ข้ามไปเนื้อหาหลัก
SP Solution CenterSP SOLUTION CENTERStandards · Consulting · Training
วัสดุสัมผัสอาหาร · ไทย · EU · สหรัฐอเมริกา

กฎหมายวัสดุสัมผัสอาหารเข้มขึ้น
โรงงานบรรจุภัณฑ์ต้องเตรียมอะไรบ้าง

16 กันยายน 2026โดยทีมที่ปรึกษา SP Solution Center

กฎหมายวัสดุสัมผัสอาหารทั้งในประเทศไทยและตลาดส่งออกหลักมีการปรับปรุงต่อเนื่อง ทั้งประกาศภาชนะพลาสติกฉบับใหม่ของไทย มาตรฐานบังคับสำหรับกระดาษสัมผัสอาหาร การห้ามใช้ BPA ในสหภาพยุโรป และข้อจำกัดสาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้ผลิตอาหารเท่านั้น เพราะผู้ผลิตอาหารต้องอาศัยข้อมูลและหลักฐานจากโรงงานบรรจุภัณฑ์ในการยืนยันว่าสินค้าของตนปลอดภัยและถูกกฎหมาย

บทความนี้สรุปกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยย่อ แล้วเน้นสิ่งที่แต่ละฝ่ายในโรงงานบรรจุภัณฑ์ควรเตรียม ได้แก่ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต และฝ่ายประกันคุณภาพ เพื่อลดความเสี่ยงที่สินค้าของลูกค้าจะถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกคืน และลดความเสียหายต่อโรงงานเอง

ข้อควรทราบ บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กฎหมายและค่ามาตรฐานมีการแก้ไขอยู่เสมอ ก่อนนำไปใช้อ้างอิงหรือออกเอกสารให้ลูกค้า โปรดศึกษาตัวบทฉบับล่าสุด และปรึกษาหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของประเทศปลายทาง

1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยสรุป

ประเทศไทย

กฎหมายขอบข่ายประเด็นที่โรงงานควรทราบ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 92) พ.ศ. 2528ภาชนะบรรจุทั่วไป รวมถึงเซรามิกและโลหะเคลือบข้อกำหนดคุณภาพ การใช้ภาชนะบรรจุ และการห้ามใช้วัตถุบางชนิดเป็นภาชนะบรรจุอาหาร อยู่ระหว่างการปรับปรุง ดูหัวข้อ “เรื่องที่ควรติดตาม”
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 435) พ.ศ. 2565ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกใช้แทนฉบับที่ 295 (พ.ศ. 2548) มีผลตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2565 กำหนดชนิดพลาสติกที่อนุญาต ค่าการแพร่กระจายรวมไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อตารางเดซิเมตร ค่าการแพร่กระจายของโลหะและสารเฉพาะ สีและหมึกต้องไม่หลุดลงสู่อาหาร และพลาสติกรีไซเคิลเชิงกลใช้ได้เฉพาะ rPET ที่มีหลักฐานการประเมินกระบวนการ บทเฉพาะกาล 3 ปีสำหรับภาชนะตามมาตรฐานเดิมสิ้นสุดแล้วเมื่อ 17 มิถุนายน 2568
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 369) พ.ศ. 2558ขวดนมและภาชนะบรรจุนมสำหรับทารกและเด็กเล็กกำหนดวัสดุที่อนุญาตแยกตามส่วนประกอบ และต้องตรวจไม่พบ BPA
กฎกระทรวงกำหนดให้ มอก. 2948-2562 (กระดาษสำหรับสัมผัสอาหาร) เป็นมาตรฐานบังคับผู้ทำและผู้นำเข้ากระดาษสัมผัสอาหารต้องได้รับใบอนุญาตและแสดงเครื่องหมาย มอก. เดิมกำหนดมีผล 22 มิถุนายน 2569 และคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเลื่อนเป็น 22 มิถุนายน 2570 ควรตรวจสอบการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและยืนยันกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

สหภาพยุโรป

สหรัฐอเมริกา

2. ผลกระทบหากโรงงานไม่พร้อม

ผลต่อลูกค้า คือผู้ผลิตอาหารผลต่อโรงงานบรรจุภัณฑ์เอง
  • สินค้าถูกกักหรือถูกปฏิเสธที่ประเทศปลายทาง
  • ต้องเรียกคืนสินค้า และเสียชื่อเสียงของแบรนด์
  • ไม่ผ่านการตรวจประเมินของผู้ซื้อหรือหน่วยรับรอง
  • ต้องหยุดไลน์ผลิตเพื่อรอเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์
  • ถูกเรียกร้องค่าเสียหายหรือถูกตัดออกจากรายชื่อผู้ขาย
  • สต็อกวัตถุดิบและสินค้าที่ใช้ไม่ได้
  • ต้นทุนทดสอบซ้ำและแก้ไขเร่งด่วน
  • เสียโอกาสในตลาดส่งออกที่ข้อกำหนดเข้มงวด

