ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
BRCGS Food Safety Issue 9 · ตอนที่ 10 จาก 35

ข้อ 3.6 ข้อกำหนดจำเพาะ
ไล่ทีละข้อ 3.6.1 ถึง 3.6.4 พร้อมหลักฐานที่ต้องเตรียม

9 กันยายน 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center
ตอนที่ 10 จาก 35 · ซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ · ข้อ 3.6

เรียบเรียงโดย SP Solution Center ด้วยถ้อยคำของเราเอง จากมุมของที่ปรึกษาที่วางระบบให้โรงงานอาหาร — ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่สำเนาหรือคำแปลของมาตรฐาน รายการหลักฐานเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง

ข้อ 3.6 มีเพียงสี่ข้อย่อย และเป็นข้อสีเขียวทั้งหมด จึงเป็นหัวข้อที่พิสูจน์ด้วยเอกสารได้เกือบทั้งหมด
แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นหนึ่งในหัวข้อที่โรงงานไทยถูกออกข้อบกพร่อง (non-conformity) บ่อยที่สุด เพราะสเปกวัตถุดิบจำนวนมากยังเป็นเอกสารการขายของผู้ขาย ไม่ใช่เอกสารทางเทคนิคที่มีค่าจำกัดของพารามิเตอร์
บทความนี้ไล่ให้ครบว่าสเปกแต่ละประเภทต้องมีอะไร ต้องตกลงกับใคร และต้องทบทวนถี่แค่ไหน พร้อมวิธีรับมือเมื่อผู้ขายไม่ยอมลงนาม ซึ่งเป็นปัญหาที่เราพบซ้ำแทบทุกโรงงาน

1. เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้

เจตนารมณ์ของหัวข้อ สรุปด้วยถ้อยคำของเรา

ต้องมีข้อกำหนดจำเพาะ (specification) สำหรับวัตถุดิบซึ่งรวมถึงบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ สำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการใดก็ตามที่อาจส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เจตนารมณ์ของหัวข้อนี้คือทำให้บริษัทมั่นใจในคุณภาพของสิ่งที่ตนซื้อเข้ามา ไม่ใช่รับของแล้วค่อยมาตรวจว่าใช้ได้หรือไม่

ขอบเขตของคำว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการในหัวข้อนี้กว้างกว่าที่หลายโรงงานเข้าใจ ไม่ได้จำกัดเฉพาะส่วนผสมที่ใส่ลงในสูตร แต่รวมถึงน้ำที่ใช้ สารเคมีทำความสะอาด และบริการอย่างการกำจัดสัตว์พาหะ (pest control) บริการทำความสะอาด และการกระจายสินค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนมีโอกาสกระทบความปลอดภัยหรือความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ หากโรงงานมีผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปหรืองานระหว่างผลิตที่ต้องถูกตรวจสอบ และมีผลต่อความปลอดภัย ความเป็นของแท้ (authenticity) ความถูกต้องตามกฎหมาย หรือคุณภาพ ต้องจัดทำข้อกำหนดจำเพาะสำหรับสิ่งเหล่านั้นด้วย และข้อกำหนดจำเพาะฉบับปัจจุบันต้องพร้อมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้งานได้จริง โดยจะอยู่ในรูปฉบับเต็ม บางส่วนที่ตัดมาใช้ หรือแผ่นอ้างอิงหน้าไลน์ผลิตอย่างสเปกภาพถ่ายอย่างง่ายก็ได้

จุดที่ต้องระวังตั้งแต่ต้นคือคำว่าเพียงพอและถูกต้อง มาตรฐานไม่ได้บังคับรูปแบบของเอกสาร จะใช้แบบฟอร์มของผู้ขายหรือแบบฟอร์มของโรงงานเองก็ได้ แต่บังคับที่เนื้อหา คือต้องมีค่าจำกัดที่กำหนดไว้สำหรับพารามิเตอร์ที่วิกฤตต่อความปลอดภัย ความถูกต้องตามกฎหมาย และคุณภาพ เอกสารที่มีแต่ชื่อสินค้า รูปสินค้า และคำโฆษณา จึงไม่นับเป็นข้อกำหนดจำเพาะ แม้ผู้ขายจะเรียกเอกสารนั้นว่าสเปกก็ตาม

