ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
บทความ — ส่งออกอาหารไปสหรัฐอเมริกา

Food Safety Plan ต่างจาก HACCP Plan อย่างไร
(พร้อมตารางเทียบและแบบฟอร์มใช้ฟรี)

27 สิงหาคม 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center

คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “Food Safety Plan ก็คือ HACCP Plan บวกอะไรอีกนิดหน่อย” ซึ่งใกล้เคียงพอจะทำให้เข้าใจผิดในจุดที่สำคัญ ทั้งสองอย่างมาจากคนละแหล่ง เขียนด้วยตรรกะที่ต่างกัน และสิ่งที่ต้องมีในเอกสารก็ไม่เท่ากัน

บทความนี้เทียบให้เห็นทีละข้อว่าต่างกันตรงไหน อ้างเลขข้อของกฎกำกับทุกจุด และปิดท้ายด้วยตารางว่าโรงงานที่มีระบบ HACCP อยู่แล้วต้องเติมอะไรบ้าง

1. มาจากคนละแหล่ง และไม่ได้แข่งกัน

HACCP PlanFood Safety Plan
ที่มาหลักการของ Codex Alimentarius (CXC 1-1969) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสากลที่หลายประเทศและหลายมาตรฐานรับไปใช้กฎหมายสหรัฐอเมริกา — 21 CFR Part 117 หมวด C ภายใต้กฎหมาย FSMA
สถานะเป็นแนวปฏิบัติ ประเทศหรือมาตรฐานที่รับไปใช้จะกำหนดผลบังคับเองเป็นกฎหมายโดยตรง มีผลกับอาหารที่จะบริโภคในสหรัฐอเมริกา
ใช้คู่กันได้ไหมได้ และโดยทั่วไปโรงงานที่มี HACCP ที่ทำจริงอยู่แล้วจะขยายไปเป็น Food Safety Plan ได้ง่ายกว่าเริ่มใหม่ เพราะตรรกะการวิเคราะห์อันตรายเป็นฐานเดียวกัน

ประเด็นคือ Part 117 ไม่ได้ห้ามใช้ HACCP และไม่ได้บอกว่า HACCP ผิด แต่กำหนดสิ่งที่ต้องมีในเอกสารไว้เป็นชุดของตัวเอง ซึ่งกว้างกว่าขอบเขตของแผน HACCP ตามหลัก Codex

