกปลอมให้ชัดเจน โดยพิจารณาข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้า และความสามารถของสถานที่ผลิตในการชี้ตัว กัก และยับยั้งการปล่อยผ่าน (product release) วัสดุที่ได้รับผลกระทบ หากอุปกรณ์เกิดขัดข้อง นอกจากนี้ต้องจัดทำและนำไปปฏิบัติซึ่งขั้นตอนการแก้ไขและการรายงานเมื่ออุปกรณ์ทำงานผิดพลาด โดยการดำเนินการต้องประกอบด้วยการแยกออก การกักกัน และการตรวจซ้ำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตนับตั้งแต่การทดสอบหรือการตรวจครั้งล่าสุดที่ผลผ่าน

ประโยคสุดท้ายของข้อนี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ความถี่การทดสอบสำคัญ หากท่านทดสอบวันละครั้งตอนสิ้นกะ แล้ววันหนึ่งทดสอบไม่ผ่าน ผลิตภัณฑ์ที่ต้องกักคือทั้งกะ

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • สิ่งที่ต้องนำมาคิดในการกำหนดความถี่ ได้แก่ การตรวจเพิ่มตอนเริ่มและสิ้นกะ การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ การตรวจตามรอบระหว่างการผลิต การเปลี่ยนค่าตั้งเครื่องหรือหลังหยุดเดินเครื่อง ข้อกำหนดของลูกค้า และความสามารถในการเรียกผลิตภัณฑ์กลับมาตรวจซ้ำ
  • แนวทางตีความระบุว่าระบบตรวจจับจำนวนมากคาดหวังการทดสอบทุกชั่วโมง
  • เมื่อพบว่าอุปกรณ์ไม่ทำงาน ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผ่านอุปกรณ์นั้นนับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ยืนยันว่าทำงานได้ ต้องถูกนำมาตรวจใหม่
  • ต้องมีขั้นตอนระบุไว้ชัดว่าจะทำอะไรเมื่อเครื่องไม่ผ่านการทดสอบตามรอบ เช่น ตรวจไม่พบหรือคัดชิ้นทดสอบออกไม่ได้ และผู้ที่ทำหน้าที่ทดสอบต้องได้รับการอบรมในขั้นตอนนี้ตามข้อ 7.1.1
  • หากสาเหตุมาจากความบกพร่องของระบบ ต้องซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเริ่มผลิตในสายนั้นใหม่
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ขั้นตอนเมื่อทดสอบไม่ผ่าน ที่ครอบคลุมการแยก การกัก การตรวจซ้ำ และการรายงาน
  • บันทึกเหตุการณ์จริงที่เคยทดสอบไม่ผ่าน พร้อมรายการผลิตภัณฑ์ที่ถูกกักและผลการตรวจซ้ำ
  • หลักฐานการอบรมผู้ทำการทดสอบในขั้นตอนดังกล่าว

4.10.1.4การสอบสวนสิ่งที่ถูกคัดออก และการวิเคราะห์แนวโน้ม

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต

เมื่ออุปกรณ์ตรวจพบหรือคัดแยกวัสดุแปลกปลอมออกมา ต้องสอบสวนแหล่งที่มาของวัสดุที่ไม่คาดคิด และต้องนำข้อมูลของวัสดุที่ถูกคัดออกไปใช้ระบุแนวโน้ม เพื่อกำหนดการป้องกันที่ลดโอกาสการปนเปื้อนซ้ำเท่าที่ทำได้

