ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
BRCGS Food Safety Issue 9 · ตอนที่ 19 จาก 35

ข้อ 4.9 การควบคุมการปนเปื้อนทางเคมีและกายภาพ
ไล่ทีละข้อ 4.9.1.1 ถึง 4.9.6.3 พร้อมหลักฐานที่ต้องเตรียม

9 กันยายน 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center
ตอนที่ 19 จาก 35 · ซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ · ข้อ 4.9

เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง

หัวข้อ 4.9 เป็นหัวข้อที่เอกสารสวยงามช่วยได้น้อยที่สุด เพราะเกือบทุกข้อย่อยถูกกำกับให้ตรวจที่หน้างาน
ผู้ตรวจจะเปิดตู้เก็บสารเคมี หยิบทะเบียนแก้วขึ้นมาแล้วเดินไปยืนที่จุดนั้นจริง และจะถามพนักงานหน้าสายการผลิตว่าถ้าหลอดไฟเหนือหัวแตกตอนนี้ ท่านจะทำอะไรเป็นอย่างแรก
คำตอบที่ไม่ตรงกันระหว่างเอกสารกับคนหน้างาน คือจุดที่ข้อบกพร่อง (non-conformity) ของหัวข้อนี้เกิดขึ้นเกือบทั้งหมด

1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้

เจตนารมณ์ของหัวข้อ สรุปด้วยถ้อยคำของเรา

ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกและระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อควบคุมความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์จะปนเปื้อนสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอม (foreign body) ทางกายภาพ โดยความเสี่ยงต้องถูกลดให้เหลือน้อยที่สุดผ่านการพิจารณาแหล่งที่มาที่เป็นไปได้ และการกำหนดมาตรการควบคุม (control measure) ไว้ในแผน HACCP หรือแผนความปลอดภัยอาหารของสถานที่ผลิต

ขอบเขตที่ต้องพิจารณากว้างกว่าที่หลายโรงงานคิด คือครอบคลุมทั้งการจัดเก็บ กระบวนการผลิต เครื่องจักร งานซ่อมบำรุง โครงสร้างอาคาร งานทำความสะอาด และตัวบุคลากร รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางอย่างทางเดินและห้องพักพนักงาน และต้องมีการตรวจสอบพื้นที่พร้อมบันทึกตามข้อ 3.4.4 เพื่อยืนยันว่ามาตรการเหล่านี้ยังทำงานอยู่จริง

แนวทางตีความแนะนำให้คิดเรื่องการปนเปื้อนทางกายภาพเป็นสามชั้นตามลำดับ ชั้นแรกคือกำจัดอันตรายออกไปเมื่อทำได้ เช่น นำแก้วและไม้ที่ไม่จำเป็นออกจากพื้นที่ ชั้นที่สองคือป้องกันด้วยวิธีทำงาน เช่น ขั้นตอนถอดถุงและถอดกล่องที่ไม่ทำให้เกิดเศษบรรจุภัณฑ์ ชั้นที่สามซึ่งใช้เมื่อสองชั้นแรกทำไม่ได้ คือเลือกวัสดุที่ตรวจจับได้ง่าย ลำดับนี้สำคัญ เพราะโรงงานจำนวนมากกระโดดไปที่ชั้นสามทั้งที่ยังกำจัดต้นเหตุได้

2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้

ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้

ข้อเรื่องตรวจที่เกี่ยวกับใคร
4.9.1.1การใช้ จัดเก็บ และเคลื่อนย้ายสารเคมีที่ไม่ใช่อาหารทั้งสองฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายคลังสินค้า
4.9.1.2สารที่มีกลิ่นแรงและการป้องกันกลิ่นรสแปลกปลอมหน้างานฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง ฝ่ายประกันคุณภาพ และผู้รับจ้างที่เข้าทำงาน
4.9.2.1–4.9.2.2การควบคุมโลหะ ของมีคม ลวดเย็บ และหมุดปักหน้างานฝ่ายผลิต ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายประกันคุณภาพ
4.9.3.1การกำจัดหรือป้องกันแก้วและวัสดุเปราะหน้างานฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง และฝ่ายผลิต
4.9.3.2ทะเบียนแก้วและการตรวจสภาพตามความถี่ที่ประเมินความเสี่ยงเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต
4.9.3.3ขั้นตอนเมื่อเกิดการแตกของแก้วหรือวัสดุเปราะทั้งสองฝ่ายผลิต ฝ่ายประกันคุณภาพ และทีมทำความสะอาด
4.9.3.4–4.9.3.5การป้องกันหน้าต่างกระจก หลอดไฟ และเครื่องดักแมลงหน้างานฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง และฝ่ายประกันคุณภาพ
4.9.4.1–4.9.4.2การจัดเก็บภาชนะแก้วและการจัดการภาชนะแตกบนสายบรรจุหน้างานฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายผลิต และฝ่ายประกันคุณภาพ
4.9.4.3บันทึกการแตกและการทบทวนแนวโน้มทั้งสองฝ่ายผลิต และฝ่ายประกันคุณภาพ
4.9.5.1การใช้ไม้ในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิดหน้างานฝ่ายผลิต ฝ่ายคลังสินค้า และฝ่ายประกันคุณภาพ
4.9.6.1–4.9.6.3บรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ อุปกรณ์พกพา และสิ่งแปลกปลอมประเภทอื่นทั้งสองฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และหัวหน้าพื้นที่ทุกส่วน

รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS

3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร

4.9.1.1การใช้ จัดเก็บ และเคลื่อนย้ายสารเคมีที่ไม่ใช่อาหาร

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายคลังสินค้า

ต้องมีกระบวนการควบคุมการใช้ การจัดเก็บ และการเคลื่อนย้ายสารเคมีที่ไม่ใช่อาหาร โดยอย่างน้อยต้องมี บัญชีสารเคมีที่อนุมัติให้จัดซื้อ เอกสารข้อมูลความปลอดภัยและข้อกำหนดจำเพาะ (specification) ที่พร้อมใช้งาน การยืนยันความเหมาะสมสำหรับพื้นที่แปรรูปอาหาร การหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นแรง การติดฉลากภาชนะตลอดเวลา พื้นที่จัดเก็บเฉพาะที่แยกจากสารเคมีซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบและจำกัดผู้เข้าถึง การใช้โดยผู้ผ่านการอบรมเท่านั้น ขั้นตอนจัดการกรณีหกรั่วไหล และขั้นตอนกำจัดหรือส่งคืนสารเคมีที่เลิกใช้กับภาชนะเปล่าอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย

จุดที่เราพบข้อบกพร่องมากที่สุดไม่ใช่ตัวบัญชีสารเคมี แต่คือของจริงในตู้ที่ไม่ตรงกับบัญชี มักเป็นน้ำยาที่หัวหน้ากะซื้อมาเองเพราะของหมด หรือขวดที่ถูกแบ่งบรรจุแล้วไม่มีฉลาก

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • บัญชีสารเคมีที่อนุมัติมีไว้กันการซื้อสารที่ไม่เหมาะสมเข้ามา ครอบคลุมน้ำยาทำความสะอาด สารกำจัดสัตว์พาหะ (pest control) และสารเคมีอื่นที่ใช้ในพื้นที่ผลิต
  • การจัดเก็บต้องทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต เช่น แยกกรดกับด่าง และวางชนิดผงไว้เหนือของเหลวเพื่อกันการทำปฏิกิริยาเมื่อหกรั่วไหล
  • สารที่จะสัมผัสอาหารโดยตรง เช่น สารหล่อลื่นเครื่องจักร และสารฆ่าเชื้อขั้นสุดท้ายชนิดที่ไม่ต้องล้างน้ำตาม ต้องได้รับการยืนยันว่าใช้กับอาหารได้
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • บัญชีสารเคมีที่อนุมัติให้จัดซื้อฉบับปัจจุบันที่ตรงกับของจริงในพื้นที่จัดเก็บ พร้อมเอกสารข้อมูลความปลอดภัยฉบับล่าสุด
  • หนังสือยืนยันความเหมาะสมสำหรับพื้นที่แปรรูปอาหาร โดยเฉพาะสารหล่อลื่นและสารฆ่าเชื้อขั้นสุดท้าย
  • ทะเบียนผู้ได้รับอนุญาตเข้าพื้นที่จัดเก็บ บันทึกการอบรมของผู้ใช้ และระเบียบปฏิบัติกรณีหกรั่วไหลพร้อมอุปกรณ์รองรับที่จุดใช้งาน

4.9.1.2สารที่มีกลิ่นแรงและการป้องกันกลิ่นรสแปลกปลอม

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง ฝ่ายประกันคุณภาพ และผู้รับจ้างที่เข้าทำงาน

เมื่อจำเป็นต้องใช้วัสดุที่มีกลิ่นแรงหรือก่อกลิ่นรสแปลกปลอม เช่น ในงานก่อสร้างหรืองานปรับปรุงอาคาร ต้องมีระเบียบปฏิบัติที่ป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดกลิ่นรสแปลกปลอม

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ต้องขอข้อมูลจากผู้รับจ้างล่วงหน้าว่าจะใช้สารเคมีชนิดใด และจะมีมาตรการควบคุมอะไร เช่น ระบบดูดระบายไอระเหย
  • การประเมินความเสี่ยง (risk assessment) จากข้อมูลชุดนั้นต้องเสร็จก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ทำหลังจากกลิ่นเข้าไปในพื้นที่แล้ว
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • แบบขออนุญาตทำงานที่ระบุสารเคมีที่ผู้รับจ้างจะนำเข้ามา พร้อมเอกสารข้อมูลความปลอดภัย
  • บันทึกการประเมินความเสี่ยงเรื่องกลิ่นรสแปลกปลอมที่ลงวันที่ก่อนวันเริ่มงาน
  • มาตรการควบคุมที่ใช้จริง เช่น แผนการระบายอากาศ การกั้นพื้นที่ และการหยุดผลิต

4.9.2.1–4.9.2.2การควบคุมโลหะ ของมีคม ลวดเย็บ และหมุดปัก

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายผลิต ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายประกันคุณภาพ

ข้อ 4.9.2.1 กำหนดให้มีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับการควบคุมการใช้และการจัดเก็บของมีคมที่เป็นโลหะ ครอบคลุมมีด ใบมีดบนเครื่องจักร เข็ม และลวด พร้อมบันทึกการตรวจสภาพความเสียหายและการสอบสวนเมื่อมีรายการใดสูญหาย โดยห้ามใช้มีดชนิดหักปล้องใบมีดโดยเด็ดขาด ส่วนข้อ 4.9.2.2 กำหนดให้หลีกเลี่ยงการจัดซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ลวดเย็บ ห้ามใช้ลวดเย็บ คลิปหนีบกระดาษ และหมุดปักในพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์เปิด และหากยังมีตัวปิดผนึกโลหะติดมากับวัสดุบรรจุ ต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงการปนเปื้อน

สองข้อนี้ถูกกำกับให้ตรวจที่หน้างานทั้งคู่ ข้อห้ามเรื่องมีดหักปล้องเป็นข้อห้ามเด็ดขาดที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ผลิตและพื้นที่จัดเก็บ จุดที่เรามักพบคือกล่องเครื่องมือของช่างและจุดเปิดกล่องสินค้าในคลัง

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • นโยบายของมีคมต้องระบุมาตรการควบคุม ขั้นตอนการตรวจสภาพและการรายงานเมื่อแตกหักหรือสูญหาย และวิธีจัดเก็บเมื่อไม่ได้ใช้ ตัวอย่างที่ยกไว้คือการให้หมายเลขประจำมีดและสมุดเบิกคืน
  • สำหรับลวดเย็บ ให้หลีกเลี่ยงการซื้อเข้ามาก่อน เมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงคุมที่จุดถอดบรรจุภัณฑ์ และข้อห้ามยังครอบคลุมของใช้สำนักงานที่พนักงานพกเข้าไป เช่น เอกสารที่เย็บลวด
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • นโยบายควบคุมของมีคมที่เป็นโลหะ ที่ระบุข้อห้ามใช้มีดหักปล้องไว้ชัดเจน
  • บันทึกการตรวจสภาพใบมีดตามความถี่ที่กำหนด และบันทึกการสอบสวนกรณีบิ่นหรือสูญหาย
  • ผลการตรวจพื้นที่ตามข้อ 3.4.4 ที่ครอบคลุมการค้นหาลวดเย็บและหมุดปักในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิด

4.9.3.1การกำจัดหรือป้องกันแก้วและวัสดุเปราะ

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง และฝ่ายผลิต

ต้องกำจัดแก้วและวัสดุเปราะอื่นออกจากพื้นที่ที่มีการจัดการผลิตภัณฑ์เปิด หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ หากกำจัดออกไม่ได้ต้องป้องกันไม่ให้แตกกระจาย

ข้อนี้ไม่ครอบคลุมแก้วที่ใช้บรรจุผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งถูกแยกไปไว้ในหัวข้อย่อย 4.9.4 ต่างหาก

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • เจตนาคือป้องกันอันตรายทางกายภาพที่รุนแรงต่อผู้บริโภค เมื่อแก้ว พลาสติกเปราะ เซรามิก หรือวัสดุคล้ายกันแตกเป็นชิ้นแล้วเข้าไปในผลิตภัณฑ์
  • รายการที่นำออกไม่ได้ต้องป้องกันการแตกกระจาย เช่น ติดฟิล์มกาว เสริมความแข็งแรง หรือทำแผงกำบัง แล้วจึงบรรจุลงทะเบียนเพื่อการตรวจสภาพตามข้อ 4.9.3.2
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • บันทึกการสำรวจแก้วและวัสดุเปราะทั้งสถานที่ผลิต ที่แยกให้เห็นว่ารายการใดถูกนำออกและรายการใดคงไว้
  • หลักฐานการป้องกัน เช่น ภาพถ่ายฟิล์มกาวที่ติดแล้ว หรือใบสั่งงานติดตั้งแผงกำบัง
  • เหตุผลประกอบการคงไว้ของรายการที่ยังอยู่ในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิด

4.9.3.2ทะเบียนแก้วและการตรวจสภาพตามความถี่ที่ประเมินความเสี่ยง

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายผลิต

ต้องมีระเบียบปฏิบัติสำหรับการจัดการแก้วและวัสดุเปราะอื่นที่ไม่ใช่บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์เปิดหรือมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน โดยอย่างน้อยต้องมีรายการที่ระบุตำแหน่ง จำนวน ชนิด และสภาพ มีการตรวจสภาพที่บันทึกไว้ตามความถี่ซึ่งกำหนดจากระดับความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์ และมีรายละเอียดวิธีทำความสะอาดหรือเปลี่ยนรายการนั้นโดยไม่ก่อความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์

ข้อนี้เป็นข้อเดียวในหัวข้อ 4.9 ที่ถูกกำกับให้ตรวจที่เอกสารเป็นหลัก แต่ผู้ตรวจจะถือทะเบียนเดินไปหาของจริงเสมอ ทะเบียนที่ระบุตำแหน่งกว้างเกินไป เช่น เขียนเพียงว่าอาคารผลิต จึงมักพบว่าจำนวนไม่ตรง