2. ตารางเทียบ

ประเด็นHACCP Plan (Codex)Food Safety Plan (21 CFR Part 117)
หน่วยควบคุมหลักจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (CCP)มาตรการควบคุมเชิงป้องกัน (preventive control) ซึ่ง 117.135(a)(2) ระบุว่ารวมทั้งมาตรการที่ CCP (ถ้ามี) และมาตรการอื่นนอกเหนือจากที่ CCP ที่เหมาะสมต่อความปลอดภัยอาหารด้วย
ประเภทของมาตรการไม่ได้แบ่งประเภทไว้ในตัวหลักการ117.135(c) แบ่งไว้ 6 กลุ่ม — process · food allergen · sanitation · supply-chain · recall plan · other
ค่าวิกฤตทุก CCP ต้องมีค่าวิกฤต117.135(c)(1) กำหนดให้ process control ระบุพารามิเตอร์และค่าสูงสุดหรือต่ำสุด เท่าที่เหมาะสมกับลักษณะของมาตรการและบทบาทในระบบ ส่วนมาตรการกลุ่มอื่นไม่มีถ้อยคำนี้ และคำว่า “ค่าวิกฤต” ไม่ได้ถูกนิยามไว้ใน Part 117
การเฝ้าระวังและทวนสอบเป็นหลักการที่ต้องทำกับทุก CCP117.140 กำหนดให้ใช้ เท่าที่เหมาะสม โดยพิจารณาลักษณะของมาตรการและบทบาทในระบบ
แผนเรียกคืนสินค้าCXC 1-1969 มีเรื่องการเรียกคืนอยู่ในหมวด GHP (ข้อ 7.5) แต่ไม่ได้กำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของแผน HACCPเป็นส่วนหนึ่งของแผน ตาม 117.126(b)(4) และ 117.139
การควบคุมผู้ขาย / ห่วงโซ่อุปทานCXC 1-1969 มีเรื่องวัตถุดิบขาเข้าอยู่ในหมวด GHP (ข้อ 7.2.8) แต่ไม่ได้เป็นโปรแกรมที่ผูกกับแผน HACCPเป็นโปรแกรมตามหมวด G และอยู่ในแผนตาม 117.126(b)(3) — เฉพาะเมื่อมีวัตถุดิบที่ระบุว่าต้องใช้มาตรการควบคุมผ่านห่วงโซ่อุปทาน (117.405(a)(1))
ขอบเขตอันตรายชีวภาพ เคมี กายภาพ (ตามนิยาม “hazard” ใน CXC 1-1969)117.130(b)(1) ระบุชีวภาพ เคมี (รวมรังสี) และกายภาพ · 117.130(b)(2) แยกอีกแกนว่าอันตรายนั้นเกิดตามธรรมชาติ ปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ หรือตั้งใจใส่เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตาม (b)(2)(iii)
ผู้จัดทำทีม HACCPต้องจัดทำหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ PCQI ตาม 117.126 และ 117.180(a)
รอบทบทวนทบทวนเป็นระยะ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ แต่ไม่ได้ระบุรอบเวลาตายตัว117.170 กำหนด อย่างน้อยทุก 3 ปี และเมื่อเกิดเหตุกระตุ้น
ถ้าวิเคราะห์แล้วไม่มีอันตรายที่ต้องคุมอาจไม่มีแผน HACCP117.130(a)(2) กำหนดว่าการวิเคราะห์อันตรายต้องเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร

3. ห้าความต่างที่มีผลกับงานจริงมากที่สุด

3.1 คำว่า “มาตรการควบคุมเชิงป้องกัน” กว้างกว่า CCP

นี่คือความต่างที่ใหญ่ที่สุด 21 CFR 117.135(a)(1) กำหนดให้ระบุและดำเนินมาตรการควบคุมเชิงป้องกัน เพื่อให้มั่นใจว่าอันตรายที่ต้องมีมาตรการควบคุมจะถูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือถูกป้องกัน และ 117.135(a)(2) ระบุว่ามาตรการเหล่านั้นรวมทั้งมาตรการที่จุด CCP (ถ้ามี CCP) และมาตรการอื่นนอกเหนือจากที่ CCP ซึ่งเหมาะสมต่อความปลอดภัยอาหาร

ผลในทางปฏิบัติคือ เรื่องที่หลายโรงงานเคยจัดไว้ในโปรแกรมพื้นฐาน เช่น การควบคุมสารก่อภูมิแพ้ หรือการสุขาภิบาลที่มุ่งควบคุมเชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อม อาจต้องยกระดับขึ้นมาเป็นมาตรการควบคุมเชิงป้องกันในแผน ถ้าผลการวิเคราะห์อันตรายชี้ว่าจำเป็น

3.2 ไม่ใช่ทุกมาตรการที่ต้องมีค่าวิกฤต

117.135(c)(1) กำหนดให้ process control ระบุพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอันตราย และค่าสูงสุดหรือต่ำสุดของพารามิเตอร์นั้น เท่าที่เหมาะสมกับลักษณะของมาตรการและบทบาทของมาตรการนั้นในระบบ ส่วนมาตรการกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ สุขาภิบาล และห่วงโซ่อุปทาน ไม่มีถ้อยคำเรื่องพารามิเตอร์และค่าสูงสุด-ต่ำสุดแบบนี้ และคำว่า “ค่าวิกฤต” ไม่ได้ถูกนิยามไว้ใน Part 117 เลย