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ผลิตภัณฑ์ที่ถูกคัดออกหรือถูกกักโดยระบบตรวจจับเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่า เพราะบอกล่วงหน้าได้ว่าวัตถุดิบหรือกระบวนการเริ่มมีปัญหา
  • ข้อมูลของที่ถูกคัดออกและที่ถูกกักต้องใช้เป็นฐานของการวิเคราะห์แนวโน้ม ซึ่งนำไปสู่การกำหนดการป้องกันในอนาคต
  • การคัดออกผิดพลาดก็ต้องบันทึกด้วย เพราะอาจชี้ว่าตัวเครื่องมีปัญหา หรือค่าความไวสูงเกินไปสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นและต้องปรับใหม่
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • บันทึกรายการสิ่งแปลกปลอมที่ถูกคัดออก พร้อมการระบุชนิดและสาเหตุ
  • รายงานวิเคราะห์แนวโน้มตามรอบ เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส แยกตามสายการผลิตและชนิดวัสดุ
  • บันทึกการดำเนินการป้องกันที่เกิดจากแนวโน้มที่พบ พร้อมผลติดตาม
  • บันทึกจำนวนและสาเหตุของการคัดออกผิดพลาด

4.10.2.1–4.10.2.2ตัวกรองและตะแกรง

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

ตัวกรองและตะแกรงที่ใช้ควบคุมสิ่งแปลกปลอมต้องระบุขนาดตาหรือเบอร์ไว้ชัดเจน และออกแบบให้ปกป้องผลิตภัณฑ์ได้สูงสุดเท่าที่ทำได้ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบหรือทดสอบความเสียหายตามรอบด้วยความถี่ที่กำหนดเป็นเอกสารบนพื้นฐานความเสี่ยง และเก็บบันทึกผลการตรวจไว้ เมื่อพบตัวกรองหรือตะแกรงที่ชำรุด ต้องบันทึกไว้ สอบสวนโอกาสที่ผลิตภัณฑ์จะปนเปื้อน และดำเนินการที่เหมาะสม

ตะแกรงเป็นอุปกรณ์ที่ตัวเองกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมได้ ท่านจึงต้องมีทั้งบันทึกที่พิสูจน์ว่าตรวจสภาพจริง และคำตอบว่าถ้าพบว่าขาดวันนี้ ท่านจะย้อนไปจัดการผลิตภัณฑ์ถึงรอบตรวจครั้งไหน

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ความถี่การตรวจควรมาจากลักษณะของตะแกรงเอง เช่น ตะแกรงแบบถังเจาะรูมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าตะแกรงลวดถัก รวมถึงประวัติผลการใช้งาน ความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการเรียกผลิตภัณฑ์กลับ โดยแนวทางตีความระบุว่าโดยทั่วไปตรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • วัสดุที่ใช้ทำตะแกรงมีผลด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ใช้ตะแกรงเป็นเหตุผลรองรับการไม่ติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะ ซึ่งควรใช้ตาข่ายที่ไม่ใช่โลหะ
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • เอกสารประเมินความเสี่ยงที่อธิบายที่มาของความถี่การตรวจของแต่ละจุด
  • บันทึกการตรวจสภาพตามรอบย้อนหลัง ที่ระบุผลแม้ในกรณีที่ไม่พบความผิดปกติ
  • บันทึกกรณีที่พบตะแกรงชำรุด พร้อมผลการสอบสวนและการจัดการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

4.10.3.1ความจำเป็นของเครื่องตรวจจับโลหะ และการให้เหตุผลเมื่อไม่ใช้

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ทีมความปลอดภัยอาหาร และฝ่ายประกันคุณภาพ

ต้องมีเครื่องตรวจจับโลหะ เว้นแต่การประเมินความเสี่ยง (risk assessment) แสดงว่าการมีเครื่องไม่ได้ทำให้ความปลอดภัยอาหารดีขึ้น กรณีที่ไม่ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ต้องจัดทำเหตุผลไว้เป็นเอกสาร โดยปกติการไม่มีเครื่องตรวจจับโลหะจะยอมรับได้ก็ต่อเมื่อใช้วิธีป้องกันอื่นที่มีประสิทธิผลสูงกว่า เช่น การใช้เครื่องเอกซเรย์ ตะแกรงละเอียด หรือการกรองผลิตภัณฑ์