2. ข้อย่อยทั้งหมดในหัวข้อนี้

ตารางนี้สรุปว่าแต่ละข้อย่อยเกี่ยวกับใคร และผู้ตรวจจะตรวจข้อนั้นที่เอกสารหรือที่หน้างาน ตามรหัสสีที่มาตรฐานกำกับไว้

ข้อเรื่องตรวจที่เกี่ยวกับใคร
3.6.1ข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายจัดซื้อ และ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
3.6.2ข้อกำหนดจำเพาะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และฝ่ายขาย
3.6.3การตกลงข้อกำหนดจำเพาะอย่างเป็นทางการกับลูกค้าเอกสารฝ่ายขายและฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ
3.6.4รอบการทบทวนข้อกำหนดจำเพาะเอกสารฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายจัดซื้อ และ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

รหัสสีอ่านจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ คอลัมน์เกี่ยวกับใครเป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเรา ไม่ใช่การกำหนดของ BRCGS

3. ไล่ทีละข้อ — คืออะไร เกี่ยวกับใคร และต้องเตรียมหลักฐานอะไร

3.6.1ข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายจัดซื้อ และ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

ข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ ต้องเพียงพอและถูกต้อง และต้องทำให้มั่นใจว่าเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องระบุค่าจำกัดที่กำหนดไว้สำหรับคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องของวัสดุนั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพหรือความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุดท้าย เช่น เกณฑ์ด้านเคมี จุลชีววิทยา กายภาพ หรือสารก่อภูมิแพ้ (allergen)

คำสำคัญของข้อนี้คือค่าจำกัดที่กำหนดไว้ ไม่ใช่แค่รายการหัวข้อ การเขียนว่าตรวจจุลินทรีย์รวมโดยไม่ระบุว่าเกณฑ์ยอมรับคือเท่าใด ยังไม่ตอบข้อกำหนดนี้ และค่าจำกัดที่เขียนไว้ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่โรงงานใช้ตัดสินใจรับหรือปฏิเสธของจริงที่หน้าจุดรับวัตถุดิบ

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ต้องมีข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบทุกรายการ รวมถึงวัสดุบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ และต้องมีรายละเอียดที่เพียงพอ ไม่ใช่มีเฉพาะรายการที่มีปริมาณใช้มากหรือรายการที่ลูกค้าถาม
  • ต้องระบุค่าจำกัดของทุกพารามิเตอร์ที่วิกฤตต่อความปลอดภัย ความถูกต้องตามกฎหมาย และคุณภาพของผลิตภัณฑ์
  • ต้องมีรายละเอียดของบรรจุภัณฑ์ด้วย บรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิจึงถูกนับเป็นวัตถุดิบที่ต้องมีสเปกเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เอกสารจัดซื้อธรรมดา
  • รูปแบบเอกสารเปิดกว้าง จะเป็นรูปแบบที่ผู้ขายส่งมาให้หรือรูปแบบของบริษัทเองก็ได้ ตราบใดที่ข้อมูลซึ่งควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าถูกระบุไว้อย่างชัดเจน
  • ขอบเขตในเจตนารมณ์ของหัวข้อยังครอบคลุมวัตถุดิบและบริการที่กระทบความปลอดภัยอาหาร เช่น น้ำที่ใช้ สารเคมีทำความสะอาด บริการกำจัดสัตว์พาหะ บริการทำความสะอาด และการกระจายสินค้า
  • สำหรับสารเคมีทำความสะอาด แนวทางตีความยกตัวอย่างไว้ชัดว่าสเปกควรมีองค์ประกอบของสารเคมี วิธีใช้ และข้อมูลความปลอดภัยของวัสดุ
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ทะเบียนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิทุกรายการ พร้อมเลขฉบับและวันที่ของสเปกที่ใช้อยู่
  • ข้อกำหนดจำเพาะของวัตถุดิบตัวอย่างที่แสดงค่าจำกัดด้านเคมี จุลชีววิทยา กายภาพ และสารก่อภูมิแพ้
  • ข้อกำหนดจำเพาะของฟิล์ม ถุง ถาด หรือกระป๋องที่สัมผัสอาหาร พร้อมหลักฐานความเหมาะสมสำหรับสัมผัสอาหาร
  • ข้อกำหนดจำเพาะของสารเคมีทำความสะอาดที่ระบุองค์ประกอบ วิธีใช้ และข้อมูลความปลอดภัยของวัสดุ
  • ข้อกำหนดจำเพาะหรือขอบเขตงานของบริการที่กระทบผลิตภัณฑ์ เช่น การกำจัดสัตว์พาหะ การทำความสะอาด และการขนส่ง
  • เกณฑ์ตรวจรับที่หน้าจุดรับวัตถุดิบซึ่งค่าจำกัดตรงกับที่ระบุไว้ในสเปก