ข้อนี้เป็นจุดที่แปลงเอกสารผิดกันบ่อยที่สุด — โรงงานที่พยายามนำทุกมาตรการใส่ลงในตาราง CCP แล้วบังคับให้มีค่าวิกฤตทุกแถว จะได้เอกสารที่ทั้งเขียนยากและใช้จริงไม่ได้ ทั้งที่กฎไม่ได้เรียกร้องแบบนั้น

3.3 องค์ประกอบการจัดการใช้ “เท่าที่เหมาะสม”

117.140 กำหนดว่ามาตรการควบคุมเชิงป้องกันต้องมีองค์ประกอบการจัดการ คือ การเฝ้าระวัง (117.145) การแก้ไข (117.150) และการทวนสอบ (117.155) เท่าที่เหมาะสมเพื่อให้มาตรการนั้นได้ผล โดยพิจารณาลักษณะของมาตรการและบทบาทของมาตรการนั้นในระบบ

นอกจากนี้ 117.140 ยังแยกไว้ว่าโปรแกรมห่วงโซ่อุปทานใช้องค์ประกอบชุดของตัวเอง และแผนเรียกคืนสินค้าไม่ต้องใช้องค์ประกอบการจัดการชุดนี้

3.4 แผนเรียกคืนสินค้าและโปรแกรมห่วงโซ่อุปทานอยู่ในแผน

117.139 กำหนดว่าอาหารที่มีอันตรายซึ่งต้องมีมาตรการควบคุม ต้องมีแผนเรียกคืนสินค้าเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุขั้นตอนและผู้รับผิดชอบ เท่าที่เหมาะสมกับสถานประกอบการ สำหรับการแจ้งผู้รับสินค้าโดยตรง รวมถึงวิธีการส่งคืนหรือกำจัดอาหารนั้น การแจ้งสาธารณะเมื่อจำเป็นต่อการคุ้มครองสุขภาพ การตรวจสอบประสิทธิผลของการเรียกคืน และการจัดการสินค้าที่เรียกคืนอย่างเหมาะสม

ไม่ใช่ว่า Codex ไม่มีเรื่องเหล่านี้ — CXC 1-1969 มีทั้งการเรียกคืนสินค้า (ข้อ 7.5) และการควบคุมวัตถุดิบขาเข้า (ข้อ 7.2.8) อยู่ในหมวดหลักเกณฑ์สุขลักษณะที่ดี ความต่างจริงคือ Part 117 กำหนดให้สองเรื่องนี้อยู่ในแผนที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับเดียวกัน และวางรายละเอียดของโปรแกรมห่วงโซ่อุปทานไว้เป็นข้อกำหนดเฉพาะในหมวด G ไม่ใช่ว่าฝั่ง Codex ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้

3.5 ขอบเขตอันตรายกว้างกว่า

117.130(b) แยกเป็นสองแกน แกนแรกคือชนิดของอันตรายตาม (b)(1) ได้แก่ชีวภาพ เคมี ซึ่งรวมอันตรายจากรังสี และกายภาพ แกนที่สองคือเหตุที่อันตรายนั้นอาจมีอยู่ตาม (b)(2) คือเกิดตามธรรมชาติ ปนเปื้อนเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ และที่ตั้งใจใส่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตาม (b)(2)(iii)

ฝั่ง Codex นิยามคำว่าอันตรายไว้ว่าเป็นสิ่งทางชีวภาพ เคมี หรือกายภาพในอาหารที่อาจก่อผลเสียต่อสุขภาพ โดยไม่ได้ระบุคำว่ารังสีหรือการปลอมปนเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้ในนิยามนั้น

ข้อสุดท้ายคือจุดที่ทำให้เรื่องการฉ้อฉลอาหารเข้ามาอยู่ในการวิเคราะห์อันตราย เมื่อการฉ้อฉลนั้นก่อให้เกิดผลด้านความปลอดภัยอาหาร

117.130(c) ยังกำหนดให้ประเมินทั้งความรุนแรงของการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บหากอันตรายเกิดขึ้น และโอกาสเกิดของอันตรายนั้นเมื่อไม่มีมาตรการควบคุม