เอกสารที่ผู้ตรวจปฏิเสธบ่อยที่สุดคือเหตุผลที่อ้างว่าไม่เคยมีข้อร้องเรียนเรื่องโลหะ แนวทางตีความระบุตรงว่าหลักฐานนี้เพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะการปนเปื้อนที่ผู้บริโภคไม่ได้แจ้งก็เกิดขึ้นได้

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • เหตุผลที่ยอมรับได้ต้องอิงลักษณะผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และมาตรการควบคุมอื่นที่สถานที่ผลิตมีอยู่ ส่วนเหตุผลด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียวใช้ไม่ได้ และหากลูกค้ากำหนดไว้ในข้อกำหนดจำเพาะ (specification) สถานที่ผลิตต้องปฏิบัติตามทุกกรณี
  • กรณีบรรจุในภาชนะโลหะ ต้องพัฒนาวิธีทดสอบทางเลือกที่ใช้ได้จริง เช่น เอกซเรย์ การตรวจจับโลหะที่ขั้นก่อนบรรจุ หรือการใช้แม่เหล็กร่วมกับการตรวจพินิจผลิตภัณฑ์
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • เอกสารประเมินความเสี่ยงที่ให้เหตุผลกรณีไม่ติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะ แยกตามผลิตภัณฑ์
  • ข้อกำหนดจำเพาะของลูกค้าที่ระบุความต้องการเรื่องการตรวจจับโลหะ
  • เอกสารแสดงวิธีทดสอบทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะโลหะ

4.10.3.2–4.10.3.3กลไกการคัดออก และระเบียบปฏิบัติการใช้งานกับการทดสอบเครื่อง

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

เครื่องตรวจจับโลหะหรือเครื่องเอกซเรย์ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ อุปกรณ์คัดออกอัตโนมัติสำหรับระบบต่อเนื่องแบบอินไลน์ ที่เบี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนออกจากการไหลของผลิตภัณฑ์ หรือไปยังที่เก็บซึ่งเข้าถึงได้เฉพาะผู้ได้รับมอบอำนาจ หรือระบบหยุดสายพานพร้อมสัญญาณเตือน สำหรับกรณีที่คัดออกอัตโนมัติไม่ได้ เช่น บรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่มาก หรือเครื่องตรวจจับแบบอินไลน์ที่ระบุตำแหน่งของสิ่งปนเปื้อนได้ เพื่อให้แยกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบออกได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ต้องจัดทำและนำไปปฏิบัติซึ่งระเบียบปฏิบัติสำหรับการใช้งานและการทดสอบเครื่อง โดยอย่างน้อยครอบคลุมความรับผิดชอบในการทดสอบ ประสิทธิผลและความไวในการทำงานพร้อมความแตกต่างที่ใช้กับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด วิธีการและความถี่ในการตรวจสอบเครื่อง และการบันทึกผลการตรวจสอบ

มาตรฐานยอมรับทั้งการคัดออกอัตโนมัติและระบบหยุดสายพาน แต่ยอมรับระบบหลังก็ต่อเมื่อมีมาตรการเพียงพอ จุดที่เราพบข้อบกพร่องคือระบบหยุดสายพานที่ไม่มีกล่องล็อกและไม่มีการควบคุมปุ่มเดินเครื่องใหม่ อีกประเด็นหนึ่งคือมาตรฐานไม่ได้กำหนดให้สอบเทียบเครื่องตรวจจับโลหะตามรอบ นอกเหนือจากกิจกรรมการทวนสอบในหัวข้อนี้ การบำรุงรักษาตามแผนอาจมีคุณค่าตามลักษณะเครื่องและสัญญา แต่หลายโรงงานเสียงบไปกับใบรับรองที่มาตรฐานไม่ได้ขอ

