เอกสารเรียบเรียงโดย SP Solution Center — ไม่ใช่เอกสารของ U.S. FDA หรือ อย. และเราไม่ได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานใด ทุกข้อกำหนดระบุเลขข้อไว้ให้เปิดตัวบทฉบับจริงตรวจสอบได้
มีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากว่า “ผลิตเพื่อส่งออกอย่างเดียว ไม่ต้องขอ อย. ไทย” ไม่จริง — โรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยยังต้องผ่านกฎหมายไทยก่อนเสมอ และการทำสองฝั่งพร้อมกันตั้งแต่ต้นมักประหยัดกว่าการทำทีละฝั่ง เพราะข้อกำหนดหลายข้อทับซ้อนกันและออกแบบครั้งเดียวได้
1. รายการที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยฝั่งไทย
- จดทะเบียนนิติบุคคลและวัตถุประสงค์กิจการ ให้ครอบคลุมการผลิตอาหารและการส่งออก
- ขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ตามขนาดและประเภทกิจการ ซึ่งกำหนดว่าต้องขอใบอนุญาตหรือเพียงแจ้ง
- ขออนุญาตอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดิน — ผังเมืองเป็นข้อที่แก้ทีหลังไม่ได้เลย ต้องตรวจสอบก่อนซื้อที่ดิน
- จัดการน้ำเสีย อากาศเสีย กากอุตสาหกรรม และสารเคมี ตามที่กฎหมายกำหนด
- ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร กับ อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
- ผ่านการตรวจสถานที่ตามหลักเกณฑ์ GMP ที่กฎหมายกำหนด
- ขออนุญาตผลิตภัณฑ์หรือเลขสารบบอาหาร หากเข้าข่าย
- ขอใบรับรองสุขอนามัย หรือ Health Certificate ตามประเภทสินค้าและความต้องการของคู่ค้า
2. ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารกับ อย. ทำอย่างไร
ยื่นที่ไหนขึ้นอยู่กับที่ตั้งโรงงาน
| ที่ตั้งโรงงาน | ยื่นที่ |
|---|---|
| กรุงเทพมหานคร | ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จังหวัดนนทบุรี |
| ต่างจังหวัด | กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้น |
กระบวนการแบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน และส่วนแรกคือส่วนที่ใช้เวลามากที่สุด
| ส่วน | ทำอะไร | ระยะเวลาตามที่ อย. ระบุ |
|---|---|---|
| ส่วนที่ 1 ตรวจประเมินสถานที่ผลิต |
สร้างบัญชี OPEN ID → เปิดสิทธิ์ระบบ e-Submission และจัดทำ Master Data → ยื่นคำขอตรวจประเมินพร้อมชำระค่าธรรมเนียม → ผ่านการตรวจประเมิน GMP | 70 วันทำการ ถ้าไม่มีข้อบกพร่อง 100 วันทำการ ถ้ามีข้อต้องแก้ |
| ส่วนที่ 2 ขออนุญาตสถานที่ผลิต |
ยื่นแบบ สบ.1 กรณีไม่เข้าข่ายโรงงาน หรือแบบ อ.1 กรณีเข้าข่ายโรงงาน ผ่านระบบ e-Submission | 16 วันทำการ ถ้าไม่มีข้อบกพร่อง 46 วันทำการ ถ้ามีข้อต้องแก้ |
ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ต้องเริ่มเร็ว — รวมสองส่วนแล้วอยู่ที่ราว 86 วันทำการ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และสูงถึงราว 146 วันทำการ หรือประมาณ 7 เดือนปฏิทิน ถ้ามีข้อที่ต้องแก้ไข ซึ่งเป็นกรณีที่พบบ่อยกับโรงงานที่ยื่นครั้งแรก ถ้ารอให้โรงงานสร้างเสร็จก่อนแล้วค่อยยื่น เท่ากับโรงงานหยุดรอใบอนุญาตหลายเดือนโดยที่ยังไม่ได้เริ่มงานฝั่งสหรัฐฯ เลย
3. GMP ที่ใช้คือฉบับไหน
หลักเกณฑ์ที่ใช้ตรวจประเมินคือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420 พ.ศ. 2563 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ซึ่งวงการเรียกกันสั้น ๆ ว่า GMP 420
แยกให้ออกระหว่างแบบคำขอกับเอกสารสิทธิ์ — สบ.1 และ อ.1 คือแบบคำขอที่ยื่น ส่วนสิ่งที่ได้กลับมาคือ ใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน (สบ.1/1) หรือ ใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2) ซึ่งจะถูกใช้เชื่อมโยงกับเลขสารบบอาหารเมื่อยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์ในขั้นถัดไป
4. GMP 420 กับ 21 CFR Part 117 ทับซ้อนกันแค่ไหน
ทับซ้อนกันมากพอที่จะออกแบบครั้งเดียวได้ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
| เรื่อง | GMP 420 | 21 CFR Part 117 |
|---|---|---|
| สุขลักษณะทั่วไปของอาคาร เครื่องมือ และบุคลากร | ครอบคลุม | ครอบคลุมในหมวด B |
| การวิเคราะห์อันตรายเป็นลายลักษณ์อักษร | ไม่ได้กำหนดในรูปแบบเดียวกัน | กำหนดในหมวด C |
