ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
Part 117 ก่อนเรียน PCQI

การวิเคราะห์อันตราย
ตาม 21 CFR 117.130 ทีละขั้น

5 กันยายน 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center
ซีรีส์ อ่าน 21 CFR Part 117 ก่อนเข้าเรียน PCQI · ตอนที่ 10 จาก 20 · ดูสารบัญทั้งหมด

เรียบเรียงโดย SP Solution Center — ไม่ใช่เอกสารของ U.S. FDA หรือ FSPCA และเราไม่ได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานใด ทุกข้อระบุเลขมาตราไว้ให้เปิดตัวบทฉบับจริงตรวจสอบได้

21 CFR 117.130 คือ workshop ใบแรกและใบที่ใช้เวลานานที่สุดในคลาส และเป็นมาตราที่ตัดสินว่าแผนทั้งฉบับจะยาวหรือสั้น เพราะทุกอย่างที่เหลือใน subpart C คือผลพวงของสิ่งที่ตัดสินในมาตรานี้
ตัวบทแบ่งงานไว้เป็นสามขั้นชัดเจน — ระบุ ประเมิน แล้วตัดสิน ซึ่งต้องไม่ทำรวบเป็นขั้นเดียว

1. หน้าที่ตั้งต้น — 117.130(a)

สรุปจาก 21 CFR 117.130(a) ด้วยถ้อยคำของเรา

(a)(1) — ต้องทำการวิเคราะห์อันตรายเพื่อระบุและประเมิน อันตรายที่ทราบหรือคาดหมายได้ตามสมควรสำหรับอาหารแต่ละชนิดที่ผลิต โดยอาศัยประสบการณ์ ข้อมูลการเจ็บป่วย รายงานทางวิทยาศาสตร์ และข้อมูลอื่น เพื่อพิจารณาว่ามีอันตรายที่ต้องมีมาตรการควบคุมเชิงป้องกันหรือไม่

(a)(2) — การวิเคราะห์อันตรายต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร

วรรค (a)(2) คือข้อที่ช่วยโรงงานเล็กได้มากที่สุด และถูกลืมบ่อยที่สุด

คำว่า regardless of its outcome แปลว่า ถึงวิเคราะห์แล้วสรุปว่าไม่มีอันตรายข้อใดต้องมีมาตรการควบคุมเลย ก็ยังต้องเขียนการวิเคราะห์นั้นไว้
โรงงานที่บอกว่า “สินค้าเราไม่มีความเสี่ยง เลยไม่ได้ทำแผน” ผิดตั้งแต่ข้อนี้ — ข้อสรุปนั้นอาจถูก แต่ต้องมีเอกสารแสดงว่าได้วิเคราะห์แล้วจึงสรุปเช่นนั้น ไม่ใช่ไม่ได้วิเคราะห์เลย

คำว่า “อาหารแต่ละชนิด” มีนัยเรื่องปริมาณงาน ตัวบทเขียนว่า for each type of food ไม่ได้เขียนว่าแต่ละ SKU โรงงานที่มี 200 SKU ไม่ต้องทำ 200 ใบ ถ้าจัดกลุ่มสินค้าที่มีสูตรและกระบวนการเหมือนกันได้ ก็ทำเป็นกลุ่มได้ แต่ต้องอธิบายเกณฑ์การจัดกลุ่มไว้ให้ชัด และต้องระวังว่าสินค้าที่กระบวนการเหมือนกันแต่มีสารก่อภูมิแพ้ต่างกัน อยู่คนละกลุ่ม

2. ขั้นที่หนึ่ง — ระบุอันตราย ตาม (b)

(b)(1) สามประเภทที่ต้องพิจารณา

ประเภทตัวอย่างที่ตัวบทยกไว้เอง
(i) ทางชีวภาพ ปรสิต · เชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อม (environmental pathogens) · เชื้อก่อโรคอื่น
(ii) ทางเคมี สารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและยาสัตว์ · สารพิษธรรมชาติ · การเน่าเสีย (decomposition) · วัตถุเจือปนอาหารและสีที่ไม่ได้รับอนุญาต · สารก่อภูมิแพ้
(iii) ทางกายภาพ หิน แก้ว และเศษโลหะ
สองอย่างที่อยู่ในหมวด “เคมี” ซึ่งคนไทยมักจัดผิดหมวด

สารก่อภูมิแพ้อยู่ในหมวดเคมี ไม่ใช่หมวดของตัวเอง — หลายโรงงานทำตารางสี่คอลัมน์แยกสารก่อภูมิแพ้ออกมา ซึ่งไม่ผิดในเชิงการทำงาน แต่ต้องรู้ว่าตัวบทจัดไว้ในหมวดเคมี
อันตรายทางรังสีอยู่ในหมวดเคมีเช่นกัน ตามนิยามคำว่า hazard ใน 117.3 ที่เขียนว่า chemical (including radiological)