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • มาตรการเสริมที่แนะนำ ได้แก่ ให้เฉพาะพนักงานที่ผ่านการอบรมเป็นผู้นำของออก จำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์หลังสายพานหยุด และจำกัดการเริ่มเดินสายใหม่ไว้กับผู้ที่ถูกกำหนด ซึ่งต้องยืนยันตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่ถูกคัดออกก่อน
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ภาพหรือรายการแสดงกล่องรับของที่ถูกคัดออกซึ่งล็อกได้ พร้อมรายชื่อผู้ถือกุญแจ
  • บันทึกทุกครั้งที่สายพานหยุดหรือมีการคัดออก พร้อมการชี้ชะตาผลิตภัณฑ์นั้น
  • ระเบียบปฏิบัติการใช้งานและทดสอบเครื่อง ที่ระบุผู้รับผิดชอบ วิธี ความถี่ และวิธีบันทึกผล
  • ตารางค่าความไวที่ใช้กับผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ และรายชื่อผู้ได้รับมอบอำนาจให้ปรับตั้งเครื่อง

4.10.3.4–4.10.3.5วิธีทดสอบและขนาดชิ้นทดสอบของเครื่องตรวจจับโลหะและเครื่องเอกซเรย์

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต

วิธีทดสอบของทั้งสองเครื่องอย่างน้อยต้องประกอบด้วย การใช้ชิ้นทดสอบที่บรรจุทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ทราบค่า ซึ่งเลือกบนพื้นฐานความเสี่ยง และทำเครื่องหมายระบุขนาดกับชนิดวัสดุไว้บนชิ้นทดสอบ การทดสอบด้วยชิ้นทดสอบแยกกัน การทดสอบที่พิสูจน์ว่าทั้งกลไกตรวจจับและกลไกคัดออกทำงานได้ผลภายใต้สภาวะการทำงานปกติ การส่งแพ็กทดสอบต่อเนื่องกันผ่านเครื่องที่ความเร็วสายปกติ และการตรวจสอบระบบนิรภัยที่ติดตั้งไว้ สำหรับเครื่องตรวจจับโลหะ ต้องมีชิ้นทดสอบแยกกันสำหรับเหล็ก สเตนเลส และโดยทั่วไปโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก เว้นแต่ผลิตภัณฑ์อยู่ในภาชนะฟอยล์ซึ่งการทดสอบเฉพาะเหล็กอาจนำมาใช้ได้ ส่วนเครื่องเอกซเรย์ให้เลือกวัสดุของทรงกลมตามสิ่งปนเปื้อนที่คาดว่าจะพบตามปกติ กรณีติดตั้งบนสายพาน ต้องส่งชิ้นทดสอบให้ใกล้บริเวณที่ไวน้อยที่สุดของเครื่องมากที่สุด ซึ่งของเครื่องตรวจจับโลหะโดยทั่วไปคือกึ่งกลางช่องของเครื่อง และควรใส่ชิ้นทดสอบไว้ในแพ็กตัวอย่างของอาหารที่กำลังผลิตอยู่เท่าที่ทำได้ ส่วนเครื่องแบบอินไลน์ ต้องวางชิ้นทดสอบในการไหลของผลิตภัณฑ์ ตรวจสอบความใช้ได้ของจังหวะเวลาการคัดออก และทดสอบทั้งตอนเริ่มเดินสายและตอนสิ้นสุดช่วงการผลิต

สองข้อนี้ให้รายละเอียดมากที่สุดในหัวข้อ 4.10 และเป็นข้อที่แบบฟอร์มบันทึกของโรงงานมักไม่ครบ แบบฟอร์มที่ครบต้องมีช่องแยกตามชนิดวัสดุทดสอบ ช่องยืนยันว่าของถูกคัดออกจริงไม่ใช่เพียงเครื่องส่งเสียง และช่องบันทึกการทดสอบแพ็กต่อเนื่อง