3. ฝ่ายจัดซื้อ ควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ

ความเสี่ยงส่วนใหญ่ของบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารมาจากวัตถุดิบ ได้แก่ เม็ดพลาสติก กระดาษ หมึกพิมพ์ กาว สารเคลือบ สารเติมแต่ง และสารช่วยการผลิต ฝ่ายจัดซื้อจึงเป็นด่านแรก

  1. ระบุข้อกำหนดด้านกฎหมายในใบสั่งซื้อและข้อกำหนดวัตถุดิบ เช่น เกรดสัมผัสอาหาร กฎหมายของประเทศปลายทาง และเงื่อนไขการใช้งาน ได้แก่ ชนิดอาหาร อุณหภูมิ และระยะเวลา
  2. ขอเอกสารจากผู้ขายให้ครบก่อนอนุมัติ ได้แก่ หนังสือรับรองความสอดคล้องสำหรับการสัมผัสอาหาร เอกสารข้อมูลความปลอดภัย ผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการ และหนังสือรับรองว่าไม่มีการเติมสารที่ถูกจำกัด เช่น PFAS BPA และโลหะหนัก
  3. แยกวัตถุดิบเกรดสัมผัสอาหารออกจากเกรดทั่วไป ทั้งรหัสวัตถุดิบ ใบสั่งซื้อ และการจัดเก็บ
  4. ควบคุมวัตถุดิบรีไซเคิล เช่น เยื่อกระดาษรีไซเคิลที่อาจมีสารปนเปื้อนจากแหล่งเดิม และ rPET ที่ต้องมีหลักฐานการประเมินกระบวนการตามประกาศฉบับที่ 435
  5. ประเมินและทบทวนผู้ขายเป็นระยะ และกำหนดให้ผู้ขายแจ้งล่วงหน้าเมื่อเปลี่ยนสูตร แหล่งผลิต หรือผู้ผลิตวัตถุดิบต้นทาง
  6. ติดตามวันบังคับใช้ของกฎหมาย เพื่อวางแผนเปลี่ยนวัตถุดิบก่อนครบกำหนด และหลีกเลี่ยงการสั่งซื้อวัตถุดิบที่จะใช้ไม่ได้ในอนาคตเกินความจำเป็น

4. ฝ่ายผลิต ป้องกันการปนเปื้อนระหว่างกระบวนการ

  1. ใช้วัตถุดิบและสูตรตามที่อนุมัติเท่านั้น การเปลี่ยนหมึก กาว สารเคลือบ หรือสารช่วยการผลิต ต้องผ่านการอนุมัติจากฝ่ายประกันคุณภาพก่อน
  2. ควบคุมการเปลี่ยนงาน เมื่อเครื่องจักรเดียวกันผลิตทั้งสินค้าสัมผัสอาหารและสินค้าทั่วไป ต้องทำความสะอาดและตรวจสอบก่อนเริ่มผลิต
  3. ควบคุมการพิมพ์และการเคลือบ ให้หมึกแห้งและยึดติดสมบูรณ์ ป้องกันการถ่ายโอนหมึกจากด้านพิมพ์ไปสู่ด้านสัมผัสอาหารระหว่างการม้วนหรือซ้อน
  4. ควบคุมพารามิเตอร์ของกระบวนการ เช่น อุณหภูมิขึ้นรูป เวลาอบแห้ง และปริมาณสารเคลือบ เพราะมีผลต่อสารตกค้างและการแพร่กระจาย
  5. ควบคุมเศษวัสดุที่นำกลับมาใช้ ใช้ได้เฉพาะเศษจากกระบวนการของตนเองที่ระบุแหล่งได้และไม่ปนเปื้อน
  6. ป้องกันการปนเปื้อนทั่วไป ได้แก่ สารหล่อลื่นที่เหมาะกับการสัมผัสอาหารโดยบังเอิญ การควบคุมสารเคมีทำความสะอาด การควบคุมสัตว์พาหะ และสุขลักษณะของพนักงาน
  7. บ่งชี้และแยกเก็บสินค้า ให้ตามสอบรุ่นการผลิตได้ และป้องกันการสลับระหว่างสินค้าสำหรับตลาดต่างกัน