3.6.2ข้อกำหนดจำเพาะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และฝ่ายขาย

ต้องมีข้อกำหนดจำเพาะที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันสำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทุกรายการ โดยอยู่ในรูปเอกสารที่พิมพ์ออกมา เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบข้อกำหนดจำเพาะออนไลน์ก็ได้ และต้องมีข้อมูลสำคัญที่ทำให้เป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้าและของกฎหมาย รวมทั้งช่วยให้ผู้ใช้ใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย

คำว่าเป็นปัจจุบันในข้อนี้หมายถึงสเปกต้องสะท้อนสินค้ารุ่นที่ผลิตอยู่จริงในวันนี้ โรงงานที่เปลี่ยนผู้ขายส่วนผสม เปลี่ยนสูตร หรือเปลี่ยนอายุการเก็บ แล้วยังส่งสเปกฉบับเดิมให้ลูกค้า จึงเข้าข่ายไม่สอดคล้องทันทีที่ผู้ตรวจเทียบกับสูตรที่ใช้จริง

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ต้องมีข้อกำหนดจำเพาะครอบคลุมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทุกรายการที่อยู่ในขอบข่ายการรับรอง และต้องทำให้มั่นใจว่ากฎหมายที่กำหนดและความคาดหวังของลูกค้าถูกตอบครบ
  • สเปกต้องเป็นฉบับที่แทนสินค้ารุ่นปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง และควรถูกทบทวนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือสูตร
  • แนวปฏิบัติที่ดีคือมีระบบควบคุมการเปลี่ยนแปลง ซึ่งระบุการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนเริ่มผลิต แก้ไขสเปกอย่างทันเวลา และทำให้พนักงานเข้าถึงได้เฉพาะฉบับที่ถูกต้องเท่านั้น
  • รูปแบบของสเปกควรตกลงกับลูกค้า เพื่อให้ข้อกำหนดของลูกค้าถูกใส่ไว้ครบ จะเป็นเอกสารพิมพ์ ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ หรือฐานข้อมูลออนไลน์ก็ได้
  • สำหรับสินค้าแบรนด์ของบริษัทเอง ยอมรับได้ที่จะมีสเปกภายในซึ่งกำหนดพารามิเตอร์สำหรับการผลิต และมีเอกสารข้อมูลทางเทคนิคอีกฉบับสำหรับลูกค้าใช้
  • ข้อมูลที่แนวทางตีความระบุว่าเอกสารสำหรับลูกค้าต้องมีอย่างน้อย ได้แก่ ส่วนผสมพร้อมการมีอยู่ของสารก่อภูมิแพ้ ข้อมูลโภชนาการ วิธีเตรียมหรือวิธีปรุง วิธีเก็บรักษา อายุการเก็บและข้อมูลรหัส และปริมาณ
  • เนื่องจากสเปกต้องถูกต้อง การควบคุมการแก้ไขและการอนุมัติสเปกจึงควรกำหนดไว้ในระเบียบปฏิบัติที่เป็นเอกสาร และระเบียบนั้นควรระบุด้วยว่าใครมีอำนาจอนุมัติการแก้ไข
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ทะเบียนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทุกรายการในขอบข่ายการรับรอง พร้อมเลขฉบับสเปกที่ใช้อยู่
  • ข้อกำหนดจำเพาะผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตัวอย่าง ที่มีส่วนผสม สารก่อภูมิแพ้ ข้อมูลโภชนาการ วิธีเตรียม วิธีเก็บ อายุการเก็บ และปริมาณ
  • ระเบียบปฏิบัติเรื่องการจัดทำ แก้ไข และอนุมัติข้อกำหนดจำเพาะ ที่ระบุผู้มีอำนาจอนุมัติ
  • บันทึกการควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่แสดงว่าสเปกถูกแก้ก่อนเริ่มผลิตรุ่นใหม่
  • หลักฐานว่าเอกสารที่หน้าไลน์ผลิตเป็นฉบับปัจจุบัน เช่น แผ่นอ้างอิงการผลิตหรือสเปกภาพถ่ายที่ควบคุมฉบับ
  • บันทึกการเรียกคืน (recall) หรือทำลายสเปกฉบับที่ยกเลิกแล้ว