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • การทดสอบที่ความเร็วสายปกติยืนยันว่ากลไกตรวจจับและกลไกคัดออกทำงานทันที่ความเร็วที่ใช้จริง การใส่ชิ้นทดสอบในแพ็กยืนยันว่าเนื้อผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ไม่ได้รบกวนเครื่อง และการใช้แพ็กต่อเนื่องยืนยันว่าระบบยังคัดแพ็กถัดไปได้ทันทีหลังเพิ่งคัดแพ็กก่อนหน้าออกไป
  • ระบบนิรภัยของเครื่องรุ่นใหม่จะเฝ้าติดตามการทำงานของตัวเองและส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีส่วนใดหยุดทำงาน เช่น เมื่อลมอัดที่ใช้ผลักของหายไป จึงควรทดสอบเป็นครั้งคราวว่าระบบนิรภัยเองยังทำงาน อย่างไรก็ตามมาตรฐานไม่ได้คาดหวังให้สถานที่ผลิตซื้อเครื่องใหม่หากเครื่องที่ใช้อยู่ไม่มีระบบนิรภัย
  • ชนิดวัสดุของชิ้นทดสอบเอกซเรย์ต้องเลือกจากวัสดุที่คาดหมายได้ว่าจะเป็นสิ่งปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์นั้น จึงมักต้องใช้หลายชนิดต่อหนึ่งเครื่อง
  • บริเวณที่ไวน้อยที่สุดของเครื่องเอกซเรย์ขึ้นกับการออกแบบ อาจอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดรังสีหรือใกล้ตัวรับสัญญาณ จึงต้องชี้บ่งไว้ให้ชัดในระเบียบปฏิบัติ
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ชิ้นทดสอบทุกชนิดที่มีเครื่องหมายระบุขนาดและชนิดวัสดุ พร้อมทะเบียนควบคุมชิ้นทดสอบ
  • เอกสารที่ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงเลือกขนาดและชนิดของชิ้นทดสอบเท่านั้นสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่ม
  • บันทึกการทดสอบที่แยกช่องผลตามชนิดวัสดุทดสอบ มีช่องยืนยันการคัดออก และครอบคลุมการทดสอบตอนเริ่มเดินสายกับตอนสิ้นสุดการผลิตของเครื่องแบบอินไลน์

4.10.4.1แม่เหล็ก

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

ต้องบันทึกชนิด ตำแหน่ง และความแรงของแม่เหล็กไว้อย่างครบถ้วน และต้องมีระเบียบปฏิบัติสำหรับการตรวจสอบ การทำความสะอาด การทดสอบความแรง และการตรวจความสมบูรณ์ของแม่เหล็กที่ใช้เพื่อความปลอดภัยอาหาร รวมถึงการทดสอบกับผลิตภัณฑ์สุดท้าย พร้อมเก็บบันทึกการตรวจทุกครั้งไว้

ประเด็นที่ต้องจำให้แม่นคือแม่เหล็กไม่ใช่ทางเลือกแทนเครื่องตรวจจับโลหะ แต่เป็นมาตรการควบคุมเพิ่มเติม โรงงานที่ใช้แม่เหล็กจึงยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในหัวข้อ 4.10.3 ทั้งชุด