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ความถี่ต้องมาจากการประเมินความเสี่ยง เช่น ฝาครอบเคลือบพลาสติกเหนืออาหารเปิดตรวจทุกวันก่อนเริ่มผลิต ส่วนฝาครอบหน้าปัดบนตู้ควบคุมที่อยู่ห่างออกไปตรวจเดือนละครั้ง
  • ต้องเก็บบันทึกการตรวจแม้ผลไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อเกิดการแตกจะได้ยืนยันว่าครั้งก่อนรายการนั้นยังสมบูรณ์ ทำให้ขอบเขตการสอบสวนแคบลง
  • เอกสารชุดที่แนวทางตีความระบุว่าต้องมีคือห้าฉบับ ได้แก่ ทะเบียนรายการ การประเมินความเสี่ยงที่กำหนดความถี่ บันทึกการตรวจ ระเบียบการทำความสะอาดหรือเปลี่ยนรายการ และระเบียบจัดการเมื่อเกิดการแตก
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ทะเบียนแก้วและวัสดุเปราะที่ระบุตำแหน่ง จำนวน ชนิด สภาพ และความถี่การตรวจของแต่ละรายการ
  • เอกสารการประเมินความเสี่ยงที่อธิบายว่าเหตุใดแต่ละรายการจึงได้ความถี่นั้น
  • บันทึกการตรวจย้อนหลังอย่างน้อยสิบสองเดือน รวมถึงครั้งที่ผลปกติ และการตรวจซ้ำของรายการที่ยังซ่อมไม่ถาวร

4.9.3.3ขั้นตอนเมื่อเกิดการแตกของแก้วหรือวัสดุเปราะ

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายผลิต ฝ่ายประกันคุณภาพ และทีมทำความสะอาด

ต้องมีระเบียบปฏิบัติที่ระบุการดำเนินการเมื่อเกิดการแตกของแก้วหรือวัสดุเปราะ และต้องนำไปใช้จริง โดยอย่างน้อยต้องครอบคลุมการอบรมพนักงานให้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง การกักกันผลิตภัณฑ์และพื้นที่ผลิตที่อาจได้รับผลกระทบ การทำความสะอาดพื้นที่ผลิต การตรวจพื้นที่และการอนุมัติให้ผลิตต่อ การเปลี่ยนชุดปฏิบัติงานและการตรวจรองเท้า การระบุตัวพนักงานที่ได้รับมอบอำนาจให้ทำแต่ละขั้นตอนข้างต้น การบันทึกเหตุการณ์การแตก และการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนอย่างปลอดภัย

นี่คือข้อที่ผู้ตรวจถามละเอียดที่สุดของทั้งหัวข้อ และมักถามด้วยการชี้ไปที่จุดหนึ่งแล้วให้พนักงานเล่าทีละขั้น ระเบียบปฏิบัติที่เขียนเพียงว่าให้แจ้งหัวหน้าแล้วทำความสะอาด โดยไม่ระบุระยะกันเขต ไม่ระบุอุปกรณ์ที่ใช้ และไม่ระบุว่าใครเป็นผู้อนุมัติให้เดินเครื่องต่อ คือข้อบกพร่องที่เราพบซ้ำมากที่สุด

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ระเบียบปฏิบัติต้องตั้งอยู่บนการประเมินความเสี่ยง การดำเนินการจึงต่างกันได้ตามพื้นที่ที่เกิดเหตุ ไม่ใช่ขั้นตอนเดียวใช้ทั้งโรงงาน
  • ลำดับที่วางไว้คือแจ้งผู้รับผิดชอบที่มีความรู้และอำนาจตัดสินใจ เช่น หัวหน้างานหรือผู้จัดการฝ่ายผลิต แล้วหยุดการผลิตในบริเวณนั้นเมื่อการแตกเกิดใกล้ผลิตภัณฑ์เปิด
  • จากนั้นกันพื้นที่เพื่อไม่ให้เศษแก้วกระจายไปพื้นที่อื่น โดยต้องระบุระยะกันเขตให้ชัด เช่น เขตห้ามเข้ารัศมีสิบเมตรรอบจุดที่แตก
  • คัดผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนหรือน่าจะปนเปื้อนออกและกำจัด และหากพบการแตกระหว่างการตรวจตามรอบ ต้องพิจารณาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตนับจากการตรวจครั้งล่าสุดที่ผลปกติ
  • การเก็บกวาดต้องทำโดยผู้ที่ได้รับการอบรมและใช้อุปกรณ์ที่กำหนดไว้เฉพาะ เช่น แปรง ที่ตัก และถังที่แยกจากอุปกรณ์ทั่วไป เพราะเศษแก้วติดไปกับอุปกรณ์แล้วถูกพาไปพื้นที่อื่นได้ และต้องระบุวิธีกำจัดเศษ
  • หลังทำความสะอาดต้องตรวจพื้นที่และลงนามอนุมัติก่อนเริ่มผลิตใหม่ พร้อมเปลี่ยนชุดปฏิบัติงานของทั้งพนักงานผลิตและพนักงานทำความสะอาด และตรวจรองเท้าของทั้งสองกลุ่ม
  • ต้องระบุตัวผู้ได้รับมอบอำนาจของแต่ละขั้นตอน เก็บบันทึกการแตกทุกครั้ง และพิจารณาวิธีนำชิ้นส่วนที่แตกโดยเฉพาะชิ้นใหญ่ออกจากอาคาร ซึ่งบางกรณีต้องใช้ผู้รับจ้างที่กำหนดและได้รับอนุญาต
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติกรณีการแตก ที่ระบุครบทั้งการแจ้ง การหยุดผลิต ระยะกันเขต การคัดแยกผลิตภัณฑ์ การเก็บกวาด การทำความสะอาด การตรวจและอนุมัติ การเปลี่ยนชุด และการตรวจรองเท้า
  • รายชื่อพนักงานที่ได้รับมอบอำนาจในแต่ละขั้นตอน พร้อมบันทึกการอบรมของแต่ละคน
  • ชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดเฉพาะสำหรับกรณีแก้วแตก ที่ชี้บ่งชัดเจนและเก็บแยกจากอุปกรณ์อื่น
  • แบบบันทึกเหตุการณ์การแตก ที่มีช่องระบุตำแหน่ง ผลิตภัณฑ์ที่กักกัน การตัดสินใจ และผู้ลงนามอนุมัติให้ผลิตต่อ
  • บันทึกเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง พร้อมหลักฐานการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อน
  • หลักฐานการทดสอบความเข้าใจของพนักงานหน้างานเกี่ยวกับขั้นตอนนี้

4.9.3.4–4.9.3.5การป้องกันหน้าต่างกระจก หลอดไฟ และเครื่องดักแมลง

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง และฝ่ายประกันคุณภาพ

ข้อ 4.9.3.4 กำหนดว่าเมื่อประเมินแล้วว่าหน้าต่างกระจกเป็นความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์ ต้องป้องกันไม่ให้แตกกระจาย ส่วนข้อ 4.9.3.5 กำหนดว่าเมื่อหลอดไฟและหลอดฟลูออเรสเซนต์ รวมถึงหลอดในเครื่องดักแมลงไฟฟ้า เป็นความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์ ต้องมีการป้องกันอย่างเพียงพอ และหากป้องกันได้ไม่เต็มที่ ต้องมีวิธีจัดการทางเลือกอื่น เช่น ตะแกรงลวดหรือระเบียบปฏิบัติในการเฝ้าติดตาม

สองข้อนี้ถูกกำกับให้ตรวจที่หน้างานทั้งคู่ และใช้เกณฑ์ตัดสินเดียวกันคือความใกล้กับพื้นที่ผลิตหรือพื้นที่จัดเก็บ ผลการประเมินจึงต้องทบทวนเมื่อผังการผลิตเปลี่ยน

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ต้องประเมินแสงสว่างทุกชนิดที่ใช้ในสถานที่ผลิต รวมถึงพื้นที่จัดเก็บและสิ่งอำนวยความสะดวกของพนักงาน ไม่ใช่เฉพาะเหนือสายการผลิต
  • เมื่อป้องกันเต็มรูปแบบไม่ได้ ต้องใช้การจัดการทางเลือก เช่น ตะแกรงลวดหรือการเฝ้าติดตามตามรอบที่กำหนด และต้องบันทึกไว้
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ผลการประเมินความเสี่ยงของหน้าต่าง กระจกในผนัง และหลอดไฟทุกจุด แยกตามพื้นที่และชนิด
  • หลักฐานการติดฟิล์ม ปลอกหุ้ม หรือฝาครอบ พร้อมจุดที่ใช้การจัดการทางเลือกและเหตุผล
  • บันทึกการตรวจสภาพหน้าต่าง หลอดไฟ และฝาครอบตามความถี่ที่กำหนด รวมถึงหลอดของเครื่องดักแมลง

4.9.4.1–4.9.4.2การจัดเก็บภาชนะแก้วและการจัดการภาชนะแตกบนสายบรรจุ

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายผลิต และฝ่ายประกันคุณภาพ

ข้อ 4.9.4.1 กำหนดให้การจัดเก็บภาชนะแก้วหรือภาชนะเปราะอื่นแยกออกจากการจัดเก็บวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์อื่น ส่วนข้อ 4.9.4.2 กำหนดให้มีระบบจัดการเมื่อภาชนะแตกในช่วงระหว่างจุดล้างหรือจุดตรวจภาชนะจนถึงจุดปิดผนึก โดยต้องมีคำสั่งที่เป็นเอกสารซึ่งครอบคลุมการนำผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงบริเวณจุดแตกออกและกำจัด การทำความสะอาดโดยไม่ทำให้เศษกระจายเพิ่ม เช่น ห้ามใช้น้ำแรงดันสูงหรือลม อุปกรณ์ทำความสะอาดเฉพาะที่เก็บแยก ถังขยะมีฝาปิดที่กำหนดไว้ การตรวจเครื่องจักรหลังทำความสะอาด การอนุมัติให้เริ่มผลิตใหม่ และการรักษาบริเวณรอบสายให้ปราศจากเศษแก้ว

สองข้อนี้ถูกกำกับให้ตรวจที่หน้างานทั้งคู่ และใช้เฉพาะกับสถานที่ผลิตที่บรรจุผลิตภัณฑ์ลงภาชนะแก้วหรือภาชนะเปราะ เช่น กระปุกเซรามิก หากท่านไม่ได้ใช้ภาชนะประเภทนี้ หัวข้อย่อย 4.9.4 จะไม่ถูกนำมาใช้กับสถานที่ผลิตของท่าน