5. ฝ่ายประกันคุณภาพ หลักฐานที่ลูกค้าต้องการ

  1. จัดทำทะเบียนกฎหมาย แยกตามวัสดุและตลาดปลายทาง พร้อมผู้รับผิดชอบติดตามการเปลี่ยนแปลง
  2. ประเมินความเสี่ยงของสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยพิจารณาวัสดุ ชนิดอาหาร อุณหภูมิ ระยะเวลาสัมผัส และสารที่อาจแพร่กระจาย
  3. วางแผนการทดสอบ กับห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 และมีขอบข่ายรายการทดสอบที่ต้องการ เช่น การแพร่กระจายรวม การแพร่กระจายเฉพาะ และโลหะหนัก สำหรับกระดาษที่สัมผัสอาหารไขมัน ให้พิจารณาการตรวจฟลูออรีนรวมและ PFAS แบบเจาะจง โดยแจ้งกฎหมายปลายทางให้ห้องปฏิบัติการทราบ เพราะเงื่อนไขการทดสอบแตกต่างกัน
  4. กำหนดความถี่การทดสอบซ้ำ ตามความเสี่ยง และทดสอบใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนวัตถุดิบ ผู้ขาย หรือกระบวนการ
  5. จัดทำหนังสือรับรองความสอดคล้องให้ลูกค้า ระบุวัสดุ กฎหมายที่อ้างอิง เงื่อนไขการใช้งาน ข้อจำกัด และข้อมูลที่ลูกค้าต้องใช้ในการประเมินต่อ ข้อความในหนังสือรับรองต้องมีหลักฐานรองรับ
  6. จัดระบบการตามสอบและการเรียกคืน เชื่อมโยงรุ่นวัตถุดิบกับรุ่นสินค้าและลูกค้า และทดสอบระบบเป็นระยะ
  7. จัดการการเปลี่ยนแปลงและการสื่อสาร แจ้งลูกค้าล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนวัสดุหรือกระบวนการ ที่อาจกระทบความสอดคล้อง
  8. เก็บเอกสารให้พร้อมตรวจ เช่น เอกสารทางเทคนิคตาม PPWR และเอกสารหลักการผลิตที่ดี ตาม Regulation (EC) No 2023/2006 สำหรับสินค้าที่ส่งไปสหภาพยุโรป

6. ฝ่ายบริหาร วางระบบให้ยั่งยืน

7. เรื่องที่ควรติดตาม

ให้เราช่วยได้ วางระบบความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ให้ตอบคำถามของลูกค้าได้ด้วยหลักฐาน

โรงงานบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่กระจายอยู่คนละฝ่ายจนหยิบมาตอบลูกค้าไม่ทัน เรารับตั้งแต่จัดทำทะเบียนกฎหมายแยกตามวัสดุและตลาดปลายทาง ไล่ดูเอกสารจากผู้ขายว่าขาดอะไร ไปจนถึงวางแผนการทดสอบและร่างหนังสือรับรองความสอดคล้องให้มีหลักฐานรองรับทุกข้อความ

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เขียนเอง เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้างของข้อกำหนด ไม่ใช่คำแปลหรือสำเนาของมาตรฐาน การนำไปใช้จริงต้องอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงและกฎหมายที่บังคับใช้เป็นหลัก

ที่ปรึกษาและฝึกอบรม · BRCGS Packaging Materials วางระบบให้โรงงานบรรจุภัณฑ์ตอบคำถามลูกค้าได้ด้วยหลักฐาน

โรงงานบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่กระจายอยู่คนละฝ่ายจนหยิบมาตอบลูกค้าไม่ทัน เรารับตั้งแต่ประเมินช่องว่างเทียบข้อกำหนด จัดทำการประเมินอันตรายและความเสี่ยง ไปจนถึงฝึกผู้ตรวจติดตามภายในให้ตรวจได้จริง

ดูงานที่ปรึกษา BRCGS Packaging → หรือดูหลักสูตร อบรมข้อกำหนด BRCGS Packaging และ อบรมผู้ตรวจติดตามภายใน BRCGS Packaging แจ้งจำนวนผู้เข้าอบรมและขอบเขตระบบมาได้ที่ หน้าขอใบเสนอราคา

หากต้องการให้เราช่วยวางระบบ
หรือจัดอบรมเรื่องนี้ ติดต่อเราได้

แจ้งให้เราทราบว่าโรงงานของคุณผลิตสิ่งใด และต้องการมาตรฐานใด — เราจะช่วยประเมินขอบเขตงานและเสนอแนวทางที่เหมาะกับโรงงานของคุณ