4. กลไกที่ Part 117 มี แต่หลักการ HACCP ไม่ได้วางไว้

21 CFR 117.136 เปิดช่องว่าในบางกรณีโรงงานไม่ต้องดำเนินมาตรการควบคุมเอง เช่น เมื่ออาหารประเภทนั้นบริโภคไม่ได้หากไม่ผ่านการควบคุมที่เหมาะสมก่อน หรือเมื่อลูกค้าหรือหน่วยงานถัดไปในห่วงโซ่เป็นผู้ควบคุมอันตรายนั้น

เงื่อนไขของกลไกนี้อยู่ใน 117.136(a)(2)–(4) เอง ซึ่งกำหนดสองเรื่องคู่กัน คือ การเปิดเผยในเอกสารที่แนบไปกับอาหารว่าอาหารนั้น “ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุม [อันตรายที่ระบุ]” และการรับหนังสือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจากลูกค้าเป็นรายปี ตามรูปแบบที่กำหนดในแต่ละกรณี ส่วน 117.137 เป็นข้อกำหนดของฝั่งที่ออกหนังสือรับรอง ว่าต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับที่รับรองไว้และบันทึกการปฏิบัตินั้น

สถานะจริงที่ต้องรู้ก่อนไปทำเอกสาร — FDA ออกแนวปฏิบัติเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2018 และคงนโยบายไว้ในแนวปฏิบัติฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 2022 ว่า ไม่มีเจตนาบังคับใช้ข้อกำหนดเรื่องหนังสือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึง 117.136(a)(2)–(4), 117.136(b)(2)–(4), 117.137 และ 117.335(b) ระหว่างรอการออกกฎเพิ่มเติม แต่ ข้อกำหนดเรื่องการเปิดเผยยังมีผลอยู่ โดย FDA ระบุชัดว่าผู้ที่มีหน้าที่เปิดเผยยังต้องเปิดเผยตามเดิม

ในทางปฏิบัติจึงควรทำการเปิดเผยให้ครบเพราะเป็นส่วนที่บังคับใช้จริง ส่วนหนังสือรับรองรายปี หลายรายยังทำไว้เพราะลูกค้าปลายทางกำหนดในสัญญา ไม่ใช่เพราะ FDA บังคับในขณะนี้ · แนวปฏิบัติเปลี่ยนได้ ควรตรวจสถานะล่าสุดกับ FDA ก่อนวางระบบ

5. รอบการทบทวนแผน

117.170 กำหนดให้ทบทวนวิเคราะห์แผนทั้งฉบับ อย่างน้อยทุก 3 ปี และต้องทบทวนเมื่อเกิดเหตุต่อไปนี้ด้วย

สี่ข้อแรกอยู่ใน 117.170(b) และการทบทวนนี้ต้องดำเนินการหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ PCQI ตาม 117.170(e)

6. มี HACCP อยู่แล้ว ต้องเติมอะไรบ้าง

สำหรับโรงงานที่มีระบบ HACCP ที่ใช้งานจริง ส่วนใหญ่ไม่ต้องรื้อ แต่ต้องเติมและปรับมุมมอง