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • คำสั่งกรณีภาชนะแตกมักต้องเขียนแยกตามช่วงของสาย เพราะผลกระทบของการแตกที่จุดล้างกับที่จุดปิดฝาไม่เท่ากัน
  • ข้อห้ามเรื่องน้ำแรงดันสูงและลมเป็นประเด็นที่ผู้ตรวจดูจากพฤติกรรมจริงของพนักงาน
  • สายบรรจุความเร็วสูงที่มีระบบตรวจจับและทำความสะอาดอัตโนมัติอาจทำบางข้อไม่ได้ในทางปฏิบัติ สถานที่ผลิตจึงต้องแสดงว่าระบบกำจัดเศษแก้วได้อย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย และต้องเข้าใจ บันทึก และควบคุมปัจจัยที่กระทบสมรรถนะ เช่น แรงดันน้ำที่ต่ำกว่ากำหนด
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ผังคลังที่แสดงพื้นที่จัดเก็บภาชนะแก้วที่แยกออกชัดเจน พร้อมป้ายชี้บ่ง
  • คำสั่งปฏิบัติงานกรณีภาชนะแตก ที่แยกตามช่วงของสายพร้อมระยะการคัดทิ้ง
  • แบบบันทึกการตรวจเครื่องจักรหลังทำความสะอาด พร้อมลายมือชื่อผู้อนุมัติให้เริ่มผลิต
  • สำหรับสายความเร็วสูง หลักฐานการทวนสอบ (verification) สมรรถนะของระบบอัตโนมัติ และการควบคุมปัจจัยเช่นแรงดันน้ำ

4.9.4.3บันทึกการแตกและการทบทวนแนวโน้ม

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายผลิต และฝ่ายประกันคุณภาพ

ต้องเก็บบันทึกการแตกของภาชนะทุกครั้งบนสายการผลิต และหากไม่มีการแตกเกิดขึ้นในช่วงการผลิตใด ต้องบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน โดยบันทึกเหล่านี้ต้องถูกทบทวนเพื่อระบุแนวโน้ม และหาโอกาสปรับปรุงสายการผลิตหรือตัวภาชนะ

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • บันทึกแต่ละครั้งควรมีตำแหน่งที่เกิดการแตก การดำเนินการที่ทำ และการลงนามโดยพนักงานที่ผ่านการอบรมและได้รับมอบอำนาจ เช่น หัวหน้ากะหรือผู้แทนฝ่ายประกันคุณภาพ
  • ช่วงการผลิตที่ไม่มีการแตกต้องถูกบันทึกด้วย เพราะช่องว่างในบันทึกทำให้แยกไม่ออกว่าไม่มีเหตุการณ์หรือไม่ได้บันทึก
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • บันทึกการแตกรายกะย้อนหลังอย่างน้อยสิบสองเดือน รวมถึงช่วงที่บันทึกว่าไม่มีการแตก
  • แผนผังหรือกราฟแสดงตำแหน่งและความถี่ของการแตก ซึ่งช่วยให้เห็นว่าจุดใดของสายเกิดซ้ำบ่อย
  • หลักฐานว่าผลการทบทวนถูกนำเข้าวาระการประชุมทบทวนโดยฝ่ายบริหาร (management review)

4.9.5.1การใช้ไม้ในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิด

ตรวจที่พื้นที่ผลิตและการปฏิบัติงานจริง · เกี่ยวกับ ฝ่ายผลิต ฝ่ายคลังสินค้า และฝ่ายประกันคุณภาพ

ไม่ควรใช้ไม้ในพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์เปิด ยกเว้นกรณีที่กระบวนการกำหนดให้ต้องใช้ เช่น การบ่มในถังไม้ หรือลังไม้รับวัตถุดิบในโรงคัดบรรจุผักผลไม้สด หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องเฝ้าติดตามสภาพของไม้ตามความถี่ที่กำหนดจากความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหายหรือเสี้ยนที่จะปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ ส่วนไม้ที่ใช้สัมผัสอาหารต้องเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ก่อกลิ่นรสแปลกปลอม และหากใช้สารรักษาเนื้อไม้ ต้องเป็นชนิดที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กับอาหาร

กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือพาเลทไม้ ซึ่งไม่ควรอยู่ในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิด เว้นแต่มีความจำเป็นที่อธิบายได้และเลี่ยงไม่ได้อย่างสมเหตุสมผล และสถานที่ผลิตต้องแสดงได้ว่าไม่ก่อความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • มาตรการจัดการพาเลทที่ยกเป็นตัวอย่าง คือการกำหนดพื้นที่ที่ใช้ได้ เช่น เฉพาะปลายสายบรรจุ และการตรวจสภาพพาเลทก่อนนำเข้าพื้นที่ผลิต
  • ไม้ที่ใช้สัมผัสอาหารต้องปราศจากการปนเปื้อนทางเคมีที่จะเคลื่อนเข้าสู่อาหารรวมถึงกลิ่นรส และต้องจัดการเพื่อป้องกันการปนเปื้อนทางจุลินทรีย์
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • รายการจุดที่ยังใช้ไม้ พร้อมเหตุผลที่กระบวนการกำหนดให้ต้องใช้ และการประเมินความเสี่ยงที่ผนวกอยู่ในแผน HACCP
  • บันทึกการตรวจสภาพไม้และพาเลทตามความถี่ที่กำหนด พร้อมเกณฑ์การคัดออก
  • เอกสารรับรองว่าสารรักษาเนื้อไม้ที่ใช้ได้รับอนุญาตให้ใช้กับอาหาร หากมีการใช้

4.9.6.1–4.9.6.3บรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ อุปกรณ์พกพา และสิ่งแปลกปลอมประเภทอื่น

ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายผลิต และหัวหน้าพื้นที่ทุกส่วน

ข้อ 4.9.6.1 กำหนดให้มีระเบียบปฏิบัติที่ป้องกันไม่ให้วัตถุดิบปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์ของวัตถุดิบเอง เช่น ระหว่างขั้นตอนถอดถุงและถอดกล่อง ข้อ 4.9.6.2 กำหนดให้ควบคุมอุปกรณ์พกพาที่ถือด้วยมือซึ่งใช้ในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิด เช่น ปากกา ดินสอ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต เพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนทางกายภาพ แนวทางที่พิจารณาได้ เช่น ห้ามนำของที่ไม่ได้รับอนุมัติเข้าพื้นที่ จำกัดให้ใช้เฉพาะอุปกรณ์ที่สถานที่ผลิตจ่ายให้ และเลือกเครื่องเขียนที่ไม่มีชิ้นส่วนเล็กภายนอกและตรวจจับได้ด้วยเครื่องตรวจสิ่งแปลกปลอม ส่วนข้อ 4.9.6.3 กำหนดให้มีระเบียบปฏิบัติที่ลดความเสี่ยงของสิ่งแปลกปลอมประเภทอื่นตามผลการประเมินความเสี่ยง คือประเภทที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงไว้เป็นการเฉพาะในหัวข้อ 4.9

สามข้อนี้ถูกกำกับให้ตรวจทั้งที่เอกสารและที่หน้างาน ข้อ 4.9.6.2 ถูกเข้าใจผิดบ่อยที่สุด เพราะหลายโรงงานเชื่อว่ามาตรฐานบังคับให้ใช้ปากกาตรวจจับโลหะเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ข้อกำหนด ส่วนข้อ 4.9.6.3 เป็นข้อกวาดเก็บที่ผู้ตรวจมักใช้กับสิ่งที่พบระหว่างเดินตรวจ เช่น เศษเทปกาวและยางรัด

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • วัตถุดิบเข้ามาในบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบและมีตัวปิดผนึกหลายชนิด ระเบียบปฏิบัติการถอดจึงต้องเป็นเอกสาร จุดที่มักหลุดคือการใช้มีดกรีดถุงเหนือปากถังรับ
  • มาตรฐานไม่ได้กำหนดกลไกควบคุมตายตัว ชนิดของมาตรการขึ้นกับลักษณะกระบวนการ และผลที่จะเกิดหากของนั้นสูญหายหรือแตกในพื้นที่ผลิต
  • มาตรฐานไม่ได้กำหนดรูปแบบของปากกา และไม่ได้กำหนดให้นำปากกาทุกล็อตไปทดสอบผ่านเครื่องตรวจโลหะ
  • ทางเลือกที่ใช้ได้ เช่น จำกัดเฉพาะของที่สถานที่ผลิตจ่ายให้ ใช้อุปกรณ์ที่ตรวจจับโลหะได้ หรือเลือกของที่ไม่มีชิ้นส่วนเล็กภายนอกเพื่อไม่ให้เกิดเศษพลาสติกที่ตรวจจับไม่ได้เมื่อแตก
  • สำหรับสิ่งแปลกปลอมประเภทอื่น จุดตั้งต้นคือการประเมินความเสี่ยงที่ใช้ข้อมูลจริงของสถานที่ผลิต เช่น ข้อร้องเรียนของลูกค้าและผลการคัดแยกของเครื่องตรวจจับ แล้วจึงใช้ลำดับสามชั้นตามเดิม
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติการถอดบรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ พร้อมผังจุดที่กำหนดให้ทำ ซึ่งแยกจากจุดที่มีผลิตภัณฑ์เปิด
  • นโยบายควบคุมของพกพาในพื้นที่ผลิตภัณฑ์เปิด ที่ระบุรายการที่อนุญาตและที่ห้าม
  • การประเมินความเสี่ยงที่อธิบายเหตุผลของมาตรการที่เลือกใช้ในแต่ละพื้นที่
  • การประเมินความเสี่ยงสิ่งแปลกปลอมประเภทอื่น พร้อมระเบียบปฏิบัติที่ออกมาจากผลการประเมิน
  • ผลการตรวจพื้นที่ตามข้อ 3.4.4 ที่ครอบคลุมการพบของพกพาที่ไม่ได้รับอนุมัติและเศษวัสดุอื่น