| มาตรการควบคุมเชิงป้องกัน 6 ประเภท | ไม่มี | กำหนดที่ 117.135 |
| ต้องมีบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็น PCQI | ไม่มี | กำหนดที่ 117.180 โดย PCQI ย่อจาก Preventive Controls Qualified Individual คือผู้มีคุณสมบัติจัดทำและกำกับดูแลแผนความปลอดภัยอาหาร และ 117.180(c) เปิดไว้สองทาง คือผ่านการอบรมที่มีเนื้อหาเทียบเท่าหลักสูตรมาตรฐานที่ FDA ยอมรับ หรือมีคุณสมบัติจากประสบการณ์การทำงาน |
| โปรแกรมห่วงโซ่อุปทาน | ไม่ได้กำหนดในรูปแบบเดียวกัน | กำหนดในหมวด G |
ข้อที่ประหยัดเงินได้ — 21 CFR 117.180(c) ระบุสองทางในการมีคุณสมบัติเป็น PCQI คือผ่านการอบรมที่มีเนื้อหาอย่างน้อยเทียบเท่าหลักสูตรมาตรฐานซึ่ง FDA ยอมรับ หรือมีคุณสมบัติจากประสบการณ์การทำงานที่ให้ความรู้เทียบเท่ากับหลักสูตรนั้น โรงงานที่มีทีม HACCP ซึ่งมีประสบการณ์อยู่แล้วใช้ทางที่สองได้ แต่ต้องมีหลักฐานแสดงความรู้ที่เทียบเท่าไว้ให้ตรวจได้ — อ่านเงื่อนไขทั้งสองทาง · หมายเหตุ FSPCA เป็นองค์กรภาคีทางวิชาการ ไม่ใช่หน่วยงานของ FDA
สรุปคือ ผ่าน GMP 420 แล้วยังไม่เท่ากับผ่าน Part 117 แต่ถ้าออกแบบอาคารและระบบสุขลักษณะโดยเผื่อ Part 117 ไว้ตั้งแต่ต้น งานหมวด B ของฝั่งสหรัฐฯ จะเสร็จไปพร้อมกับงาน GMP ไทยเลย เหลือเพียงงานหมวด C และ G ที่ต้องทำเพิ่ม ซึ่งเป็นงานเอกสารและระบบ ไม่ใช่งานก่อสร้าง
5. อย่าลืมฝั่งศุลกากร
ผู้ส่งออกต้องลงทะเบียนเป็นผู้ปฏิบัติพิธีการศุลกากร ประเภท “ผู้ส่งของออก” กับกรมศุลกากรผ่านระบบลงทะเบียนผู้มาติดต่อออนไลน์ (Customs Trader Portal) ด้วย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับใบอนุญาตของ อย. และมักถูกลืมจนถึงวันที่จะส่งของจริง รายละเอียดเอกสารส่งออกทั้งหมดอยู่ในตอนที่ 14
รายการข้างล่างนี้เป็นสิ่งที่เราพบว่าถูกขอบ่อยจากงานที่ปรึกษาของเรา ไม่ใช่รายการที่กฎหมายเขียนไว้เป็นข้อ ๆ และไม่ใช่ถ้อยคำของ U.S. FDA
- แผนผังบริเวณและแผนผังภายในอาคารผลิต ที่ตรงกับสภาพจริง
- บันทึกการควบคุมกระบวนการผลิต ตามที่ประกาศฯ ฉบับที่ 420 กำหนด
- บันทึกการทำความสะอาดและการบำรุงรักษาเครื่องมือ
- บันทึกสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน และหลักฐานการอบรม
- ระบบตามสอบย้อนกลับและการเรียกคืนสินค้า
- แบบตรวจจริงคือ “แบบตรวจสอบคำขอและบันทึกข้อบกพร่อง” ที่ อย. เผยแพร่ ควรดาวน์โหลดฉบับจริงมาเตรียมตามนั้น รายการข้างบนเป็นเพียงตัวช่วยจำ
กฎที่เกี่ยวข้องกับขั้นนี้ ไว้เปิดตัวบทอ่านเอง: ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420 พ.ศ. 2563 (รายการที่ 2 ถึง 5) · ส่วนแผนผังอาคารมาจากเอกสารประกอบแบบคำขอ อ.1 หรือ สบ.1 ไม่ได้อยู่ในประกาศฯ 420
6. ตรวจสอบก่อนไปตอนที่ 4
| คำถาม | ตอบได้แล้วหรือยัง |
|---|---|
| ที่ดินและผังเมืองรองรับการตั้งโรงงานประเภทนี้หรือไม่ | |
| เข้าข่ายโรงงานตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่าต้องยื่นแบบ อ.1 หรือ สบ.1 | |
| เริ่มกระบวนการ e-Submission และ Master Data แล้วหรือยัง | |
| เผื่อเวลาไว้สำหรับการตรวจประเมิน GMP แล้วหรือยัง | |
| สินค้าต้องมีเลขสารบบอาหารหรือไม่ | |
| คู่ค้าในสหรัฐฯ ขอ Health Certificate หรือไม่ |
ข้อกำหนดด้านอาคารและสุขลักษณะของสองฝั่งทับซ้อนกันมาก ออกแบบทีเดียวได้ทั้งคู่
- ที่ปรึกษาระบบ FSSC 22000วางระบบเอกสารและการควบคุมกระบวนการ
- อบรม PCQI — FSPCA PCHF Version 2.0บรรยายภาษาไทย เรียนสดกับ FSPCA Lead Instructor
- สอบถามหรือขอใบเสนอราคาแจ้งสถานการณ์ของโรงงานมาได้ เราจะช่วยพิจารณาว่าควรเริ่มจากจุดใด
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อสรุปสาระสำคัญให้เข้าใจง่าย ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของกฎหมายฉบับใด และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การปฏิบัติจริงให้ยึดตัวบทกฎหมายและประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: อย. — ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร · ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420 พ.ศ. 2563 · 21 CFR Part 117
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก