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • อุตสาหกรรมบางกลุ่ม เช่น การโม่ธัญพืชและการผลิตกาแฟ ใช้แม่เหล็กเพื่อลดเศษโลหะในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จึงต้องบันทึกชนิดว่าเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแม่เหล็กถาวร ตำแหน่ง และความแรง
  • ความแรงต้องเพียงพอที่จะจับสิ่งแปลกปลอมที่เป็นโลหะ โดยพิจารณาขนาดอนุภาคอาหาร ความกว้างของสายพานหรือรางที่ติดตั้ง และอัตราการไหลของวัตถุดิบ
  • การทำความสะอาดสำคัญ เพราะสิ่งสกปรกที่สะสมบนผิวแม่เหล็กจะลดความสามารถในการจับสิ่งแปลกปลอม ส่วนการทดสอบความแรงทำได้ด้วยเครื่องวัดสนามแม่เหล็กซึ่งอ่านค่าเป็นเทสลา หรือใช้บริการสอบเทียบ (calibration) จากภายนอก
  • ความถี่การทดสอบใช้หลักเดียวกับข้อ 4.10.1.3 คือต้องทำให้สถานที่ผลิตจัดการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ทันเมื่อผลทดสอบไม่ผ่าน และต้องคำนึงถึงข้อกำหนดของลูกค้า
  • แนวปฏิบัติที่ดีคือติดตั้งแม่เหล็กตัวที่สองไว้ถัดจากตัวแรกให้ใกล้ที่สุด หากพบโลหะบนตัวที่สองแสดงว่าตัวแรกทำงานได้ไม่ดีพอ
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ทะเบียนแม่เหล็กทุกจุด ระบุชนิด ตำแหน่ง และค่าความแรงที่กำหนด
  • ระเบียบปฏิบัติที่ระบุความถี่และผู้รับผิดชอบของการตรวจสอบ ทำความสะอาด ทดสอบความแรง และตรวจความสมบูรณ์

4.10.5.1อุปกรณ์คัดแยกด้วยแสง

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต

อุปกรณ์คัดแยกด้วยแสงที่ใช้กับการตรวจผลิตภัณฑ์สุดท้าย ต้องได้รับการตรวจสอบตามคำแนะนำหรือข้อแนะนำของผู้ผลิต และต้องบันทึกผลการตรวจสอบไว้

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ระเบียบปฏิบัติสำหรับการบำรุงรักษาและการทดสอบมักถูกพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตตั้งแต่ตอนติดตั้งและทดสอบเดินเครื่อง
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติของสถานที่ผลิตที่แปลงข้อแนะนำของผู้ผลิตเป็นงานประจำพร้อมผู้รับผิดชอบ
  • บันทึกการตรวจสอบตามรอบและการเข้าบริการย้อนหลัง

4.10.6.1–4.10.6.2ความสะอาดของภาชนะบรรจุแบบแข็ง

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต

บนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยง ต้องนำระเบียบปฏิบัติไปปฏิบัติเพื่อลดการปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมที่มาจากภาชนะบรรจุ เช่น ขวดแก้ว กระป๋อง และภาชนะแข็งขึ้นรูปสำเร็จอื่น ซึ่งอาจรวมถึงการใช้สายพานแบบมีฝาครอบ การคว่ำภาชนะ และการกำจัดสิ่งแปลกปลอมด้วยการฉีดล้างด้วยน้ำหรือลม นอกจากนี้ต้องตรวจสอบและบันทึกประสิทธิผลของอุปกรณ์ทำความสะอาดภาชนะในทุกครั้งที่มีการผลิต และหากระบบมีกลไกคัดออกภาชนะที่สกปรกหรือชำรุด การตรวจสอบต้องรวมถึงการทดสอบทั้งการตรวจจับและการคัดออกภาชนะทดสอบอย่างได้ผล

มาตรฐานไม่ได้บังคับให้ต้องมีระบบล้างและระบบคัดออกอัตโนมัติ แต่สนับสนุนอย่างยิ่งให้ใช้ เมื่อใดที่ท่านติดตั้งระบบเหล่านี้แล้ว การตรวจสอบและบันทึกจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • แนวปฏิบัติทั่วไปคือคว่ำภาชนะและทำความสะอาดก่อนใช้ ส่วนขวดและกระปุกแก้วมักผ่านการตรวจแบบอัตโนมัติหรือการตรวจด้วยคนตามกรณีก่อนใช้งาน และเมื่อใช้การเป่าล้างด้วยลม อาจต้องมีฝาครอบหรือชุดดักเศษวัสดุ เพื่อไม่ให้เศษที่เป่าออกมากลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในจุดอื่น
  • ต้องพิจารณาสิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดการแตกหลังการล้างแล้วด้วย ซึ่งเชื่อมกับขั้นตอนตามข้อ 4.9.3.3
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • บันทึกการตรวจสอบประสิทธิผลของอุปกรณ์ล้างภาชนะทุกครั้งที่มีการผลิต
  • บันทึกการทดสอบภาชนะทดสอบที่พิสูจน์ทั้งการตรวจจับและการคัดออก หากมีระบบคัดออก
  • ขั้นตอนกรณีภาชนะแตกหลังการล้าง ที่สอดคล้องกับขั้นตอนการแตกของแก้วในข้อ 4.9