(b)(2) สามที่มาของอันตราย

ตัวบทกำหนดให้พิจารณาว่าอันตรายอาจมีอยู่เพราะ

  1. เกิดขึ้นตามธรรมชาติ — เช่น สารพิษในเห็ด ฮีสตามีนในปลาบางชนิด อะฟลาทอกซินในถั่ว
  2. ถูกนำเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ — เช่น เศษโลหะจากเครื่องจักร สารทำความสะอาดตกค้าง การปนข้ามของสารก่อภูมิแพ้
  3. ถูกนำเข้ามาโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (intentionally introduced for economic gain)

ข้อสามคือข้อที่แยก Part 117 ออกจาก HACCP แบบเดิมชัดที่สุด ตัวบทให้พิจารณาการเจือปนเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ — คือการปลอมปนที่คนตั้งใจทำเพื่อเงิน เช่น การเติมเมลามีนในนม การใช้น้ำมันราคาถูกแทนที่แล้วอ้างว่าเป็นอีกชนิด การเจือน้ำผึ้งด้วยน้ำเชื่อม
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรง — ข้อนี้ให้พิจารณาเฉพาะกรณีที่การปลอมปนนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ การปลอมปนที่เป็นเรื่องคุณภาพหรือการหลอกลวงทางการค้าเพียงอย่างเดียว อยู่คนละเรื่องกับ 117.130 และไปอยู่ในโปรแกรม Food Fraud ซึ่งเป็นข้อกำหนดของ GFSI ไม่ใช่ของ Part 117

3. ขั้นที่สอง — ประเมินอันตราย ตาม (c)

(c)(1) ประเมินสองด้าน

สรุปจาก 21 CFR 117.130(c)(1) ด้วยถ้อยคำของเรา

ต้องประเมินความรุนแรงของการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บถ้าอันตรายนั้นเกิดขึ้น และโอกาสที่อันตรายนั้นจะเกิด โดยประเมินในสภาพที่ยังไม่มีมาตรการควบคุม

สำหรับอาหารพร้อมบริโภคที่สัมผัสสิ่งแวดล้อมก่อนบรรจุ ต้องประเมินเชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อมด้วย เว้นแต่มีมาตรการที่ลดเชื้อเหล่านั้นให้เหลือน้อยที่สุด

คำว่า “ในสภาพที่ยังไม่มีมาตรการควบคุม” คือจุดที่ผิดกันมากที่สุด

ตัวบทให้ประเมินความรุนแรงและโอกาสเกิด ก่อนที่จะนำมาตรการควบคุมของเราเข้าไปคิด
ที่พบบ่อยคือโรงงานเขียนว่า “โอกาสเกิดต่ำ เพราะเรามีเครื่องตรวจโลหะ” — นั่นคือการประเมินหลังมีมาตรการ ซึ่งผิดลำดับ และผลที่ตามมาคืออันตรายนั้นจะถูกตัดออกจากแผน ทั้งที่จริงอันตรายนั้นคือเหตุผลที่ต้องมีเครื่องตรวจโลหะ
วิธีคิดที่ถูกคือ ถ้าไม่มีเครื่องตรวจโลหะเลย โอกาสที่เศษโลหะจะหลุดไปถึงผู้บริโภคเป็นเท่าไร — ถ้าคำตอบคือ “มี” ก็แปลว่าเป็นอันตรายที่ต้องมีมาตรการควบคุม และเครื่องตรวจโลหะคือมาตรการนั้น

วรรคเรื่องอาหารพร้อมบริโภคเป็นวรรคที่มีผลจริงกับโรงงานไทย สินค้าอย่างอาหารพร้อมทานแช่แข็ง ผลไม้ตัดแต่ง สลัด หรือขนมที่ไม่ผ่านความร้อนหลังบรรจุ เข้าข่ายนี้ทั้งหมด และตัวบทกำหนดให้ต้องประเมินเชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่มาของโปรแกรมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม (environmental monitoring) ที่ผู้นำเข้าอเมริกันมักขอดูเป็นอย่างแรก

(c)(2) สิบปัจจัยที่ต้องพิจารณา

ปัจจัยคำถามที่ต้องตอบให้ได้
สูตรของอาหารค่า pH · ค่า aw · วัตถุกันเสีย · สารก่อภูมิแพ้ในสูตร
สภาพ หน้าที่ และการออกแบบของโรงงานและเครื่องจักร ทำความสะอาดได้จริงหรือไม่ · มีจุดอับที่เชื้อสะสมได้หรือไม่ · ผังการไหลตัดข้ามกันที่จุดใด
วัตถุดิบและส่วนผสมมาจากไหน · เคยมีประวัติปัญหาอะไร · ผู้ส่งมอบคุมอะไรให้แล้วบ้าง
การขนส่งทั้งขาเข้าและขาออก · ควบคุมอุณหภูมิได้ต่อเนื่องหรือไม่
ขั้นตอนการผลิตและการแปรรูปแต่ละขั้นเพิ่ม ลด หรือคงอันตรายไว้
บรรจุภัณฑ์และการติดฉลาก การแจ้งสารก่อภูมิแพ้บนฉลากอยู่ตรงนี้ — ฉลากผิดคืออันตราย ไม่ใช่เพียงเรื่องคุณภาพ
การเก็บรักษาและการกระจายสินค้าอายุการเก็บ · สภาวะที่ปลายทางควบคุมได้จริงหรือไม่
การใช้งานที่มุ่งหมาย ผู้บริโภคปรุงต่อหรือไม่ · เป็นกลุ่มเปราะบางหรือไม่
งานสุขาภิบาลและสุขอนามัยของพนักงานคือ subpart B ที่อ่านมาแปดตอนก่อนหน้า
ปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องตัวบทเปิดช่องไว้ — เช่น ประวัติการเรียกคืนของสินค้าประเภทเดียวกันในตลาด

4. ขั้นที่สาม — ตัดสิน แล้วบันทึกเหตุผล

ผลลัพธ์ของทั้งมาตรานี้คือคำตอบข้อเดียวต่ออันตรายแต่ละตัว — เป็น hazard requiring a preventive control หรือไม่

สิ่งที่มีค่าที่สุดในเอกสารนี้คือคอลัมน์เหตุผล ทั้งข้อที่ตอบว่า “ใช่” และข้อที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ต้องมีเหตุผลกำกับ และข้อที่ตอบว่า “ไม่ใช่” สำคัญกว่า เพราะเป็นข้อที่ผู้ตรวจและ FSVP Importer จะถามถึง คำตอบที่ใช้ได้ต้องอ้างอิงหลักฐานได้ เช่น ค่า aw ที่วัดจริง ผลทดสอบอายุการเก็บ หรือรายงานทางวิทยาศาสตร์ — ไม่ใช่คำว่า “ไม่เคยมีปัญหา” ซึ่งไม่ใช่หลักฐาน และเป็นคำตอบที่ถูกโต้แย้งได้ทันที

คอลัมน์ที่ควรมีในใบวิเคราะห์อันตรายอ้างอิงข้อ
ขั้นตอน / วัตถุดิบ—
อันตรายที่ระบุได้ แยกเป็น ชีวภาพ · เคมี · กายภาพ117.130(b)(1)
อันตรายนี้มาจากไหน — ธรรมชาติ · ไม่ตั้งใจ · เจตนาเพื่อผลประโยชน์117.130(b)(2)
ความรุนแรง (ประเมินก่อนมีมาตรการควบคุม)117.130(c)(1)
โอกาสเกิด (ประเมินก่อนมีมาตรการควบคุม)117.130(c)(1)
ต้องมีมาตรการควบคุมหรือไม่ พร้อมเหตุผล117.130(a)(1)
ถ้าต้องมี — เป็นมาตรการชนิดใด117.135(c) — ตอนที่ 11
เตรียมไปวันเรียน สิ่งที่ต้องเตรียมมาจึงจะทำ workshop นี้ได้

รายการนี้เป็นข้อแนะนำจากประสบการณ์สอนของเรา ไม่ใช่ข้อบังคับของ FSPCA และไม่ใช่เงื่อนไขการเข้าอบรม ไม่มีก็เรียนได้ แต่มีแล้วจะทำ workshop ได้เร็วกว่ามาก

เรียนกับเรา PCQI — FSPCA Preventive Controls for Human Food (PCHF) Version 2.0

บรรยายภาษาไทย เรียนสดกับ FSPCA Lead Instructor ทำ workshop กับสายการผลิตของคุณเอง ซีรีส์นี้อ่านฟรีได้ครบทุกตอน ไม่มีการสงวนเนื้อหาส่วนใดไว้เฉพาะในหลักสูตร

สารบัญPart 117 ทั้ง 20 ตอน

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อสรุปสาระสำคัญให้เข้าใจง่าย ด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการของกฎหมายฉบับใด และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การปฏิบัติจริงให้ยึดตัวบทฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก · อ้างอิงต้นฉบับ: 21 CFR Part 117 ฉบับเต็มบน eCFR

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ฝึกอบรม · Part 117 และ PCQI อ่านข้อกำหนดจบแล้ว ขั้นต่อไปคือมีผู้ผ่านการอบรมตามที่กฎหมายกำหนด

การอ่านข้อกำหนดทำให้เข้าใจว่าต้องทำอะไร แต่กฎหมายยังกำหนดให้โรงงานต้องมีผู้ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ยอมรับ เพื่อทำหน้าที่จัดทำและทบทวนแผนควบคุมเชิงป้องกัน

ดูหลักสูตร PCQI → แจ้งจำนวนผู้เข้าอบรมมาได้ที่ หน้าขอใบเสนอราคา หรือให้เราช่วยทบทวนแผนที่ทำไว้แล้วผ่าน งานที่ปรึกษา

หากต้องการให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

แจ้งให้เราทราบว่าโรงงานของคุณผลิตสิ่งใด และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