4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้

เรื่องแรก ทะเบียนแก้วที่ทำครบทุกบานจนใช้งานจริงไม่ได้ โรงงานจำนวนมากเริ่มผิดลำดับ คือทำทะเบียนก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องการนำออก ผลคือได้ทะเบียนหลายร้อยรายการที่รวมกระจกห้องประชุมและหน้าต่างสำนักงานเข้าไปด้วย ทั้งที่แนวทางตีความให้เก็บเฉพาะรายการที่มีความเสี่ยงแตกและปนเปื้อนผลิตภัณฑ์จริง ทะเบียนที่ยาวเกินจำเป็นทำให้การตรวจตามรอบกลายเป็นการเซ็นชื่อผ่าน ๆ ลำดับที่ถูกต้องตามข้อ 4.9.3.1 คือสำรวจ นำออกให้มากที่สุด ป้องกันสิ่งที่เหลือ แล้วจึงขึ้นทะเบียน

เรื่องที่สอง ความถี่การตรวจที่ตั้งเท่ากันหมดทั้งสถานที่ผลิต การให้ตรวจทุกรายการเดือนละครั้งเหมือนกันหมด เป็นสัญญาณว่าไม่มีการประเมินความเสี่ยงอยู่เบื้องหลัง ข้อ 4.9.3.2 กำหนดให้ความถี่มาจากระดับความเสี่ยงต่อผลิตภัณฑ์ สิ่งที่ต้องมีคู่กับทะเบียนจึงเป็นเอกสารประเมินความเสี่ยงที่อธิบายเหตุผลของแต่ละความถี่

เรื่องที่สาม ขั้นตอนเมื่อเกิดการแตกที่เขียนสั้นเกินกว่าจะใช้ได้จริง ข้อ 4.9.3.3 ระบุองค์ประกอบไว้ครบถ้วนผิดกับข้ออื่น ตั้งแต่การอบรม การกักกันผลิตภัณฑ์และพื้นที่ การทำความสะอาด การตรวจและการอนุมัติให้ผลิตต่อ การเปลี่ยนชุด การตรวจรองเท้า การระบุผู้ได้รับมอบอำนาจ การบันทึกเหตุการณ์ และการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อน ประเด็นที่ถูกลืมมากที่สุดคือระยะกันเขตที่เป็นตัวเลข และการย้อนพิจารณาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตนับจากการตรวจครั้งล่าสุดที่ผลปกติ เมื่อการแตกถูกพบระหว่างการตรวจตามรอบ อีกจุดหนึ่งคืออุปกรณ์ทำความสะอาดที่จัดไว้เรียบร้อยในตู้ ขณะที่เมื่อเกิดเหตุจริงพนักงานหยิบไม้กวาดที่ใกล้ที่สุดมาใช้ก่อน

เรื่องที่สี่ ปากกาตรวจจับโลหะ และบัญชีสารเคมีที่ไม่ตรงกับของจริง ข้อ 4.9.6.2 ไม่ได้บังคับให้ใช้ปากกาชนิดตรวจจับโลหะ และไม่ได้กำหนดให้ทดสอบปากกาทุกล็อตผ่านเครื่องตรวจโลหะ สิ่งที่ขอคือให้พิจารณาการออกแบบของปากกาและของพกพาที่ใช้อยู่ แล้วแสดงว่าอันตรายถูกจัดการอย่างเหมาะสม ส่วนข้อ 4.9.1.1 ผู้ตรวจมักเปิดตู้สารเคมีก่อนแล้วจึงย้อนไปดูบัญชี ของที่พบเกินบัญชีเสมอคือน้ำยาที่หน้างานซื้อมาเอง ขวดแบ่งบรรจุที่ไม่มีฉลาก และสารเคมีหมดอายุ ซึ่งแก้ได้ด้วยการผูกบัญชีเข้ากับระบบจัดซื้อ

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้

เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที

แจกฟรี · ไม่ต้องสมัครสมาชิก ใบตรวจหลักฐาน 4.9 — การควบคุมการปนเปื้อนทางเคมีและกายภาพ

ไฟล์ Word · ครอบคลุม 16 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 19 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ

ใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

← ตอนที่ 18 สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพนักงานตอนที่ 20 การตรวจจับและคัดแยกสิ่งแปลกปลอม →
ให้เราช่วยได้ วางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9 กับหน้างานจริงของโรงงาน

ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ที่ปรึกษาและฝึกอบรม · BRCGS Food Safety เตรียมโรงงานให้พร้อมตรวจ BRCGS Food และฝึกผู้ตรวจภายในให้ตรวจเจอก่อน

ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในการตรวจครั้งแรกมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโรงงานรับผิดชอบชัดเจน เรารับตั้งแต่ประเมินช่องว่างเทียบข้อกำหนดทีละข้อ ไปจนถึงฝึกผู้ตรวจติดตามภายในให้ตรวจเจอก่อนวันตรวจจริง

ดูงานที่ปรึกษา BRCGS Food → หรือดูหลักสูตร อบรมข้อกำหนด BRCGS Food และ อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน BRCGS Food แจ้งจำนวนผู้เข้าอบรมและขอบเขตระบบมาได้ที่ หน้าขอใบเสนอราคา

หากต้องการให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

แจ้งให้เราทราบว่าโรงงานของคุณผลิตสิ่งใด และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