4.10.7.1อุปกรณ์ตรวจจับและคัดแยกชนิดอื่น

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง

อุปกรณ์ตรวจจับและคัดแยกสิ่งแปลกปลอมชนิดอื่น เช่น การแยกด้วยแรงโน้มถ่วง เทคโนโลยีฟลูอิดเบด หรือเครื่องดูดแยก ต้องได้รับการตรวจสอบตามคำแนะนำหรือข้อแนะนำของผู้ผลิต และต้องบันทึกผลการตรวจสอบไว้

ข้อนี้เป็นข้อปิดท้ายที่ครอบคลุมอุปกรณ์ทุกชนิดที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในข้ออื่นของมาตรฐาน หากผังกระบวนการของท่านมีอุปกรณ์แยกทางกายภาพที่ไม่ใช่ตะแกรง แม่เหล็ก หรือเครื่องตรวจจับ ข้อนี้จะถูกนำมาใช้ทันที

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • หลักการเดียวกันทั้งหมด คือระบบตรวจจับและคัดแยกทุกชนิดต้องถูกใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทำงานได้ตามระดับที่ต้องการ
  • การแยกด้วยแรงโน้มถ่วงคือวิธีแยกองค์ประกอบในสารแขวนลอยหรือวัสดุเม็ดแห้ง โดยอาศัยความถ่วงจำเพาะที่ต่างกันภายใต้แรงโน้มถ่วงและแรงต้าน
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • รายการอุปกรณ์แยกทางกายภาพชนิดอื่นที่สถานที่ผลิตใช้ พร้อมตำแหน่งในผังกระบวนการ และข้อแนะนำของผู้ผลิตสำหรับแต่ละชนิด
  • บันทึกการตรวจสอบตามรอบและการเข้าบริการย้อนหลัง

4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้

เรื่องแรก ความถี่การทดสอบที่ไม่มีเหตุผลรองรับ โรงงานจำนวนมากกำหนดให้ทดสอบเครื่องตรวจจับโลหะทุกชั่วโมงเพราะเห็นตัวเลขนี้ในเอกสารของโรงงานอื่น แต่เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงเป็นทุกชั่วโมงกลับตอบไม่ได้ ข้อ 4.10.1.3 กำหนดให้ความถี่มาจากข้อกำหนดของลูกค้าและความสามารถของสถานที่ผลิตในการชี้ตัว กัก และยับยั้งการปล่อยผ่านผลิตภัณฑ์เมื่ออุปกรณ์ขัดข้อง คำถามที่ท่านต้องตอบให้ได้จึงเป็น ถ้าทดสอบครั้งถัดไปไม่ผ่าน ผลิตภัณฑ์เท่าไรที่ต้องถูกกัก ถ้าคำตอบคือของออกไปถึงลูกค้าแล้ว ความถี่ที่ตั้งไว้ยาวเกินไป