สิ่งที่มักมีอยู่แล้วสิ่งที่ต้องเติมหรือปรับอ้างอิง
การวิเคราะห์อันตรายเพิ่มมุมอันตรายจากรังสี และอันตรายที่ตั้งใจใส่เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ · ยืนยันว่าประเมินทั้งความรุนแรงและโอกาสเกิด · ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรแม้ผลจะออกมาว่าไม่มีอันตรายที่ต้องคุม117.130
ตาราง CCPจัดกลุ่มมาตรการใหม่ตาม 6 ประเภท และแยกให้ชัดว่ามาตรการใดเป็น process control ที่ต้องมีค่าพารามิเตอร์117.135(c)
การเฝ้าระวังและการแก้ไขทบทวนว่าจัดองค์ประกอบการจัดการให้เหมาะกับลักษณะของมาตรการแต่ละตัวหรือยัง ไม่ใช่ใช้แบบเดียวกันหมด117.140
แผนเรียกคืนสินค้าดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผน และไล่ดูทั้ง 4 เรื่องที่กฎระบุ เท่าที่เหมาะสมกับสถานประกอบการ117.139
การประเมินผู้ขายจัดให้เป็นโปรแกรมห่วงโซ่อุปทานที่ผูกกับแผน เมื่อมีวัตถุดิบที่ระบุว่าต้องใช้มาตรการควบคุมผ่านห่วงโซ่อุปทาน ถ้าควบคุมอันตรายนั้นเองในโรงงานทั้งหมด ก็ไม่มีเอกสารชุดนี้หมวด G · 117.405(a)(1)
—เอกสารเปิดเผย (บังคับใช้อยู่) และหนังสือรับรองรายปี (อยู่ระหว่างที่ FDA ไม่บังคับใช้) หากอาศัยให้ลูกค้าหรือผู้อื่นควบคุมอันตราย117.136(a)(2)–(4) · 117.137
การทบทวนแผนตั้งรอบทบทวนอย่างน้อยทุก 3 ปี และบันทึกเหตุกระตุ้น117.170
ทีม HACCPระบุตัวผู้ที่ทำหน้าที่ PCQI และงานที่รับผิดชอบ117.126 · 117.180(a)

อ่านโครง 12 ขั้นตอนของ HACCP ประกอบได้ที่บทความ HACCP 7 หลักการ 12 ขั้นตอน มีอะไรบ้าง และดูว่าใครต้องเป็น PCQI ได้ที่บทความ PCQI คืออะไร ใครต้องมี และใครได้รับยกเว้น

7. เรื่องที่เข้าใจผิดบ่อย

ที่เข้าใจกันตามตัวบทจริง
“มี HACCP แล้วถือว่ามี Food Safety Plan” ไม่อัตโนมัติ เพราะ 117.126 กำหนดองค์ประกอบที่ต้องมีในแผนไว้เป็นชุด ซึ่งรวมแผนเรียกคืนสินค้าและโปรแกรมห่วงโซ่อุปทานที่แผน HACCP ตามหลัก Codex ไม่ได้ครอบคลุม
“ต้องแปลง CCP ทุกตัวเป็น preventive control” มาตรการที่ CCP เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมเชิงป้องกันตาม 117.135(a) อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือจัดกลุ่มให้ตรงกับ 117.135(c) ไม่ใช่เปลี่ยนชื่อเรียกทั้งตาราง
“ทุกมาตรการต้องมีค่าวิกฤต” 117.135(c)(1) ผูกเรื่องค่าสูงสุดหรือต่ำสุดไว้กับ process control มาตรการกลุ่มอื่นกฎไม่ได้กำหนดไว้แบบนั้น
“วิเคราะห์แล้วไม่เจออันตรายก็ไม่ต้องเขียน” 117.130(a)(2) กำหนดให้การวิเคราะห์อันตรายต้องเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
“Food Safety Plan ใช้กับทุกโรงงานที่ส่งออกอเมริกา” ไม่เสมอไป 117.5 ยกเว้นบางกิจกรรม เช่น สัตว์น้ำตาม Part 123 และน้ำผลไม้ตาม Part 120 ส่วน 117.7 ยกเว้นสถานที่ที่ทำเพียงการเก็บรักษาอาหารบรรจุที่ไม่เปิดสัมผัส (แต่ถ้าเป็นอาหารบรรจุที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ยังต้องทำตามข้อกำหนดปรับลดใน 117.206) · ส่วนอาหารสัตว์ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่อยู่ใต้กฎคนละฉบับคือ Part 507

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อสรุปสาระสำคัญให้เข้าใจง่าย ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของกฎหมายหรือมาตรฐานฉบับใด และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย เนื้อหาเกี่ยวกับหลักการ HACCP อธิบายในภาพรวมโดยไม่ได้คัดลอกข้อความจากเอกสารของ Codex การปฏิบัติจริงให้ยึดตัวบทกฎหมายและเอกสารมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: Codex CXC 1-1969 · 21 CFR Part 117 Subpart C · Subpart G — Supply-Chain Program