3.6.3การตกลงข้อกำหนดจำเพาะอย่างเป็นทางการกับลูกค้า

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายขายและฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ร่วมกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ

ในกรณีที่บริษัทผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของลูกค้า ต้องดำเนินการให้เกิดการตกลงข้อกำหนดจำเพาะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอย่างเป็นทางการ และในกรณีที่ยังไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการ บริษัทต้องแสดงให้เห็นได้ว่าได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการตกลงอย่างเป็นทางการแล้ว

ข้อนี้ยอมรับความจริงว่าโรงงานบังคับให้ลูกค้าลงนามไม่ได้ สิ่งที่บังคับได้คือกระบวนการของฝ่ายเรา ผู้ตรวจจึงไม่ได้ถามว่ามีลายเซ็นครบทุกใบหรือไม่ แต่ถามว่าเมื่อไม่มีลายเซ็น ท่านทำอะไรไว้เป็นหลักฐานบ้าง และทำอย่างเป็นระบบหรือทำเฉพาะรายที่นึกได้

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ข้อกำหนดจำเพาะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ลูกค้า ต้องถูกตกลงอย่างเป็นทางการกับลูกค้ารายนั้น และเท่าที่เป็นไปได้ควรมีการลงนามโดยทั้งสองฝ่าย
  • เมื่อลายเซ็นหรือการอนุมัติอย่างเป็นทางการของลูกค้าไม่สามารถทำได้ ต้องมีหลักฐานว่าได้ส่งสเปกออกไปแล้ว เช่น อีเมลที่ขอให้ลูกค้ายืนยันอย่างเป็นทางการ หรือสเปกที่อยู่ในระบบสารสนเทศด้านสเปกของลูกค้า
  • ในสถานการณ์เช่นนั้น สถานที่ผลิตต้องแสดงให้เห็นได้ว่ากำลังดำเนินตามกระบวนการที่เป็นทางการซึ่งตกลงไว้กับลูกค้า ไม่ใช่เพียงส่งอีเมลแล้วปล่อยเรื่องค้างไว้
  • ข้อนี้เจาะจงที่สินค้าแบรนด์ลูกค้า ส่วนสินค้าแบรนด์ของบริษัทเองใช้แนวทางตามข้อ 3.6.2 คือมีสเปกภายในสำหรับการผลิต และเอกสารข้อมูลทางเทคนิคสำหรับลูกค้า
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ข้อกำหนดจำเพาะสินค้าแบรนด์ลูกค้าที่ลงนามโดยทั้งสองฝ่าย พร้อมวันที่
  • ทะเบียนติดตามสถานะการตกลงสเปกรายลูกค้าและรายสินค้า ที่ระบุว่ารายการใดยังไม่ได้รับการยืนยัน
  • สำเนาอีเมลหรือหนังสือที่ขอให้ลูกค้ายืนยันอย่างเป็นทางการ พร้อมหลักฐานการติดตามซ้ำ
  • ภาพหน้าจอหรือรายงานจากระบบสเปกออนไลน์ของลูกค้าที่แสดงสถานะการอนุมัติ
  • เอกสารที่ระบุกระบวนการตกลงสเปกที่ตกลงร่วมกับลูกค้า เช่น ข้อตกลงทางเทคนิคหรือเงื่อนไขในสัญญา

3.6.4รอบการทบทวนข้อกำหนดจำเพาะ

ตรวจที่เอกสาร ระบบ และบันทึก · เกี่ยวกับ ฝ่ายประกันคุณภาพ ร่วมกับ ฝ่ายจัดซื้อ และ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

การทบทวนข้อกำหนดจำเพาะต้องมีความถี่เพียงพอที่จะทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน หรืออย่างน้อยทุกสามปี โดยต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ ผู้ส่งมอบ กฎหมาย และความเสี่ยงอื่น ๆ ทั้งนี้การทบทวนและการเปลี่ยนแปลงต้องถูกบันทึกไว้เป็นเอกสาร

ตัวเลขสามปีเป็นเพดานที่ยาวที่สุด ไม่ใช่ความถี่ที่แนะนำ หากมีการเปลี่ยนสูตร เปลี่ยนผู้ขาย หรือกฎหมายฉลากของประเทศปลายทางเปลี่ยน การทบทวนต้องเกิดขึ้นทันที ไม่ใช่รอให้ครบรอบสามปีก่อน ทะเบียนที่เขียนว่าทบทวนครบทุกฉบับในวันเดียวกันทั้งร้อยรายการ เป็นสิ่งที่ผู้ตรวจจะขอดูหลักฐานว่าทบทวนอะไรจริงบ้าง

เจตนารมณ์ที่แนวทางตีความเน้นไว้
  • ความถี่ต้องเพียงพอที่จะทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน โดยมีเพดานอยู่ที่อย่างน้อยทุกสามปี ความถี่ที่เหมาะสมจึงขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละรายการ
  • ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดรอบ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนผู้ส่งมอบ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย และความเสี่ยงอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • ทั้งการทบทวนและการเปลี่ยนแปลงต้องมีบันทึก การทบทวนที่ทำแล้วไม่พบสิ่งที่ต้องแก้ ก็ยังต้องมีบันทึกว่าได้ทบทวนแล้ว
  • ข้อนี้ผูกกลับไปที่ข้อ 3.6.2 ซึ่งระบุว่าควรทบทวนทุกครั้งที่ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือสูตรเปลี่ยน และให้ควบคุมไม่ให้ฉบับเก่ายังถูกใช้อยู่หน้างาน
หลักฐานที่ต้องเตรียม
  • ระเบียบปฏิบัติที่ระบุรอบการทบทวนสเปกแต่ละประเภท และเหตุที่ทำให้ต้องทบทวนก่อนครบรอบ
  • ทะเบียนสเปกที่แสดงวันที่ทบทวนครั้งล่าสุดและวันที่ครบกำหนดทบทวนครั้งถัดไป
  • บันทึกการทบทวนที่ระบุผู้ทบทวน สิ่งที่พิจารณา และผลว่าคงเดิมหรือแก้ไข
  • ประวัติการแก้ไขของสเปกที่เปลี่ยนจริง พร้อมเหตุผลการเปลี่ยนและผู้อนุมัติ
  • หลักฐานการเชื่อมกับการเปลี่ยนแปลง เช่น บันทึกการเปลี่ยนผู้ขายแล้วมีการทบทวนสเปกตามมาในเวลาใกล้กัน

4. ข้อผิดพลาดที่เราพบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้

เรื่องแรก ใช้เอกสารการขายของผู้ขายแทนข้อกำหนดจำเพาะ นี่คือปัญหาอันดับหนึ่งของโรงงานไทยในหัวข้อนี้ เอกสารที่ผู้ขายส่งมามักเป็นแผ่นพับสินค้า ที่มีรูปสินค้า ชื่อทางการค้า และคำบรรยายสรรพคุณ แต่ไม่มีค่าจำกัดของพารามิเตอร์ใด ข้อ 3.6.1 ต้องการค่าจำกัดที่กำหนดไว้ของคุณลักษณะที่กระทบคุณภาพหรือความปลอดภัย ทางออกที่ใช้ได้จริงคือทำแบบฟอร์มสเปกของโรงงานเองขึ้นมาหนึ่งชุด ระบุพารามิเตอร์และเกณฑ์ที่ท่านต้องการ แล้วส่งให้ผู้ขายกรอกและยืนยัน มาตรฐานอนุญาตให้ใช้รูปแบบของบริษัทเองได้อยู่แล้ว

เรื่องที่สอง สเปกวัตถุดิบที่ผู้ขายไม่ยอมลงนาม เป็นสถานการณ์ที่เราพบซ้ำแทบทุกโรงงาน โดยเฉพาะเมื่อผู้ขายเป็นผู้ค้าคนกลาง (agent/broker) เป็นบริษัทข้ามชาติที่ใช้ระบบส่วนกลาง หรือเป็นเกษตรกรและผู้รวบรวมในท้องถิ่นที่ไม่มีฝ่ายเทคนิค สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนคือ ข้อ 3.6.3 ที่กำหนดเรื่องการตกลงอย่างเป็นทางการนั้นเจาะจงที่สเปกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ของลูกค้า ไม่ได้บังคับให้สเปกวัตถุดิบทุกฉบับต้องมีลายเซ็นผู้ขาย สิ่งที่ข้อ 3.6.1 บังคับคือความเพียงพอและความถูกต้องของเนื้อหา ในทางปฏิบัติเราจึงแนะนำสามชั้น ชั้นแรกให้ผูกสเปกเข้ากับใบสั่งซื้อหรือเงื่อนไขการซื้อขาย เพื่อให้ค่าจำกัดกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าที่ผู้ขายรับทราบ ชั้นที่สองให้เก็บหลักฐานการส่งและการติดตามไว้ เช่น อีเมลที่ส่งสเปกไปพร้อมข้อความขอให้ยืนยันภายในกำหนด ชั้นที่สามคือทวนสอบด้วยข้อมูลจริงของท่านเอง เช่น ผลวิเคราะห์ที่โรงงานตรวจเอง หรือใบรายงานผลการวิเคราะห์รายรุ่นที่แนบมากับของ เพื่อยืนยันว่าของที่ได้รับตรงกับค่าที่ระบุไว้ วิธีนี้ทำให้ท่านมีทั้งเนื้อหาที่ครบและหลักฐานว่าได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ แม้ยังไม่ได้ลายเซ็นกลับมาจากผู้ขายทุกราย สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือปล่อยให้สเปกเป็นกระดาษเปล่าที่ไม่มีใครติดตามต่อ

เรื่องที่สาม ลืมว่าบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิและสารเคมีก็ต้องมีสเปก โรงงานจำนวนมากทำสเปกครบเฉพาะส่วนผสมที่ใส่ในสูตร แต่ฟิล์ม ถุง ถาด ฉลาก สารเคมีทำความสะอาด และน้ำที่ใช้ กลับไม่มีเอกสารที่มีค่าจำกัด ทั้งที่เจตนารมณ์ของหัวข้อระบุไว้ชัดว่าครอบคลุมทุกอย่างที่กระทบความปลอดภัยอาหาร รวมถึงบริการอย่างการกำจัดสัตว์พาหะ การทำความสะอาด และการกระจายสินค้า สำหรับสารเคมีทำความสะอาด แนวทางตีความยังระบุองค์ประกอบที่ควรมีไว้ตรง ๆ คือส่วนประกอบ วิธีใช้ และข้อมูลความปลอดภัยของวัสดุ

เรื่องที่สี่ สเปกที่หน้าไลน์ผลิตไม่ใช่ฉบับเดียวกับที่ห้องประกันคุณภาพ เกิดจากการแก้สเปกในระบบส่วนกลางแล้วไม่ได้เก็บฉบับเก่าที่พิมพ์แจกไว้หน้างานกลับคืน ผู้ตรวจมักพบข้อนี้จากการหยิบแผ่นอ้างอิงการผลิตหรือสเปกภาพถ่ายที่ติดไว้ข้างเครื่อง แล้วเทียบเลขฉบับกับต้นฉบับ ทางแก้คือคุมสเปกด้วยระบบเดียวกับการควบคุมเอกสารตามข้อ 3.2 และกำหนดผู้รับผิดชอบเก็บฉบับที่ยกเลิกทุกครั้งที่ออกฉบับใหม่

เรื่องที่ห้า ทบทวนสเปกแบบยกล็อตในวันเดียว บางโรงงานตีความว่าครบสามปีแล้วให้ลงนามทบทวนทั้งหมดพร้อมกัน แต่ข้อ 3.6.4 กำหนดว่าความถี่ต้องเพียงพอที่จะทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน โดยสามปีเป็นเพดาน และต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ ผู้ส่งมอบ กฎหมาย และความเสี่ยงอื่น เมื่อผู้ตรวจพบว่ามีการเปลี่ยนผู้ขายเมื่อหกเดือนก่อนแต่สเปกยังไม่ถูกแตะ บันทึกการทบทวนยกล็อตนั้นจะกลายเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าการทบทวนไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานของตอนนี้

เรารวมหลักฐานที่ต้องเตรียมของทุกข้อย่อยในตอนนี้ไว้เป็นใบตรวจหลักฐานหนึ่งฉบับ พร้อมช่องระบุว่าหลักฐานอยู่ที่ใด ใครรับผิดชอบ และสถานะความพร้อม ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกอีเมล ดาวน์โหลดได้ทันที

แจกฟรี · ไม่ต้องสมัครสมาชิก ใบตรวจหลักฐาน 3.6 — ข้อกำหนดจำเพาะ

ไฟล์ Word · ครอบคลุม 4 ข้อย่อย · ระบุรหัสสีของแต่ละข้อไว้ให้แล้ว · แก้ไขได้ · ภาษาไทย

ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐาน → ตอนที่ 10 ของซีรีส์ อ่านข้อกำหนด BRCGS Food Issue 9 ทีละข้อ

ใบตรวจหลักฐานนี้เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมของโรงงาน ไม่ใช่เอกสารของ BRCGS ไม่ใช่เช็กลิสต์การตรวจของหน่วยรับรอง และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ รายการหลักฐานเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ปรึกษาของเรา หลักฐานที่ผู้ตรวจขอดูจริงขึ้นกับลักษณะโรงงานและดุลยพินิจของผู้ตรวจ ให้อ่านถ้อยคำของข้อกำหนดจากมาตรฐานฉบับที่โรงงานถืออยู่ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

← ตอนที่ 9 การอนุมัติผู้ส่งมอบและวัตถุดิบตอนที่ 11 การแก้ไขป้องกัน และผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด →
ให้เราช่วยได้ วางระบบ BRCGS Food Safety Issue 9 กับหน้างานจริงของโรงงาน

ซีรีส์นี้เขียนเพื่อให้ทีมของท่านอ่านข้อกำหนดเองได้ และเปิดให้ดาวน์โหลดใบตรวจหลักฐานฟรีทุกตอน หากต้องการให้มีคนเดินไล่กับระบบจริงของโรงงาน เรารับงานตั้งแต่ประเมินช่องว่างจนถึงเตรียมรับการตรวจ

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่ออธิบายสาระของข้อกำหนดด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่สำเนา คำแปล หรือคำตีความอย่างเป็นทางการของ BRCGS และไม่ใช่การรับประกันผลการตรวจ ตัวมาตรฐาน Food Safety Issue 9 และเอกสารแนวทางตีความมีลิขสิทธิ์ ต้องซื้อหรือขอรับจาก BRCGS ถ้อยคำและเลขข้อที่แน่นอนให้ยึดตามฉบับจริงที่โรงงานถืออยู่ · อ้างอิง: BRCGS — Food Safety

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ที่ปรึกษาและฝึกอบรม · BRCGS Food Safety เตรียมโรงงานให้พร้อมตรวจ BRCGS Food และฝึกผู้ตรวจภายในให้ตรวจเจอก่อน

ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในการตรวจครั้งแรกมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโรงงานรับผิดชอบชัดเจน เรารับตั้งแต่ประเมินช่องว่างเทียบข้อกำหนดทีละข้อ ไปจนถึงฝึกผู้ตรวจติดตามภายในให้ตรวจเจอก่อนวันตรวจจริง

ดูงานที่ปรึกษา BRCGS Food → หรือดูหลักสูตร อบรมข้อกำหนด BRCGS Food และ อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน BRCGS Food แจ้งจำนวนผู้เข้าอบรมและขอบเขตระบบมาได้ที่ หน้าขอใบเสนอราคา

หากต้องการให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

แจ้งให้เราทราบว่าโรงงานของคุณผลิตสิ่งใด และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