เรื่องที่สอง แบบฟอร์มบันทึกการทดสอบที่ไม่ครบตามข้อ 4.10.3.4 สิ่งที่ขาดบ่อยที่สุดคือช่องยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ถูกคัดออกจริง เพราะบันทึกจำนวนมากมีเพียงช่องว่าเครื่องตรวจพบ ทั้งที่ข้อกำหนดระบุชัดว่าต้องพิสูจน์ทั้งกลไกตรวจจับและกลไกคัดออก รองลงมาคือการทดสอบด้วยโลหะเพียงชนิดเดียว ทั้งที่ต้องใช้ชิ้นทดสอบแยกกันสำหรับเหล็ก สเตนเลส และโดยทั่วไปโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก และการไม่ได้ทดสอบด้วยแพ็กต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเครื่องยังคัดแพ็กถัดไปได้ทันทีหลังเพิ่งคัดแพ็กก่อนหน้าออกไป

เรื่องที่สาม ขั้นตอนเมื่อทดสอบไม่ผ่านที่เขียนไว้แต่ไม่เคยถูกใช้จริง เอกสารเขียนว่าจะกักผลิตภัณฑ์ทั้งหมดตั้งแต่การทดสอบครั้งล่าสุดที่ผ่าน แต่เมื่อขอดูบันทึกเหตุการณ์จริงกลับพบว่าครั้งที่เคยเกิดขึ้นมีเพียงการปรับเครื่องแล้วเดินต่อ ผู้ตรวจจะเทียบสองสิ่งนี้เสมอ สิ่งที่ต้องมีคือบันทึกที่ไล่ได้ครบว่าผลิตภัณฑ์ล็อตใดถูกกัก ตรวจซ้ำด้วยวิธีใด ใครเป็นผู้ตัดสินชะตา และสายการผลิตถูกซ่อมเสร็จก่อนเดินเครื่องใหม่หรือไม่

เรื่องที่สี่ การเข้าใจผิดว่าแม่เหล็กหรือตะแกรงใช้แทนเครื่องตรวจจับโลหะได้เสมอ แนวทางตีความระบุตรงว่าแม่เหล็กเป็นมาตรการเพิ่มเติม ไม่ใช่ทางเลือกแทนเครื่องตรวจจับโลหะ โรงงานที่ใช้แม่เหล็กจึงยังต้องทำตามหัวข้อ 4.10.3 ทั้งชุด ส่วนตะแกรงใช้เป็นเหตุผลรองรับได้ก็ต่อเมื่อเป็นตะแกรงละเอียดในขั้นตอนสุดท้ายก่อนบรรจุ และแนวทางตีความยังแนะนำให้ทำจากตาข่ายที่ไม่ใช่โลหะ

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้

เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที

แจกฟรี · ไม่ต้องสมัครสมาชิก ใบตรวจหลักฐาน 4.10 — การตรวจจับและคัดแยกสิ่งแปลกปลอม

ไฟล์ Word · ครอบคลุม 16 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 20 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ

ใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

← ตอนที่ 19 การควบคุมการปนเปื้อนทางเคมีและกายภาพตอนที่ 21 ความสะอาด สุขลักษณะ และของเสีย →
ให้เราช่วยได้ วางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9 กับหน้างานจริงของโรงงาน

ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ที่ปรึกษาและฝึกอบรม · BRCGS Food Safety เตรียมโรงงานให้พร้อมตรวจ BRCGS Food และฝึกผู้ตรวจภายในให้ตรวจเจอก่อน

ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในการตรวจครั้งแรกมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโรงงานรับผิดชอบชัดเจน เรารับตั้งแต่ประเมินช่องว่างเทียบข้อกำหนดทีละข้อ ไปจนถึงฝึกผู้ตรวจติดตามภายในให้ตรวจเจอก่อนวันตรวจจริง

ดูงานที่ปรึกษา BRCGS Food → หรือดูหลักสูตร อบรมข้อกำหนด BRCGS Food และ อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน BRCGS Food แจ้งจำนวนผู้เข้าอบรมและขอบเขตระบบมาได้ที่ หน้าขอใบเสนอราคา

หากต้องการให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

แจ้งให้เราทราบว่าโรงงานของคุณผลิตสิ่งใด และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