ดาวน์โหลดชุดแบบฟอร์มเทียบไปใช้ได้ทันที

เรารวมตารางเทียบและช่องว่างทั้งหมดในบทความนี้เป็นแบบฟอร์ม 4 ฉบับ พร้อมช่องอ้างอิงเอกสารเดิมของโรงงาน ใช้ไล่ทีละรายการได้โดยไม่ต้องรื้อระบบ

รหัสแบบฟอร์มตอบข้อกำหนด
FSP-01สารบัญองค์ประกอบของ Food Safety Plan พร้อมช่องชี้ไปยังเอกสารเดิม117.126
FSP-02แบบวิเคราะห์อันตราย มีคอลัมน์รังสีและอันตรายที่ตั้งใจใส่เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ117.130
FSP-03ทะเบียนมาตรการควบคุมเชิงป้องกัน แยก 6 ประเภท พร้อมองค์ประกอบการจัดการ117.135(c) · 117.140
FSP-04แบบเทียบช่องว่างจาก HACCP เดิม · ทะเบียนการเปิดเผยและหนังสือรับรองรายปี117.136(a)(2)–(4) · 117.139 · 117.170
แจกฟรี · ไม่ต้องสมัครสมาชิก ชุดแบบฟอร์มเทียบ HACCP Plan เดิม กับ Food Safety Plan

ไฟล์ Word · 11 หน้า · 4 แบบฟอร์ม (FSP-01 ถึง FSP-04) · แก้ไขได้ · แบบวิเคราะห์อันตรายจัดเป็นหน้าแนวนอน

ดาวน์โหลดชุดแบบฟอร์ม → อ้างอิงเลขข้อกำกับทุกฉบับ — 21 CFR 117.126 · 117.130 · 117.135 · 117.136 · 117.137 · 117.139 · 117.140 · 117.170 และหมวด G

แบบฟอร์มชุดนี้เป็นฉบับร่างเพื่อการทบทวน เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของกฎหมายหรือมาตรฐานฉบับใด และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ให้ปรับให้ตรงกับโรงงานของคุณและให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนประกาศใช้ · ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

บริการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะเติมช่องว่าง ต้องรู้ก่อนว่าโรงงานอยู่ใต้ Part 117 จริงไหม

117.5 และ 117.7 ยกเว้นหลายกิจกรรมไว้ เช่น สัตว์น้ำตาม Part 123 และน้ำผลไม้ตาม Part 120 บางโรงงานจึงไม่ต้องทำ Food Safety Plan ตาม Part 117 เลย การไล่เรื่องนี้ให้จบก่อนช่วยไม่ให้เสียเวลาทำเอกสารที่ไม่ได้ใช้

คำถามที่พบบ่อย

Food Safety Plan กับ HACCP Plan ใช้แทนกันได้ไหม

ใช้แทนกันไม่ได้โดยอัตโนมัติ 21 CFR 117.126 กำหนดองค์ประกอบที่ต้องมีในแผนไว้เป็นชุด ซึ่งรวมแผนเรียกคืนสินค้าและโปรแกรมห่วงโซ่อุปทานไว้ในแผนฉบับเดียวกัน ขณะที่ CXC 1-1969 มีเรื่องเหล่านี้อยู่ในหมวดหลักเกณฑ์สุขลักษณะที่ดี ไม่ได้อยู่ในแผน HACCP แต่การวิเคราะห์อันตรายที่ทำไว้แล้วใช้เป็นฐานต่อยอดได้

CCP ยังมีอยู่ไหมใน Food Safety Plan

ยังมี 21 CFR 117.135(a)(2) ระบุว่ามาตรการควบคุมเชิงป้องกันรวมทั้งมาตรการที่จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (ถ้ามี CCP) และมาตรการอื่นนอกเหนือจากที่ CCP ซึ่งเหมาะสมต่อความปลอดภัยอาหาร CCP จึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมเชิงป้องกัน ไม่ได้ถูกยกเลิก

มาตรการควบคุมเชิงป้องกันมีกี่ประเภท

21 CFR 117.135(c) แบ่งไว้ 6 กลุ่ม คือ process control · food allergen control · sanitation control · supply-chain control · recall plan · other control

ทุกมาตรการต้องมีค่าวิกฤตไหม

ไม่ 117.135(c)(1) กำหนดให้ process control ระบุพารามิเตอร์และค่าสูงสุดหรือต่ำสุด เท่าที่เหมาะสมกับลักษณะของมาตรการและบทบาทในระบบ ส่วนมาตรการกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ สุขาภิบาล และห่วงโซ่อุปทาน ไม่มีถ้อยคำแบบนี้ และคำว่า “ค่าวิกฤต” ไม่ได้ถูกนิยามไว้ใน Part 117 นอกจากนี้ 117.140 ยังกำหนดให้ใช้องค์ประกอบการจัดการเท่าที่เหมาะสมกับลักษณะของมาตรการนั้นด้วย

ต้องทบทวนแผนบ่อยแค่ไหน

21 CFR 117.170 กำหนดให้ทบทวนวิเคราะห์แผนทั้งฉบับอย่างน้อยทุก 3 ปี และต้องทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายใหม่ เมื่อได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับอันตราย เมื่อเกิดปัญหาโดยไม่คาดคิด เมื่อพบว่ามาตรการใช้ไม่ได้ผล หรือเมื่อ FDA เห็นว่าจำเป็น โดยต้องดำเนินการหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ PCQI

วิเคราะห์แล้วไม่พบอันตรายที่ต้องมีมาตรการควบคุม ต้องเขียนไหม

ต้องเขียน 21 CFR 117.130(a)(2) กำหนดว่าการวิเคราะห์อันตรายต้องเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร

ถ้าลูกค้าปลายทางเป็นคนควบคุมอันตรายนั้นให้ เราต้องทำอะไร

21 CFR 117.136 เปิดช่องไว้สำหรับกรณีทำนองนี้ โดยเงื่อนไขอยู่ใน 117.136(a)(2)–(4) เอง คือต้องเปิดเผยในเอกสารที่แนบไปกับอาหาร ว่าอาหารนั้นยังไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุมอันตรายที่ระบุ และต้องรับหนังสือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจากลูกค้าเป็นรายปี ส่วน 117.137 เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่ออกหนังสือรับรอง ว่าต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับที่รับรองไว้และบันทึกการปฏิบัติ

ข้อควรรู้: FDA ออกแนวปฏิบัติตั้งแต่มกราคม ค.ศ. 2018 และคงไว้ในฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 2022 ว่าไม่มีเจตนาบังคับใช้ข้อกำหนดเรื่องหนังสือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ระหว่างรอการออกกฎเพิ่มเติม แต่ข้อกำหนดเรื่องการเปิดเผยยังมีผลอยู่ · แนวปฏิบัติเปลี่ยนได้ ควรตรวจสถานะล่าสุดก่อนวางระบบ

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ที่ปรึกษาและฝึกอบรม · FDA และ FSMA ทำให้ครบตามที่กฎหมายสหรัฐอเมริกากำหนด ก่อนของถึงด่าน

สินค้าที่ถูกกักที่ด่านส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักเพราะคุณภาพ แต่เพราะเอกสารและทะเบียนไม่ครบ เรารับตั้งแต่ไล่ตรวจว่าโรงงานมีอะไรครบแล้วบ้าง ไปจนถึงจัดอบรมหลักสูตรที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้ผ่านการอบรม

ดูหลักสูตร PCQI → หรือแจ้งประเภทสินค้าและตลาดปลายทางมาที่ หน้าขอใบเสนอราคา ดูงานที่ปรึกษาทั้งหมดได้ที่ หน้างานที่ปรึกษา

อยากให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

เล่าให้เราฟังว่าโรงงานของคุณผลิตอะไร และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